Can't find it? here! find it

Showing posts with label Thailand. Show all posts
Showing posts with label Thailand. Show all posts

Tuesday, June 30, 2009

History of Tattoo

ยันต์ ( Thai Tattoos )

ยันต์
เส้นที่ขีดลากไปมานอกยันต์นั้น หมายถึง "สายรกของพระพุทธเจ้า" ส่วนเส้นที่อยู่ภายในยันต์ เรียกว่า "กระดูกยันต์" ยันต์มีหลายแบบต่างๆ กันไป เช่น
  • ยันต์กลม มีความหมายว่าเป็นพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า ทางศาสนาพราหมณ์ หมายถึงพระพักตร์ของพระพรหม
  • ยันต์สาม เหลี่ยม มีความหมายว่าเป็นพระรัตนตรัย หรือภพทั้งสาม ส่วนทางศาสนาพราหมณ์ให้ความหมายว่าเป็นพระเป็นเจ้าทั้ง 3 ของพราหมณ์ คือ พระอิศวร พระพรหม พระนารายณ์
  • ยันต์สี่เหลี่ยม มีความหมายว่าเป็นทวีปทั้งสี่ หรือธาตุทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ
  • ยันต์รูปภาพ มีทั้งรูปภาพ เทวดา มนุษย์ และสัตว์ต่างๆ ส่วนความหมายก็อยู่ในตัวของรูปภาพนั้นๆ
การลงยันต์หรือการเขียนยันต์นั้นจะใช้อักขระขอม ซึ่งเขียนเป็นตัวย่อของพระคาถาแต่ละบท เพราะหากเขียนพระคาถาลงไปในยันต์ทั้งหมดเนื้อที่คงไม่พอ จึงใช้อักขระย่อ ส่วนตัวเลขที่อยู่ในยันต์ก็ย่อมาจากอักขระของพระคาถา ข้อควรระวังในการลากเส้นยันต์นั้นควรลากทีเดียวให้ตลอดไม่ใช่ลากแล้วหยุด หากลากแล้วหยุดถือว่ายันต์นั้นใช้ไม่ได้ ต้องใช้คาถาหรือสูตรในการต่อเส้นยันต์นั้นใหม่ยันต์นั้นจึงจะใช้ได้ และการลงอักขระให้ระวังอย่าลงอักขระทับเส้นยันต์เพราะจะทำให้ยันต์นั้นใช้ไม่ได้ ท่านเรียกว่าเป็นยันต์ตาบอด การลงยันต์หรือการเขียนยันต์หากยันต์นั้นมีคาถาหรือสูตรกำกับไว้ผู้เขียนจะต้องภาวนาคาถานั้นไปด้วยพร้อมกันการลงยันต์ ฉะนั้นจึงต้องใช้สมาธิสูง ส่วนขั้นตอนและวิธีการลงยันต์พร้อมทั้งสูตรต่างๆ ยังมีอีกมากครับ คลิกที่นี่ครับเพื่ออ่านรายละเอียดสูตรและคาถาเวลาเขียนยันต์

คลัง ภาพยันต์


ยันต์รัตนตรัย
ยันต์รัตนตรัย ความหมาย ความเชื่อ ชนะศัตรู เมตตามหานิยม

ยันต์พุทธคุณ
ยันต์พุทธคุณ ความหมาย ความเชื่อ คุ้มกันสารพัดภัย แคล้วคลาดจากอันตราย

ยันต์มหาศิริมงคล
ยันต์มหาศิริมงคล ความหมาย ความเชื่อ เป็นมงคลยิ่งนัก และคุ้มภัยอันตรายทั้งปวง

ยันต์ยอดมงกุฎด้านหน้า ยันต์ยอดมงกุฎด้านหลัง
ยันต์ยอดมงกุุฎ ความหมาย ความเชื่อ แคล้วคลาด จากอันตรายทั้งปวง (ซ้ายยันต์ยอดมงกุฎด้านหน้า ส่วนขวาเป็นด้านหลัง)

ยันต์บารมีพระพุทธเจ้า
ยันต์บารมีพระพุทธเจ้า ความหมาย ความเชื่อ กันภูตผี ปีศาจ ป้องกันอันตรายทั้งปวง

ยันต์มหาสาวัง
ยันต์มหาสาวัง ความหมาย ความเชื่อ กัน และแก้สารพัดโรคภัย อันตราย

ยันต์เมตตามหานิยม
ยันต์เมตตามหานิยม ความหมาย ความเชื่อ เป็นเมตตามหานิยม เป็นเสน่ห์ทำให้คนรัก

ยันต์มหาอุดด้านหน้า ยันต์มหาอุดด้านหลัง
ยันต์มหาอุด ความหมาย ความเชื่อ คงกระพันชาตรี เมตตามหานิยม (ซ้ายยันต์มหาอุดด้านหน้า ขวาด้านหลัง)

ยันต์ห้ายอด
ยันต์ห้ายอด ความหมาย ความเชื่อ คุ้มกันภัย และอันตรมายทั้งปวง

ยันต์การะเวก
ยันต์กา ระเวก ความหมาย ความเชื่อ ใช้ในทางเมตตามหานิยม เป็นเสน่ห์วิเศษดียิ่งนัก เวลาเข้าไปหาใครก็ตาม เช่น ไปสมัครงาน นัดสัมภาษณ์ นักร้อง นักแสดง นักเทศน์ วิเศษยิ่งนัก

ยันต์ตะกรุดมหาระงับ
ยันต์ตะกรุดมหาระงับ ความหมาย ความเชื่อ เป็นยันต์นะจังงัง ยิง ฟัน แทงไม่เข้า

ยันต์ตะกรุดโทน
ยันต์ตะกรุดโทน ความหมาย ความเชื่อ กันอันตรายจากอาวุธทุกชนิด

ยันต์อาวุธทั้งสี่
ยันต์อาวุธทั้งสี่ ความหมาย ความเชื่อ กันสารพัดภูตผี ปีศาจ ถอนแก้คุณไสยทุกอย่าง

ยันต์โภคทรัพย์
ยันต์โภคทรัพย์ ความหมาย ความเชื่อ ใส่ไว้ในกระเป๋าเงิน ทำให้เงินพอกพูนเพิ่มขึ้น

ยันต์พญาหงส์ทอง
ยันต์พญาหงส์ทอง ความหมาย ความเชื่อ เมตตามหานิยม เป็นเสน่ห์ ทำให้ทุกคนรัก

ยันต์พญาราชสีห์
ยันต์พญาราชสีห์ ความหมาย ความเชื่อ คนเกรงขาม เป็นตบะเดชะ มีอำนาจ

ยันต์พญาเสือ
ยันต์พญาเสือ ความหมาย ความเชื่อ คนเกรงขาม เดินป่าป้องกันสัตว์ร้าย

ยันต์พญาหนุมาน
ยันต์พญาหนุมาน ความหมาย ความเชื่อ อยู่ยงคงกระพัน เมตตามหานิยม

ยันต์ท้าวเวสสุวรรณ
ยันต์ท้าวเวสสุวรรณ ความหมาย ความเชื่อ กันภูตผี ปีศาจทุกชนิด กันและแก้คุณไสย

ยันต์นางกวัก
ยันต์นางกวัก ความหมาย ความเชื่อ สำหรับค้าขายให้มีกำไรดี ร่ำรวยเงินทอง

ยันต์พระเจ้าเปล่งรัศมี
ยันต์พระเจ้าเปล่งรัศมี ความหมาย ความเชื่อ ไปไหนนำติดตัวไปด้วยทำให้คนรักคนหลง

ยันต์พุฒซ้อนหรือยันต์พระเจ้าห้าพระองค์
ยันต์พุฒซ้อน หรือ ยันต์พระเจ้าห้าพระองค์ ความหมาย ความเชื่อ เป็นยันต์ที่โด่งดังมากมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถือเป็นมหายันต์สูงสุดกว่ายันต์ทั้งปวง อุปเทห์ใช้ได้ สารพัดประโยชน์ โดยเฉพาะยันต์พุฒซ้อนได้นำมาใช้ในการลงนะหน้าทอง เมตตามหานิยม โชคลาภ ทำให้ผู้ใหญ่เมตตา ต้องการเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง เป็นมหาเสน่ห์รุนแรง

ยันต์กันสะกด
ยันต์กันสะกด ความหมาย ความเชื่อ กันอันตรายจากโจร ผู้ร้าย

ยันต์เสริมดวงหรือยันต์ห้าแถว
ยันต์ หนุนดวง หรือ ยันต์โภค ทรัพย์ 5 แถว ความหมาย ความเชื่อ เป็นอักขระขอมโบราณ 5 แถว ความยาว 7 นิ้ว กว้าง 2 นิ้วครึ่ง โดยแถวแรกเป็นคาถาเมตตามหานิยม แถวที่ 2 เป็นคาถาหนุนดวงชะตา แถวที่ 3 เป็นคาถาแห่งความสำเร็จ แถวที่ 4 เป็นคาถาราศีประจำตัว และแถวที่ 5 เป็นคาถามหาเสน่ห์ และแต่ละแถวจะมีพระปิดตา ช่วยเปิดช่องทางในการทำธุรกิจ คอยหนุนเรื่องการค้าให้ก้าวหน้า มั่นคงยิ่งขึ้น ถ้าคนดวงไม่ดี การสักต้องสักเป็นยันต์หนุนดวง หรือ ยันต์โภคทรัพย์ 5 แถว เพราะถือว่าเป็นยันต์คุณพระ ที่มีพลังอานุภาพครอบคลุมทุกด้าน และสามารถที่จะเกื้อหนุนดวงที่ตกต่ำให้โดดเด่นขึ้นมาได้

ยันต์เก้ายอด
ยันต์เก้ายอด ความหมาย ความเชื่อ ของยันต์หมายถึงคุณวิเศษของพระพุทธเจ้าทั้ง 9 ประการ ซึ่งแสดงให้เห็นในรูปของยอดแหลมทั้ง 9 ยอด ลายสักยันต์นี้ดีในการป้องกันศาสตราวุธทั้งหลาย

ยันต์หนุมานตัวเก้า
ยันต์หนุมานตัวเก้า ความหมาย ความเชื่อ เหมาะสำหรับอาชีพ ราชการ ตำรวจ หรือองครักษ์เพื่อส่งเสริมให้การงานเจริญก้าวหน้า

ยันต์ชูชก
ยันต์ชู ชก ความหมาย ความเชื่อ ชายแก่ที่แบกถุงเงินบนบ่า ชื่อเขาคือชูชก เริ่มแรกเขาเป็นขอทาน ต่อมาเขากลายเป็นเศรษฐี ลายสักนี้ดีต่อการค้าและทุกท่านที่ต้องการความร่ำรวย

ยันต์แปดทิศ
ยันต์แปดทิศ ความหมาย ความเชื่อ ความเชื่อ ยันต์แปดทิศ มีสรรพคุณ ทางด้านเมตตา อยู่ยงคงกะพัน คุ้มคองทิศทั้งแปด

ยันต์พญากาน้ำ
ยันต์พญากาน้ำ ความหมาย ความเชื่อ มีไว้ค้าขายทางน้ำ

Friday, June 19, 2009

Yamada Nakamasa

การเข้ามาในเมืองไทยของ ซามูไร ยามาดะ




ซามูไร ยามาดะ เข้ามาในช่วงกรุงศรีอยุธยา สมัยพระเจ้าทรงธรรม ( ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. 2153 – 2171 ) ซึ่งในสมัยนั้น พระเจ้าทรงธรรมทรงสนพระทัยการทูตกับญี่ปุ่นมาก ถึงกับได้ส่งคณะฑูตจำนวน 60 คนของพระองค์ ไปถึงเมืองเอโดะ ประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2164 โดยมีพระราชสาส์นที่มีใจความโดยสรุปว่า อยุธยา ดูแลเอาใจใส่ชาวญี่ปุ่นดังราษฏรของอยุธยาเอง โดยได้ให้อยู่เป็นหมู่บ้านและได้โปรดให้ชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งชื่อไทยว่า ขุนไชยสุนทรเป็นนายอำเภอดูแลชาวญี่ปุ่นด้วยและในการนี้ทรงโปรดให้พ่อค้าเรือ สำเภามาค้าขายกับอยุธยาให้มากขึ้นเพื่อพระราชไมตรีต่อกัน

การเดิน ทางกลับของคณะฑูตไทยในครั้งนี้ ได้มี ซามูไรชั้นผู้น้อยคนหนึ่งขอเดินทางกับมากับคณะทูตด้วย ซามูไรผู้นี้นามว่า “ยามาดะ นางามาซะ” ซึ่งท่านผู้นี้เป็นเพียงคนหามเกี้ยวของโชกุนเท่านั้น ฉะนั้นเหตุผลของการเดินทางเข้ามาสู่กรุงศรีอยุธยาในครั้งนี้คงหนีไม่พ้น เหตุผลที่ว่า มาเพื่อแสวงหา สภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีกว่า ซามูไร ยามาดะ เมื่อเข้ามาอยู่ในไทยก็ทำงานขยันขันแข็ง จนได้รับราชการในกรมอาสาญี่ปุ่น และเป็นเจ้ากรมอาสาญี่ปุ่น ในเวลาต่อมาในชื่อออกญาเสนาภิมุข (ตำแหน่ง ออกญา เทียบเท่า พระยา )

ซามูไร ยามาดะ กับการทำงานลบความผิดครั้งแรก


ก่อน สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมสวรรคตได้มอบราชสมบัติไว้ให้พระราชโอรสองค์ใหญ่พระชนมา ยุเพียง 14 พรรษา นั่นคือ สมเด็จพระเชษฐาธิราช แทนที่จะมอบราชสมบัติให้พระศรีศิลป์ พระราชอนุชา ที่ไปผนวชอยู่ตามธรรมเนียม ทำให้ขุนนางทหารต่างหวั่นเกรงว่าพระศรีศิลป์อาจจะลาสิกขาบทมาแย่งชิง พระราชสมบัติเหมือนที่พระเจ้าทรงธรรมเคยทำในอดีต จึงได้ระดมทหาร 14,000 คน เข้ามาจุกช่องล้อมวัง พร้อมกับซามูไรฝีมือเยี่ยม 600 คน ที่อยู่ในบังคับบัญชาของ ซามูไร ยามาดะ ออกญาเสนาภิมุข ซี่งในระหว่างนี้ เจ้าพระยาศรีวรวงศ์ ออกญากลาโหม ได้สั่งฆ่าขุนนางชั้นพระยา 5 คนที่ไม่เข้าข้างกับการระดมทหารเข้าล้อมวัง

ในครั้งนี้ แต่ยังขุนนาง 2 คนที่ซามูไร ยามาดะเข้ามาช่วยไว้ได้ทัน นั่นคือ ออกพระศรีเสาวรัตน์ และออกพระจุฬา ซึ่งการกระทำของ ซามูไร ยามาดะในครั้งนี้ได้สร้าง ความโกรธให้กับเจ้าพระยาศรีวรวงศ์มาก แต่ด้วยความที่ซามูไร ยามาดะมีกองกำลังซามูไรฝีมือเยี่ยมหลายคนอยู่ในบังคับบัญชา จึงได้ให้ซามูไรยามาดะทำงานลบความผิด

โดยให้ไปหลอกพระศรีศิลป์ให้ลา ผนวชเพื่อนำมาประหารให้ได้ ซามูไรต้องการลบล้างความผิดจึงได้ไปหลอกพระศรีศิลป์ว่าให้ลาผนวชแล้วจะแย่ง ราชสมบัติให้ พระศรีศิลป์ทรงหลงเชื่อจึงถูกจับส่งไปเพชรบุรีโดยถูกนำไปปล่อยไว้ในบ่อลึก ที่ไม่มีน้ำเพื่อให้อดอาหารตายอย่างช้าๆ แต่การนี้ไม่สำเร็จ เนื่องจากได้มีขุนศึกท่านหนึ่งได้เสี่ยงชีวิต เข้ามาช่วยเหลือพระศรีศิลป์ในครั้งนี้ นั่นคือออกหลวงมงคล มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกับพระศรีศิลป์ ( พระศรีศิลป์ถือได้ว่าเป็นลูกของป้า )

ออกหลวงมงคลรับราชการที่ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นคนหนุ่มที่เฉลียวฉลาด ด้านพิชัยสงคราม คาถาอาคม และการเดินเรือแบบคนนคร ทันทีที่ทราบข่าว ขุนศึกท่านนี้ได้ตามไปช่วยเหลือ พระศรีศิลป์ที่เพชรบุรี ด้วยการลักลอบขุดอุโมงค์ใต้ดินไปประชิดกับบ่อดินที่พระศรีศิลป์ ถูกคุมขังอยู่ แล้วฆ่าทหารคนสนิท เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวกับพระศรีศิลป์ลอบนำพระศรีศิลป์ไปรักษาพระองค์ที่วัด แห่งหนึ่ง ในขณะเดียวกันออกหลวงมงคลก็ซ้องสุมสมัครพรรคพวกได้กำลังพล ประมาณ 2 หมื่นเศษในเวลาไม่ช้านักแล้วประกาศตั้ง พระศรีศิลป์เป็นกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา องค์ที่ 21

ออกหลวงมงคล เพื่อนสนิท ซามูไร ยามาดะ


จะ ว่าไปแล้ว ซามูไร ยามาดะ กับออกหลวงมงคลถือได้ว่าเป็นเพื่อนสนิทเลยก็ว่าได้ เพราะมีความชอบพอสนิทสนมกันเป็นพิเศษ มาตั้งแต่ครั้งพระเจ้าทรงธรรมส่งคณะราชทูตจากเมืองไทยไปญี่ปุ่น โดยก่อนออกเดินทางทุกครั้งคณะทูตจะแวะนครศรีธรรมราชทุกครั้งและ เจ้านครจะโปรดให้ขุนมงคลร่วมเดินทางไปกับคณะทูตด้วย ด้วยเหตุนี้ ออกหลวงมงคลจึงมีความสนิทสนมกับซามูไร ยามาดา ตั้งแต่อยู่ที่ญี่ปุ่นจนมีความไว้เนื้อเชื่อใจกันเสมอมา

ซามูไร ยามาดะหลอกเพื่อนสนิท

หลัง จากที่มีการประกาศตั้ง พระศรีศิลป์เป็นกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา องค์ที่ 21 ความทราบถึง พระเจ้าเชษฐาธิราช ผู้เป็นหลานทรงส่งทหาร 30,000 เศษไปเพชรบุรี และซามูไร ยามาดะกับพวก 800 คน ซึ่งการวางแผนทำศึกของซามูไร ยามาดะในครั้งนี้ได้ใช้แผนเดิม โดยส่งคนลอบไปหาออกหลวงมงคลบอกว่าจะเข้าข้างโดยทำทำช่วยรบอยุธยาให้ฝ่ายออก หลวงมงคลรบเบาๆ อย่าจริงจัง ฝ่ายออกหลวงมงคล ก็หลงเชื่อเพราะเคยเป็นเพื่อนซี้ย่ำปึ๊กกันมาตั้งแต่อยู่ที่ญี่ปุ่น จึงได้ยอมทำตามอุบายของซามูไร ยามาดะ ปรากฏว่าทัพฝ่ายออกหลวงมงคลจึงแตกพ่าย พระศรีศิลป์ได้เสด็จหนีไปนครศรีธรรมราช แต่ก็ถูกดักจับได้ก่อนด้วยกองทัพเรืออยุธยาที่เมืองไชยา สมเด็จพระเจ้าเชษฐาธิราชโปรดเกล้าฯให้สำเร็จโทษที่วัดโคกพระยา ก่อนถูกประหาร พระศรีศิลป์ได้ทรงเตือนผู้เป็นหลานว่า เจ้าพระยาศรีวรวงศ์ ออกญากลาโหมจะขบถให้ระวังพระองค์ไว้

ส่วนออกหลวงมงคลหลังจากที่รู้ ว่าโดยซามูไร ยามาดะหลอก และทราบข่าวด้วยว่าพระศรีศิลป์ถูกประหารแล้ว ก็ได้ปลอมตัวเข้ากรุงศรีอยุธยา เพื่อฆ่าเจ้าพระยาศรีวรวงศ์และซามูไร ยามาดะ แต่ไม่สำเร็จ จึงได้หนีไป แต่ท้ายที่สุดเมื่อทางอยุธยาทราบข่าวส่งหน่วยจู่โจมไปจับลูกเมียท่าน ท่านเลยยอมให้ จับด้วยและพร้อมที่จะตายด้วยการถูกประหาร แต่สมเด็จพระเชษฐาธิราชทรงโปรดจะให้เป็นแม่ทัพใหญ่เพราะทรงเห็นความรู้ความ สามารถและความจงรักภักดีเป็นเยี่ยมจึงส่งคนไปเกลี้ยกล่อมแต่ออกหลวงมงคล ปฏิเสธ ยอมถูกประหารให้ตัวตายไปพร้อมกับพระศรีศิลป์ กษัตริย์ไร้บัลลังก์ที่ตนรัก

คำทำนายของพระศรีศิลป์ที่เป็นจริง


ประมาณ ปี พ.ศ. 2171 คำทำนายของพระศรีศิลป์ก็เป็นจริงเมื่อเจ้าพระยาศรีวรวงศ์ ปล้นพระราชวังแล้วจับ พระเจ้าเชษฐาธิราชปลงพระชนม์เสีย แล้วยกเอา พระอาทิตยวงศ์ วัย 10 พรรษา พระราชอนุชา ขึ้นมาเป็นกษัตริย์แทน แต่ต่อมาไม่นาน เจ้าพระยาศรีวรวงศ์ก็กล่าวหา พระอาทิตยวงศ์ ว่า “ไม่รู้จักว่าราชการ เอาแต่เที่ยวเล่นจับแพะชนแกะไปวันๆ” จึงได้วางแผนปลงพระชนม์

จุดพลิกผันชีวิตในกรุงศรีอยุธยาของซามูไร ยามาดะ


แผน การนี้ ทราบถึง ซามูไร ยามาดะ ที่ในขณะนั้นถือว่ามีอำนาจและบทบาททางการเมืองและการทหาร ไม่แพ้เจ้าพระยาศรีวรวงศ์แม้แต่ด้วย กลับไม่เห็นด้วยกับการวางแผนปลงพระชนม์พระอาทิตย์วงศ์ เพราะ

๑.ซามูไร ยามาดะ จงรักภักดีต่อพระเจ้าปราสาท อยากจะให้โอรสของพระองค์คือ พระอาทิตยวงศ์เป็นกษัตริย์ต่อไป

๒. หากพระอาทิตยวงศ์ทรงเป็นกษัตริย์ ซามูไรยามาดะ จะมีอำนาจทางการเมืองสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะพระอาทิตยวงศ์ทรงโปรด ซามูไรยามาดะ มากที่ยอมเป็นเพื่อนเล่นของพระองค์และสอนเพลงดาบซามูไรให้ หากพระอาทิตยวงศ์ได้เป็นกษัตริย์ ซามูไรยามาดะ คงได้ตำแหน่งพระราชครูซึ่งใหญ่ไม่ใช่เล่น

ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะอ้างเหตุผลในข้อใด ซามูไร ยามาดะ ก็ขัดขวางการปฏิบัติการของเจ้าพระยาศรีวรวงศ์อย่างเต็มที่ แต่ด้วยเจ้าพระยาศรีวรวงศ์ควบคุมพระราชวังไว้และใกล้ชิดพระอาทิตยวงศ์ มากกว่า แผนปลงพระชนม์ก็สำเร็จและ ซามูไร ยามาดะ ก็ถูกล้อมจับ การต่อรองได้เกิดขึ้น โดยซามูไร ยามาดะ ยอมรับการถูกเนรเทศจากกรุงศรีอยุธยาไปเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช แดนอิทธิพลของออกหลวงมงคลเพื่อนสนิทคู่ปรับเก่า โดยเจ้าพระยาศรีวรวงศ์หวังไว้ว่า อย่าให้ซามูไร ยามาดะ อยู่เป็นสุขที่เมืองนครศรีธรรมราช เพราะมีศัตรูคอยทิ่มแทงทั้งภายในและภายนอก จากนั้นเจ้าพระยาศรีวรวงศ์ได้ปราบดาภิเษกตนเองเป็น สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง กษัตริย์องค์ที่ 24 แห่งกรุงศรีอยุธยา

การเดินทางสู่เมืองนครศรีธรรมราชของซามูไร ยามาดะ


ซามูไร ยามาดะ ไปเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชคนที่เท่าไร ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่เรื่องราวที่เมืองนครศรีธรรมราชเป็นดังนี้ ก่อนหน้าที่จะเดินทาง ซามูไร ยามาดะ นั้นมีบุตรชายลูกครึ่งไทย ญี่ปุ่น อายุ 18 ปี 1 คน กับภรรยาคนไทยอยุธยา นามว่า โออิน เมื่อซามูไร ยามาดะ

ผู้พ่อได้เป็น เจ้านคร ผู้ลูกชายก็เลยได้อำนาจไปด้วยอย่างอัตโนมัติ มีเรื่องเล่าว่า พระยานครศรีธรรมราช ซามูไร ได้ทำเรื่องไม่ดีไม่งามไว้มาก
ดังบทช้าน้อง ( กล่อมเด็ก ) ของชาวนครศรีธรรมราช ความว่า

“ไก่อูกเหอ ไก่อูกหางลุ่น
ข้าหลวงญี่ปุ่น ทำวุ่นจับเด็ก
จับเอาแต่สาวสาว บ่าวบ่าวไปทำมหาดเล็ก
ญี่ปุ่นจับเด็ก วุ่นทั้งเมืองนครเอย ”

ต่อ มา ซามูไร ยามาดะ พระยานครศรีธรรมราช ได้บริหารเมืองด้านต่างๆ และได้ส่งบุตรชายและคณะไปเรียกส่วยภาษีจากเมืองปัตตานี้และก็ได้รับการต่อ ต้านจากเมืองปัตตานีโดยเฉพาะชาวต่างชาติในเมืองปัตตานีเช่น ฮอลันดา โปรตุเกส และอังกฤษที่ไม่ชอบญี่ปุ่นที่เข้ามาแข่งขันทางการค้าในปัตตานีและแม้แต่โจร สลัดก็ไม่ชอบซามูไรญี่ปุ่น เนื่องจากซามูไรญี่ปุ่นได้เข้ามาควบคุมน่านน้ำนครศรีธรรมราช ปัตตานี และเส้นทางเดินเรือไปญี่ปุ่นแทนตน คนเหล่านี้จึงช่วยกันแข็งข้อต่อนครศรีธรรมราชไม่ยอมส่งเครื่องบรรณาการตาม ที่ตกลงไว้แถมประกาศทำศึกอีกต่างหาก

ซามูไร ยามาดะ ออกญาเสนาภิมุข พระยานครศรีธรรมราช จึงยกกองทัพไปทำศึกปัตตานี้โดยใช้ชาวญี่ปุ่นในปัตตานีเป็นไส้ศึก ขณะที่การรบยังไม่เสร็จสิ้น พระยานครศรีธรรมราชถูกฟันที่ขาบาดเจ็บจึงยกทัพกลับนครศรีธรรมราชเป็นการชั่ว คราว

จุดจบชีวิตของซามูไร ยามาดะ


การ เพลี่ยงพล้ำของซามูไร ยามาดะ ครั้งนี้ทราบถึงพระเจ้าปราสาททอง พระองค์ทรงโปรดข่าวนี้มาก จึงทรงบัญชาให้ออกพระมะริด เจ้าเมืองไชยา นำยาพิษมาใส่แผลให้โดยหลอก ซามูไร ยามาดะว่าเป็นยาหลวงจากราชสำนักทั้งที่เป็นยาพิษงูผสมยางไม้ชนิดหนึ่ง ทำให้ ซามูไร ยามาดะ เสียชีวิตทันที ในอีกไม่กี่ชั่วโมง สรุปแล้ว ซามูไร ยามาดะ ออกญาเสนาภิมุข พระยานครศรีธรรมราช ได้ถึงแก่กรรมที่เมืองนครศรีธรรมราช เมื่อ พ.ศ. 2176



สรุปบทสุดท้ายของชีวิตซามูไรคนสุดท้ายแห่งเมืองนครศรีธรรมราช


นครศรี ธรรมราชมีอายุเก่าแก่กว่าสุโขทัยประมาณ 1,500 ปี มีโบราณสถานมากมายเช่นกำแพงเมืองหรือวังเจ้านครที่เป็นหลักฐานสำคัญแต่พบว่า หลักฐานต่างๆเหล่านี้ได้ถูกทำลายไปสิ้นเพื่อลดบทบาทความยิ่งใหญ่ในอดีตของ เมืองนครศรีธรรมราชลง ดังนั้นหลักฐานพยานการเป็น พระยานครศรีธรรมราชของ ซามูไร ยามาดา ก็ถูกลบให้หายไปตามกาลเวลานั้นด้วยทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจจะเหลือเป็น หลักฐานพยานความเชื่อปรากฏ อยู่ในความรู้สึกและความทรงจำเพียงบทช้าน้อง บทหนึ่ง

ในความคิดของผู้เรียบเรียงมองว่า ซามูไร ยามาดะ ก็เป็นเพียงคนๆ หนึ่งที่มาจากพื้นเพธรรมดาแต่ด้วยต้องการอำนาจความยิ่งใหญ่จึงได้ถูกหลอกใช้ ให้เป็นเครื่องมือของเหล่าขุนนางในกรุงศรีอยุธยาในขณะนั้น จนมัวเมากับสิ่งต่างๆ ลืมความจริงใจและความรักอย่างที่เพื่อนสนิท เช่นออกหลวงมงคลได้มอบให้ในการศึกที่เพชรบุรี ครั้นต่อมาใกล้บั้นปลายชีวิต ซามูไร ยามาดะ ก็ได้รับผลกรรมจากการกระทำของตนที่เคยทำไว้กับเพื่อนสนิทในการทำการศึกกับ ปัตตานีและถูกฟันที่ขาบาดเจ็บ ซึ่งเชื่อกันว่าการรบครั้งนั้น ทัพนครศรีธรรมราชไม่เต็มใจสู้เพราะไม่ชอบ ซามูไร ยามาดะเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ซึ่งอาจเป็นญาติพี่น้องของออกหลวงมงคลก็เป็นได้ จึงทำให้ในระหว่างการรบ ซามูไร ยามาดะ ต้องรบออกหน้าข้าศึกอยู่ตลอดเวลาจนบาดเจ็บ แต่แล้วก็มาเสียชีวิตด้วยยาพิษของพระเจ้าปราสาททอง

จีงขอให้ผู้อ่านมอง ซามูไร ยามาดาอย่างเป็นกลางมากที่สุดเพื่อที่จะได้เข้าใจและให้อภัยกับบางสิ่งที่ซามูไร ยามาดะได้กระทำไป

ข้าพเจ้า ข้องใจกับ ซามูไรท่านนี้มานานเนื่องจากเคยพบกับฝรั่งท่านหนึ่งที่กำลังศึกษาต่อปริญญา โทอยูที่ต่างประเทศและลงทุนเดินทางมาที่ประเทศไทย จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อเก็บภาพถ่ายและรายละเอียดของ ซามูไรท่านผู้นี้ เสียดายที่ในขณะนั้นข้าพเจ้าแทบจะหาข้อมูลเกี่ยวกับชายผู้นี้ในแฟ้มงานของ ข้าพเจ้าไม่ได้เลย จึงได้แต่บอกสถานที่ที่คาดว่าน่าจะสามารถเก็บรายละเอียดให้ไป หลังจากนั้นตนเองก็เพิ่งนึกได้ว่าจะมัวมานั่งสงสัยทำไมเล่า จึงได้เดินทางด้วยตนเองไปยังสวนสมเด็จศรีนครินทร์ (ทุ่งท่าลาด) โดยได้ตรงเข้าไปที่ Japanese Garden สวนญี่ปุ่น และก็ได้เห็นแผ่นป้ายแท่งหินขนาดใหญ่สลักว่า เป็นอนุสรณ์ระลึกถึง เจ้าพระยานครศรีธรรมราช ยามาดะ นามากาซา พร้อมรายละเอียดนิดหน่อย และได้มองเห็นรูปแบบการจัดสวน มีเจ้าหน้าที่จากกองทุนญี่ปุ่นมาปลูกต้นไม้ให้โดยรอบ โดยทางเราก็ได้มีการปักชื่อเพื่อเป็นการให้เกียรติด้วย ก็ให้รู้สึกปลื้มใจว่าอย่างน้อยประเทศญี่ปุ่นเขาก็คงยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ อย่างน้อยคนไทย ในเมืองนครศรีธรรมราชยังคงระลึกถึงคนเชื้อสายญี่ปุ่นท่านผู้นี้อยู่ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ข้าพเจ้าได้ไปศึกษาหาอ่านประวัติของท่านผู้นี้มาเล่าสู่ กันฟัง และหวังว่าหลายคนคงสนุกและได้รับแง่คิดอะไรหลายอย่างจากประวัติของซามูไรผู้ นี้ไม่มากก็น้อย

ข้อความที่ป้ายแท่งหินของซามูไร ยามาดะ


" เกี่ยวกับอนุสรณ์สถานออกญาเสนาภิมุข ยามาดา นางามาซะ กรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองหลวงของประเทศสยาม ตั้งแต่ปี 1350-1767 รวม 417 ปี กล่าวกันว่าได้มีชาวญี่ปุ่นมากที่สุดจำนวน 3,000 คน เข้ามาทำการค้าโดยผ่านทางเรือสำเภา และอาศัยเป็นหมู่บ้านญี่ปุ่น ออกญาเสนาภิมุข ยามาดะ นางามาซะ มีถิ่นกำเนินที่เมืองซึรุกะ ปัจจุบันคือจังหวัดชิซิโอกะ ประเทศญี่ปุ่น เป็นผู้นำหมู่บ้านที่มีบทบาทเป็นอย่างมากในช่วงนั้น ได้เดินทางมาเมืองลิกอร์ ปัจจุบันคือจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะผู้นำทางด้าน การทหารสุดท้ายทราบว่าท่านเสียชีวิตที่นี้ เมื่อปี 1630 เกี่ยวกับออกญาเสนาภิมุข ยามาดะ นางามาซะ ได้มีเรื่องเล่าเขียนไว้มากมาย และเพื่อ เป็นสื่อกลางในการสร้างความสัมพันธ์แห่งมิตรภาพที่อบอุ่นระหว่างประเทศไทย กับประเทศญี่ปุ่น จึงได้สร้างอนุสรณ์สถานแห่งนี้ขึ้น อนุสรณ์สถาน แห่งนี้จะเป็นการต้อนรับศตวรรษใหม่ ในการสร้างมิตรภาพและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 ประเทศและประสงค์ให้ชาวญี่ปุ่นทราบโดยทั่วกัน"

ที่มา สมาคมไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง





Thai Feudal

ศักดินาไทย

ศักดินา คือ ตัววัดในการปรับไหม และ พินัย ในกรณีขึ้นศาล คนที่ถือศักดินาสูง เมื่อทำผิดจะถูกลงโทษหนักกว่าผู้มีศักดินาต่ำ การปรับในศาลหลวง ค่าปรับนั้นก็เอาศักดินาเป็นบรรทัดฐานการกำหนดระบบศักดินาขึ้นมาก็เพื่อ ประโยชน์ในการกำหนดสิทธิและหน้าที่ของประชาชน หน่วยที่ใช้ในการกำหนดศักดินา ใช้จำนวนไร่เป็นเกณฑ์ แต่มิได้หมายความว่าศักดินาจะเป็นข้อกำหนดตายตัวเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในการ ถือครองที่ดิน

ศักดินา ไม่เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดิน เป็นวิธีการลำดับ"ศักดิ์"ของบุคคลตั้งแต่ขุนนาง ข้าราชการ ลงไปจนถึงไพร่และทาส โดยกำหนดจำนวนที่นามากน้อยตามศักดิ์ของคนนั้น สูงสุดของขุนนางคือ ชั้นเจ้าพระยามีศักดินา 10,000 ไร่ คนธรรมดาสามัญมีศักดินา 25 ไร่ ทาสมีศักดินา 5 ไร่ เป็นต้น

ถ้าเทียบกันก็คล้ายกับ ซี ในระบบราชการปัจจุบัน ที่ทำให้รู้ว่าข้าราชการคนนั้นอยู่ในลำดับสูงต่ำกว่ากันแค่ไหน แต่ศักดินากว้างกว่าคือครอบคลุมทุกคนในราชอาณาจักรเว้นแต่พระมหากษัตริย์

ไม่ได้หมายความว่าคนในระบบศักดินามีที่ดินได้ตามจำนวนศักดินา ในความเป็นจริง ทาสไม่มีสิทธิ์ครอบครองทรัพย์สินที่ดินใด ๆ ทั้งนั้น

http://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/thumb/4/47/King_Ay09_Trailoknat.jpg/246px-King_Ay09_Trailoknat.jpgสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ

ในสมัยกรุงศรีอยุธยา อาจกล่าวได้ว่าเป็นสังคมศักดินา เพราะในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. 1991 - พ.ศ. 2031) พระองค์ได้ทรงตราพระราชกำหนดศักดินาขึ้นมาใช้อย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 1997 โดยกำหนดให้บุคคลทุกประเภทในสังคมไทยมีศักดินาด้วยกันทั้งสิ้น นับตั้งแต่พระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนางผู้ใหญ่ ลงไปถึงบรรดาไพร่ ทาส และพระสงฆ์ ยกเว้นองค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งมิได้ระบุศักดินาเอาไว้ เพราะทรงเป็นเจ้าของศักดินาทั้งปวง

บรรดาศักดิ์ของขุนนางไทยแบ่งออกได้เป็น 9 ระดับคือ

  1. สมเด็จเจ้าพระยา
  2. เจ้าพระยา
  3. พระยาหรือ ออกญา
  4. พระ และ จมื่น
  5. หลวง
  6. ขุน
  7. หมื่น
  8. พัน
  9. นาย

ที่ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นถึงเจ้าพระยาของสยาม มาลงให้ดูกัน
ตามประวัติบอกสั้นๆว่า เจ้าพระยาอภัยราชา เดิมชื่อโรลิน ยัคมินส์ เคยเป็นเสนาบดีชาวเบลเยี่ยมมาก่อน แล้วมารับราชการเป็นที่ปรึกษาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้เป็นเจ้าพระยาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๙
เป็นอัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็มในกระทรวงว่าการต่างประเทศด้วยค่ะ
11425

แต่ที่จริงแล้วชาวต่างชาติคนแรกที่ได้รับตำแหน่ง "เจ้าพระยา" น่าจะเป็น ยามาดา หรือ ออกญาเสนาภิมุข http://benkyoshin.blogspot.com/2009/06/yamada-nakamasa.html
ในรัชสมัย สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ใช่ไหมครับ
หากไม่นับ เจ้าพระยา โชดึกราชเศรษฐีที่เป็นชาวไทยเชื้อสายจีน

พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (เถียน)

พระ ยาโชฎึกราชเศรษฐี (เถียน) เป็นบุตรจีนจือ เกิดปีจอ อัฐศก จุลศักราช 1188 (พ.ศ. 2369) ภูมิลำเนาเดิมอยู่ในคลองสวนพลู ซึ่งเป็นคลองเล็ก ๆ แยกจากแม่น้ำแควป่าสักตรงหัวแง่วัดพนัญเชิง อำเภอพระนครศรีอยุธยา อันเป็นถิ่นที่คนจีนอยู่กันมากในสมัยกรุงศรีอยุธยา ภายหลังจีนเถียนได้สมรสกับท่านสุ่น ชาวบ้านลานตากฟ้า นครชัยศรี เมื่อตอนปลายรัชกาลที่ 3 แล้วลงมาตั้งทำการค้าขายในกรุงเทพ ฯ ที่บ้านริมแม่น้ำเจ้าพระยา ข้างวัดบพิตรภิมุข มีโรงสินค้าอยู่สองฝั่งคลองผดุงกรุงเกษม (เหนือ) ตอนปากคลอง จนมีฐานะมั่งคั่ง มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วไป ครั้นถึงรัชกาลที่ 4 ได้ถวายตัวอยู่ในกรมสมเด็จพระเทพศิรินนทรามาตย์ ได้ช่วยเหลือราชการแผ่นดินด้วยความจงรักภักดีเป็นอันมาก จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นที่ขุนสมุทรโคจร ในกรมท่าซ้าย และเป็นหลวงภาษีวิเศษเมื่อ พ.ศ. 2402 ตำแหน่งเจ้าภาษีนายอากรอยู่ในกรมท่าซ้าย ต่อมาได้รับพระราชทานสัญญาบัตรครั้งแรกเป็นพระพิบูลย์พัฒนากรเมื่อ พ.ศ. 2411 และเป็นพระยานรนาถภัคดีศรีรัชฎากรเมื่อ พ.ศ. 2416 ช่วยราชการคลังในหอรัษฎากรพิพัฒน์ด้านภาษีอากร และเงินรายได้ของแผ่นดิน เมื่อ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) ได้เป็นจางวางกรมสรรพภาษี กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ได้เป็นองค์มนตรีที่ปรึกษาราชการในพระองค์ เป็นผู้มีหน้าที่ในการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ ณ ท้องสนามหลวง และจัดตั้งโรงพยาบาล ได้โดยเสด็จพระราชดำเนินในการประพาสต่างประเทศด้วย เป็นผู้ปฏิสังขรณ์วัดนรนาถสุนทริการาม และกิจการอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในสำเพ็งเป็นครั้งแรกคือ ได้เป็นผู้ทำน้ำปะปาจำหน่าย โดยสูบน้ำขึ้นถังแล้วต่อท่อไปตามบ้าน ซึ่งทำให้ผู้ใช้น้ำได้รับความสะดวกเป็นอันมาก พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (เถียน) ถึงอนิจกรรมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2437 อายุได้ 69 ปี บุตรของท่านคนหนึ่งได้เป็นพระยาธรรมจรรยานุกุลมนตรี (ทองดี) พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (เถียน) เป็นต้นสกุล โชติกเสถียร

http://www.jotikasthira.com/?articles Cradited

Monday, June 1, 2009

Musketeer, and Arquebusheir+ปืนคาบศิลา

ปืนคาบศิลา


ปืนคาบศิลาและดาบปลายปืน

ปืน คาบศิลา เป็นปืนยาวชนิดหนึ่งและเป็นต้นแบบของปืนไรเฟิลในปัจจุบันด้วย ไม่มีผู้ทราบว่าใครประดิษฐ์ขึ้น แต่ว่าในเอกสารทางการทหารของจีนได้มีการกล่าวถึงอาวุธชนิดหนึ่งเรียกว่า "หั่วหลงจิง (火龙经)" ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 14 ในแรกเริ่มปืนคาบศิลาไค้มีการออกแบบให้ใช้กับทหารราบเท่านั้นและได้มีการ ปรับปรุงขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรม เช่นมีเกลียวในลำกล้อง การมีกล้องเล็ง มีกระสุนปลายแหลมซี่งแต่เดิมนั้นเป็นลูกกลมๆ และในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ก็มีการประดิษฐ์ปืนชนิดที่บรรจุกระสุนทางพานท้ายปืนซึ่งแต่เดิมนั้นบรรจุ กระสุนทางปากลำกล้องเข้ามาแทนที่

หลักฐานการใช้ปืนคาบศิลาในช่วงแรก

ได้ มีการประดิษฐ์อาวุธดินปืนขึ้นในประเทศจีนในสมัยราชวงศ์หมิง ปืนคาบศิลาเริ่มปรากฏขึ้นในประเทศสเปน ในทศวรรษที่ 1500 แต่ทหารเจนนิสซารี่ของจักรวรรดิออตโตมานก็ปรากฏว่ามีการใช้ปืนคาบศิลาในช่วง ทศวรรษที่ 1440 แล้ว เทคโนโลยีปืนคาบศิลาได้พัฒนาขึ้นในยุโรปตะวันตกอย่างรวดเร็ว และเกิดอาวุธที่มีประสิทธิภาพการทำลายล้างมากกว่าแต่ก่อนทำให้เกิดการแสวงหา วัตถุดิบดินปืนซึ่งทำให้เกิดลัทธิจักรวรรดินิยมขึ้น


ปืนคาบศิลาหั่วหลงจิงของราชวงศ์หมิง

วิวัฒนาการของปืนคาบศิลา

ใน คริสต์ศตวรรษที่15 ทหารราบของยุคกลางได้ มีการใช้อาวุธดินปืนชนิดหนึ่งเรียกว่า "ปืนใหญ่ที่ยิงด้วยมือ" หรือ "ปืนหามแล่น" ถึงอย่างไรก็ดีอาวุธดังกล่าวก็ยุ่งยากในการใช้ซึ่งต้องใช้เวลานานในการบรรจุ กระสุนปืนและไม่ค่อยจะมีประสิทธิภาพในการยิง เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 16 ก็เริ่มมีการประดิษฐ์ปืนสั้นขึ้นและในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 17 ปืนคาบศิลาก็ได้เข้ามาแทนที่หอกยาวซึ่งเคยเป็นอาวุธหลักของทหารราบในสมัย นั้น ปืนคาบศิลาในสมัยศตวรรษที่ 16 เรียกว่า อาร์กิวบัส (ภาษาอังกฤษ: Arquebus) หรือปืนคาบชุด กลไกของปืนชนิดนี้คือใส่ดินปืนลงบนจานดินปืนแล้วใส่กระสุนกลมๆ และดินปืนทางปากกระบอกปืนแล้วกระทุ้งให้ดินปืนและกระสุนไปอยู่ในรังดินปืน ทางท้ายลำกล้อง เมื่อเหนี่ยวไกก็จะมีเหล็กรูปงูตีที่จานดินปืนจะเป็นการจุดสายชนวนไปที่ท้าย ลำกล้องทำให้ดินปืนระเบิดขึ้น แรงระเบิดจะทำให้กระสุนพุ่งออกไปทางปากลำกล้องอย่างรวดเร็ว


ปืนสั้นแบบลูกล้อ

ใน ช่วงเวลาเดียวกันนี้ก็มีการพัฒนาปืนคาบชุดเป็น "ปืนสั้นแบบลูกล้อ" (ภาษาอังกฤษ: Wheellock) แต่อย่างไรก็ดีปืนคาบชุดก็มีข้อเสียอยู่มากเช่น บรรจุกระสุนช้า มีความแม่นยำน้อย ไม่สามารถใช้ได้เมื่ออากาศชื้นเพราะจะทำให้จุดชนวนดินปืนไม่ติด แต่อย่างไรก็ตามปืนคาบชุดก็เป็นสิ่งที่เปลี่ยนโฉมหน้าสงครามของยุโรป และทำให้กษัตริย์ยุโรปมีสถานภาพมั่นคงขึ้นเพราะทำให้มีผู้ก่อกบฏยากเนื่อง จากสงครามที่ใช้ปืนไฟจะเสียค่าใข้จ่ายในการรบสูงมาก ปืนคาบชุดสามารถทำให้อาณาจักรที่สำคัญล่มสลายเช่นอินคา เอซเท็คเป็นต้นแต่มันก็สามารถสร้างอาณาจักรให้มีเอกราชได้ เช่นจักรวรรดิรัสเซียสามารใช้ปืนไฟขับไล่มองโกลออกไปได้แล้วสถาปนาราชวงศ์โร มานอฟ(romanov) ขึ้น ต่อมาได้มีการดัดแปลงปืนคาบชุดให้พกพาได้สะดวกขึ้นเป็นปืนสั้นซึ่งเป็นที่ นิยมของทหารม้าในสมัยนั้น


ปืนนกสับของจักรวรรดิอังกฤษในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18และในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19



ปืนสั้นในศตวรรษที่ 16

ใน ช่วงกลางศตวรรษที่ 17 ได้มีการพัฒนาปืนคาบศิลาแบบคาบชุด ให้เป็นปืนนกสับ (ภาษาอังกฤษ: Flintlock อ่านว่าฟรินท์ล็อก) ขึ้น ซึ่งมีกลไกคือใส่หินเหล็กไฟที่แก็ปแล้วบรรจุกระสุนและดินปืนทางปากกระบอก แล้วกระทุ้งจากนั้งก็ปิดฝาแก็ป เมื่อเหนี่ยวไกเหล็กรูปนกสับหินเหล็กไฟทำให้เก็ดประกายไฟลามไปที่รังดินปืน ทางท้ายกระบอกทำให้ดินปืนระเบิดและผลักกระสุนให้พุ่งไปข้างหน้า ต่อมาอาวุธชิ้นนี้ได้กลายเป็นอาวุธหลักของกองทัพยุโรปและอเมริกาเมื่อ ศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมได้มีการประดิษฐ์เกลียวในลำกล้องทำให้กระสุน พุ่งไปข้างหน้าในแนวตรง มีพิสัยไกลกว่าเดิม และมีความแม่นยำมากขึ้น เห็นได้จากสงครามไครเมีย การมีกล้องเล็งซึ่งทำมองเห็นเป้าหมายในระยะที่ใกล้และแม่นยำทำให้เกิดหน่วย ซุ่มยิงขึ้น เห็นได้จากสงครามกลางเมืองอเมริกา

ปืนคาบศิลาในประเทศอื่นๆ

จักรวรรดิออตโตมาน

ใน การระดมยิงกรุงคอนสแตนติโนเบิลเมืองหลวงของอาณาจักรไบเซนไทน์ ทหารชาวเติร์กก็ใช้ปืนใหญ่และ ปืนคาบศิลารุ่นแรกๆ ในการระดมยิงกำแพงเมืองทั้งจากทางบกและทางเรือ ในการรบขยายอาณาจักรของสุลต่านสุไลมานปืนคาบศิลาก็เป็นอาวุธสำคัญในการปิด ล้อมเมืองเห็นได้จากสงครามฮับส์เบิร์ก-ออตโตมาน ทหารปืนคาบศิลาของจักรวรรดิออตโตมานเรียกว่าแจนนิสซารี่ซึ่งส่วนใหญ่จะสืบ เชื้อสายมาจากพลทหารครูเสดที่ถูกจับมาเป็นทาสเชลย และแม่ทัพของอาณาจักรออตโตมานส่วนใหญ่จะครอบครองปืนสั้นเป็นจำนวนมากอีกด้วย ปืนคาบศิลายังคงเป็นอาวุธหลักของจักรวรรดิออตโตมานจนเมื่อจักรวรรดิล่มสลาย ในปี 1919

เปอร์เซีย

จากหลักฐานการบันทึกของพ่อค้าชาวเวนิ สได้ พบว่าปืนคาบศิลาได้แพร่หลายในอาณาจักรเปอร์เซียอย่างรวดเร็วอันเนื่องมาจาก การค้ากับยุโรปและทหารม้าของราชวงศ์ซาร์ฟาวิดของเปอร์เซียจะนิยมพกปืนคาบ ศิลาทุกคน ปืนคาบศิลาของเปอร์เซียจะมีลวดลายประณีตบรรจงมาก ปืนคาบศิลายังคงเป็นอาวุธหลักของเปอร์เซียจนเมื่อราชวงศ์ซาร์ฟาวิดล่มสลาย

อินเดีย

ใน อินเดียสมัยราชวงศ์โมกุลเริ่ม ปรากฏว่ามีการใช้ปืนคาบศิลาในช่วงทศวรรษที่ 1510 ซึ่งในสมัยนี้พระเจ้าบาบูร์และพระเจ้าอัคบาร์ได้ใช้ปืนคาบศิลาเป็นอาวุธหลัก ของทหารราบในการปราบปรามหัวเมืองฮินดูและ มุสลิมของเจ้าผู้ครองแคว้นทางภาคใต้ เสียงของปืนคาบศิลายังทำให้ช้างหลายเชือกของฝ่ายหัวเมืองทางใต้ตกใจอีกด้วย ทำให้อาณาจักรโมกุลสามารถรวบรวมอินเดียเป็นเอกภาพในสมัยพระเจ้าอัคบาร์ มหาราช ปืนคาบศิลาของโมกุลจะเป็นแบบคาบชุดซึ่งเป็นงานหัถกรรมอย่างหนึ่งมีการตี เหล็กอย่างประณีตไม่ได้มีการใช้เหล็กหล่อเหมือนทางตะวันตก ต่อมาเมืออินเดียตกเป็นอณานิคมของอังกฤษ ทางข้าหลวงชาวอังกฤษได้จัดตั้งทหารซีปอยซึ่งมีการจัดระเบียบแบบอังกฤษมี อาวุธหลักเป็นปืนคาบศิลาแบบฟรินท์ล็อกหรือปืนนกสับจนมีปืนแบบบรรจุกระสุนทาง พานท้ายปืนมาแทนที่

ญี่ปุ่น


ปืนคาบศิลาของญี่ปุ่นในศตวรรษที่16

ญี่ปุ่น ได้เผชิญกับอาวุธปืนครั้งแรกเมื่อจักรพรรดิกุบไลข่านรุกรานญี่ปุ่นในปี 1259 ในซูชิมา ต่อมาในปี 1543 ได้มีเรือโปรตุเกสเข้ามาเทียบท่านำโดยกลาสีเรือชื่อ "เฟอร์เนา เมนเดส ปินโต" ชาวโปรตุเกสได้นำปืนคาบศิลาแบบคาบชุดมาด้วย ไดเมียวโอดะ โนะบุนางะได้ ซื้อปืนคาบชุดของชาวโปรตุเกสมาศึกษากลไกแล้วให้ช่างเหล็กตีเลียนแบบจน กระทั่งสามารถผลิตปืนคาบศิลาได้มากที่สุดในโลกและสามารถสร้างกองทหารที่ เกณฑ์มาจากชาวนาหรือ "อาชิการุ ((あしがる))" ที่ติดอาวุธปืนเหมือนชาวยุโรปได้เป็นจำนวนมาก จนเมื่อปี 1575 โนะบุนางะได้นำทหารอาชิการุที่ติดอาวุธปืนยึดปราสาทนางาชิโนได้ ยุทธวิธีของโอดะคือแบ่งทหารอาชิการุเป็นสองแถวอยู่หลังรั้วไม้ เมื่อแถวแรกยิงทหารม้าของทาเคดะแล้วบรรจุกระสุนใหม่แถวที่สองเข้ามายิงต่อ เมื่อแถวที่สองบรรจุกระสุนแถวแรกจะยิงทำให้ทหารม้าของทาเคดะตายเป็นจำนวนมาก อาวุธของทหารม้าเป็นอาวุธแบบเดิมคือธนู "ยูมิ" และดาบคาตานะ ชัยชนะครั้งนี้ทำให้โอดะได้ตั้งตนเป็นโชกุน เมื่อโนะบุนางะถึงแก่อนิจกรรม โตโยโตมิได้รับตำแหน่งโชกุนแทน ต่อมาเมื่อปี 1592 ญี่ปุ่นรุกรานเกาหลี ญี่ปุ่นได้ใช้ปืนคาบศิลาเป็นอาวุธหลักในการรบแต่ต่อมาญี่ปุ่นต้องถอยทัพกลับ เพราะโตโยโตมิถึงแก่อนิจกรรมในปี 1598 ต่อมาเมื่อโทกุงาวะ อิเยยะสึดำเนินนโยบายปิดประเทศในปี 1603 ห้ามทำการค้ากับชาวต่างชาติและห้ามนำเข้าและผลิตอาวุธปืนเพราะอาจจะทำให้ สถานภาพของโชกุนไม่มั่นคง ทำให้ปืนคาบศิลาแบบคาบชุดอยู่ในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นเพียงห้าทศวรรษเท่านั้น จนกระทั่งในปี 1854 นายพลแมททิว เปอร์รี่บังคับให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศ สมเด็จพระจักรพรรดิเมจิได้ทำการยึดอำนาจของโชกุนโทกุงาวะ โยชิโนบุและจัดตั้งกองทัพสมัยใหม่มีการนำเข้าปืนคาบศิลาแบบฟรินท์ล็อกจาก สหรัฐอเมริกาจำนวน มาก ต่อมาญี่ปุ่นสามารถผลิตเองได้เป็นจำนวนมากและปืนคาบศิลายังคงเป็นอาวุธหลัก ของญี่ปุ่นจนมีปืนแบบบรรจุกระสุนทางพานท้ายปืนมาแทนที่

จีน

จีน เป็นชาติแรกที่ประดิษฐ์อาวุธปืนขึ้น ปืนที่เป็นต้นแบบของปืนคาบศิลาที่จีนประดิษฐ์ขึ้นมีลักษณะคล้ายปืนคาบศิลา แต่มีวิธียิงเหมือนปืนใหญ๋ อาวุธปืนของจีนมักจะไม่ได้รับการพัฒนาเพราะในการรบกับชนเผ่าเร่ร่อนทางภาค เหนือจีนก็มีกำแพงเมืองจีนป้องกันอยู่แล้วและบ้านเมืองช่วงนี้มักจะสงบและใน การรบจีนมักจะตั้งรับมากกว่ารุกราน จีนเผชิญกับอาวุธปืนครั้งแรกในสมัยราชวงศ์หมิงเมื่อ สงครามอิมจินในปี 1592-1598 เกิดขึ้น โชกุนโตโยโตมิรุกรานเกาหลีเพื่อยึดเกาหลีซึ่งเป็นอาณานิคมของจีน จีนได้ส่งกองทัพจำนวนมากไปช่วยเกาหลีและสามารถรบชนะญี่ปุ่นได้หลายครั้ง เพราะปืนคาบศิลาของโปรตุเกสที่ญี่ปุนใช้ในสมัยนั้นไม่มีประสิทธิภาพมากพอที่ จะสู้กับหน้าไม้กลของจีนได้ ต่อมาในสมัยราชวงศ์ชิง อาวุธปืนไม่แพร่หลายในจีนมากนักจนเมื่อปี่ 1839 ในรัชสมัยจักรพรรดิเต้ากวง จีนทำสงครามฝิ่นกับ อังกฤษอังกฤษยกพลขี้นบกที่แหลมเกาลูนแล้วใช้ปืนคาบศิลายิงทหารจีนตายเป็น จำนวนมาก จีนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ จีนจึงจัดตั้งกองทัพ "เป่ย์หยาง" และ "หนานหยาง" ขึ้นซึ่งมีการบริหารกองทัพเป็นแบบยุโรปมีปืนคาบศิลาเป็นอาวุธหลัก ในการระดมยิงจากกำแพงกองทัพเป่ย์หยางจะใช้ปืนคาบศิลาขนาดใหญ๋ยิงลงจากกำแพง เรียกว่า"จินกอล" เห็นได้จากสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 1

เกาหลี

เกาหลี ได้รู้จักกับปืนคาบศิลาครั้งแรกในสมัยราชวงศ์โชซอนเมื่อ ครั้งญี่ปุ่นรุกรานเกาหลีปี 1592-1598 ถึงแม้ญี่ปุ่นจะพ่ายแพ้แต่แม่ทัพลีซุนชินก็เสียชีวิตจากกระสุนปืนคาบศิลา เกาหลีตระหนักดีว่าปืนคาบศิลาก่อให้เกิดความได้เปรียบในการรบ จึงจัดตั้งหน่วยปืนคาบศิลาขึ้นต่อมาปี 1627 เผ่าแมนจูจาก จีนรุกรานเกาหลีเป็นครั้งแรกกองกำลังปืนคาบศิลาของเกาหลีสามารถทำลายกองทหาร ม้าของแมนจูซึ่งมีจำนวนมากกว่าจนแตกพ่ายต่อมาจีนมีกรณีพิพาทเรื่องเขตแดนกับ ร้สเซียในแมนจูเรีย จึงขอกำลังหน่วยปืนคาบศิลา 400 นายของเกาหลีมารบซึ่งกองปืนคาบศิลาของเกาหลีสามารถทำลายทหารม้าคอสแซกของรัส เซียได้อย่างง่ายดายต่อมาในปลายศตวรรษที่ 19 ญี่ปุ่นพยายามมีอำนาจเหนือเกาหลีโดยมอบปืนคาบศิลาให้กบฏตงฮักซึ่งพยายามต่อ ต้านชนชั้นยางบานซึ่งเป็นชนชั้นสูงและขุนนางหัวเก่าของเกาหลี กบฏตงฮักต้องการปฏิรูปเกาหลีให้ทันสมัยโดยเอาญี่ปุ่นเป็นแบบอย่างจึงจับกุม พระเจ้าโกจง แล้วก็ได้ใช้ปืนคาบศิลาเป็นอาวุธในการบุกพระราชวังด้วย

ไทย

ประเทศ ไทยรู้จักกับปืนคาบศิลาในกลางสมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราชจากชาวโปรตุเกส "เฟอร์เนา เมนเดส ปินโต" เช่นเดียวกับญี่ปุ่นที่กล่าวไว้ข้างต้นปืนคาบศิลาถูกใช้ครั้งแรกเมื่อ อาณาจักรล้านนาคิดแข็งเมือง ทางอยุธยาจึงส่งกำลังไปปราบและได้ใช้ปืนคาบศิลาเป็นอาวุธในครั้งนี้ด้วย ต่อมาเกิดสงครามเมืองเชียงกรานกับพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้อยุธยาได้ใช้ปืนคาบ ศิลาในการรบจนชนะอยุธยาได้ใช้ปืนคาบศิลาในการรบเรื่อยมาปืนคาบศิลาที่มีชื่อ เสียงมากที่สุดในสมัยนี้คือพระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตงซึ่งสมเด็จพระนเรศวร มหาราชทรงยิงปืนคาบศิลาข้ามแม่น้ำสะโตงถูกแม่ทัพสุรกรรมาตาย

Monday, May 25, 2009

Hell prison of Thailand

นรกตะรูเตา : ค่ายนรกแบบไทยๆ

โดย webmaster@iseehistory.com

แม้ปัจจุบัน อุทยานแห่งชาติตะรุเตา (หรือบางทีเรียกว่า "ตะรูเตา") จังหวัดสตูล จะได้รับการส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ แต่จุดขายอีกประการหนึ่งของสถานที่แห่งนี้คือเรื่องราวในอดีตอันเคยเป็นสถาน ที่คุมขังนักโทษที่ยังอยู่ในความทรงจำของคนไทยมาตลอด เช่น เมื่อปีที่แล้ว (พ.ศ.2551) มีนักการเมืองท่านหนึ่งเสนอจะให้จับกุมฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของตนไปกักขัง ที่เกาะแห่งนี้เช่นอดีต เมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ Paul Adirex หรือคุณปองพล อดิเรกสาร ก็ได้เขียนนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่อง "โจรสลัดแห่งตะรุเตา" และย้อนหลังจากนั้นไปอีกจนถึงวันที่ 30 มกราคม 2519 ภาพยนตร์เรื่อง "นรกตะรูเตา" ของรณภพฟิล์มก็ได้ออกฉายต้อนรับตรุษจีนในปีนั้นที่โรงภาพยนตร์เพชรรามาและเพ ชรเอ็มไพร์ ซึ่งปัจจุบันได้รับการอนุรักษ์มาจัดจำหน่ายในรูปแบบ DVD โดย ทริปเปิ้ลเอกซ์ฟิล์ม

ลองมาดูความเป็นมาของการใช้เกาะตะรุเตาเป็นที่กักขังนักโทษกันก่อนครับ คำว่า "ตะรุเตา" หรือ "ตะรูเตา" นี้ เพี้ยนมาจากคำในภาษามาเลย์ว่า Pulau Tertua ซึ่งแปลว่า the island of old หรือเกาะอันเก่าแก่โบราณอะไรทำนองนั้น (ในไตเติ้ลภาพยนตร์จะเขียนว่า "ตะรูเตา" แต่ข้อมูลที่ได้ส่วนใหญ่จะเขียนว่า "ตะรุเตา" ครับ) เกาะนี้อยู่ในทะเลอันดามันเขตจังหวัดสตูล พิกัด 6 องศา 35 ลิบดาเหนือและ 99 องศา 39 ลิบดาตะวันออก มีพื้นที่ประมาณ 1,490 ตารางกิโลเมตร ในปี พ.ศ.2479 รัฐบาลได้ให้กรมราชทัณฑ์สำรวจพื้นที่เพื่อจัดตั้งนิคมสำหรับกักกันและฝึก อาชีพให้นักโทษ ซึ่งทางกรมฯ ก็ได้เลือกเกาะแห่งนี้ ด้วยเหตุว่าเป็นเกาะใหญ่อยู่กลางทะเลลึก มีคลื่นลมมรสุมรุนแรง มีจระเข้และฉลามชุกชุม เป็นปราการทางธรรมชาติที่สามารถป้องกันการหลบหนีของนักโทษได้อย่างดี นักโทษคดีอุกฉกรรจ์ชุดแรกจำนวน 500 คน ถูกส่งลงมายังทัณฑสถาเกาะตะรุเตา ในปี พ.ศ.2481 และส่งทยอยลงมาเรื่อยๆ จนเพิ่มขึ้นสูงถึง 3,000 คน ในปีเดียวกัน ปีถัดมาคือพ.ศ.2482 รัฐบาลก็ส่งนักโทษการเมืองมายังเกาะตะรุเตา อีก 70 คน ส่วนใหญ่เป็นนักโทษคดีกบฏบวรเดชและกบฏนายสิบ โดยแยกนักโทษการเมืองมากักไว้ที่อ่าวตะโละอุดัง ส่วนนักโทษอื่นคุมขังที่อ่าวตะโละวาว เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2484 สภาพความแร้นแค้นได้ลุกลามไปทั่ว ขนาดในเมืองบนแผ่นดินใหญ่ยังย่ำแย่ แล้วเกาะตะรุเตาจะขนาดไหน ทั้งความอดอยากและโรคภัยไข้เจ็บได้คร่าชีวิตนักโทษไปกว่า 700 คน ผู้คุมและนักโทษบางส่วนก็ผันตัวเองมาเป็นโจรสลัด ออกปล้นสะดมเรือสินค้าที่แล่นผ่านเพื่อยังชีพ และทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดทหารอังกฤษจากมาเลเซียจึงอาสารัฐบาลไทย นำทหารจำนวน 300 นาย ยกพลขึ้นบกที่เกาะตะรุเตา เมื่อวันที่ 15 มี.ค.2489 เข้าปราบปรามโจรสลัดจนราบคาบ และต่อมาในปีพ.ศ.2491 กรมราชทัณฑ์จึงประกาศยกเลิกนิคมฝึกอาชีพตะรุเตาไปในที่สุด และได้รับการจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติตะรุเตาเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2517

ลองมาดูเรื่องราวในภาพยนตร์กันบ้าง


รถบรรทุกที่ขนนักโทษจากสถานีรถไฟไปท่าเรือ ไม่กลัวนักโทษโดดหนีเลยเหรอ?

ภาพยนตร์เริ่มเรื่องด้วยฉากดำมืดพร้อมกับการบรรยายว่า หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 มีการกวาดล้างผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลโดยถือว่ากบฎต่อแผ่นดิน โทษประหารหรือส่งไปตายทั้งเป็น อะไรประมาณนี้ ซึ่งฟังดูไม่ค่อยเป็นธรรมกับคณะราษฎรผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองเท่าไหร่นัก แต่เดี๋ยวผมจะกลับมาวิจารณ์ตรงนี้อีกที จากนั้นมามาที่สถานีรถไฟควนเนียง จังหวัดสตูล รถไฟที่ขนนักโทษการเมืองได้เข้าสู่ชานชาลา ผู้คุมขานชื่อเรียกนักโทษลงจากขบวนรถ อันได้แก่ พระยาสราวุฒิวิจารณ์ พันโทหลวงพิษณุรักษ์เสนา ร้อยเอกสกลสมรรถการ ถวัลย์ ศรีวัฒนา เฉลา ตาทิพย์ ขุนราชกิจกลการ หลวงสรรพจนานุกิจ สิบเอกทวี วัฒนา สิบเอกอัคนี วิโรจน์ ฯลฯ ชื่อเหล่านี้ผมต้องเดาตัวสะกดเอาเองทั้งนั้นนะครับ โดยมีเจ้าหน้าที่ 3 คนที่จะเป็นผู้ร้ายสำคัญตลอดทั้งเรื่อง ได้แก่ จ่าเผื่อน แสง และวอน มารับ ผลจากการที่เบียดเสียดยัดเยียดกันมาในตู้โบกี้ท่ามกลางความร้อน ทำให้นักโทษจำนวน 54 คน ตายไป 10 คน ร่อแร่ 5 คน คงเหลือเพียง 39 คน ขณะที่รถไฟกำลังออกจากสถานี นักโทษนามอัคนีเกิดเพ้อคิดถึงภรรยาที่ใกล้คลอดลูกออกวิ่งตามรถไฟไป คุณจ่าเผื่อนก็เริ่มปฏิบัติหน้าที่ผู้ร้ายด้วยการชักปืนยิงอัคนีทิ้งที่ชาน ชลานั้นเอง ร้อยเอกสกลพยายามจะเข้าไปช่วยอัคนีแต่หลวงพิษณุรักษ์หรือพรายห้ามไว้ก่อน จากนั้นจ่าเผื่อนก็นำนักโทษที่เหลือขึ้นรถบรรทุกเพื่อต่อเรือนำไปเกาะตะรู เตา ระหว่างที่ถูกลำเลียงลงเรือ สกลพยายามใช้มีดเจาะท้องเรือ แต่พรายได้ห้ามไว้อีกจนเป็นปากเสียงกันอยู่พักหนึ่ง จากนั้นนักโทษทั้งหมดก็ขึ้นฝั่งเข้าสู่เรือนกักกันที่เกาะตะรูเตา


ปืนกลบนป้อมคำรามอย่างน่ากลัว แต่ไม่ถูกใครเลย...

คืนแรกที่มาถึง จ่าเผื่อนกับพวกก็สั่งให้ลูกน้องนำขุนชัยชิดซึ่งเป็นกะเทยหรือที่สมัยนี้ เรียกว่าตุ๊ดออกจากที่พัก อ้างว่าไม่ตรวจอาการไม่สบาย แต่ที่แท้ก็เอาไปจัดการ "อัดถั่วดำ" นั่นแหละครับ แต่เอ! สมัยนั้นมีศัพท์สะแลงว่า "ถั่วดำ" หรือยังก็ไม่ทราบ แต่ในเรื่องมีการใช้คำนี้จริงๆ เอาเป็นว่าพอเช้าขึ้นมา ขณะที่บรรดานักโทษกำลังกล้ำกลืนกินข้าวกับแกงกาบกล้วยกับเนื้อเค็มที่ต้อง เสียตังค์ซื้อเพิ่มเติม ขุนชัยชิดกินข้าวไม่ลง เดินปลีกตัวไปที่โขดหินชายหาด ผู้คุมหัวโล้นชื่อนายวอนได้เข้าไปหาและพูดจาเยาะเย้ยลวนลามท่านขุนตุ๊ดต่างๆ นานา ท่านขุนทนไม่ไหวจึงชักมีดที่ซ่อนไว้แทงนายวอนเข้าให้ แล้ววิ่งหนีลงน้ำทะเล คราวนี้จึงเกิดการปั่นป่วน โดยเจ้าวอนร้องเรียกให้ผู้คุมคนอื่นมาช่วย บรรดานักโทษก็วิ่งออกจากโรงอาหารอันซอมซ่อออกมาดูเหตุการณ์ ปืนกลบนป้อมก็ยิงสนั่นหวั่นไหวไปหมด (แต่ไม่รู้ตั้งใจยิงสกัดใครหรือแค่ยิงขู่กันแน่) นายกลั่นคนขับรถไฟซึ่งมาจากโคราชเช่นเดียวกับขุนชัยชิดพยายามฝ่ากระสุนปืนกล ว่ายน้ำไปช่วยท่านขุนกลับเข้าฝั่ง และแล้วจ่าเผื่อนก็คว้าปืนยาวมายิงขุนชัยชิดกับนายกลั่น ยิงได้แม่นกว่าปืนกลบนหอคอยเป็นไหนๆ ทั้งสองจะตายทันทีหรือเปล่าไม่ทราบ แต่ที่แน่ๆคือต้องกลายเป็นเหยื่อฉลามไปในที่สุด สกลไม่พอใจจนเกิดเรื่องชกต่อยกับเผื่อนแต่สู้เผื่อนไม่ได้ถูกชกสลบไป พอดีผู้บัญชาการโผล่มาห้ามไม่ให้เผื่อนทำร้ายสกลมากกว่านั้น จึงเรียกนักโทษที่เหลือมาประชุมชี้แจง จากนั้น สกลถูกขังเดี่ยวกลางแดดจนค่ำ จึงถูกนำกลับมารวมกับเพื่อนนักโทษในโรงนอน


สองพระเอกคู่กัดถูกมัดกลางน้ำ

ผู้กองสกลทำท่าเหมือนจะหมดฤทธิ์อยู่ครู่หนึ่งก็หาเรื่องเยาะเย้ยถากถาง พรายหรือพันโทหลวงพิษณุรักษ์เสนาต่อจากที่เคยเถียงกันมาก่อนบนเรือ เรื่องมันมีอยู่ว่าในเหตุการณ์กบฎบวรเดชนั้น ผู้กองสกลเป็นผู้บังคับหน่วยปืนกลจากโคราชที่ได้เข้ามาต่อสู้กับฝ่ายรัฐบาล อย่างดุเดือด ส่วนพันโทหลวงพิษณุรักษ์เป็นนายทหารเสนาธิการจากพิษณุโลกที่เดิมจะต้องเข้า มาช่วยทัพจากจังหวัดอื่นเข้ายึดกรุงเทพฯด้วยกัน แต่หลวงพิษณุรักษ์ตัดสินใจถอนกำลังกลับเพราะทหารจากหัวเมืองทางใต้ไม่มาเข้า ร่วม กำลังทางโคราชก็หยุดอยู่แค่ดอนเมือง จึงไม่มีทางชนะแน่ แต่สกลเห็นว่าเป็นการตัดสินใจทิ้งเพื่อนในยามคับขันอย่างคนขี้ขลาด และโยงไปถึงเรื่องที่หลวงพิษณุรักษ์หรือพรายพยายามห้ามปรามสกลไม่ให้ช่วย เพื่อนมาหลายครั้งก็เพราะความขี้ขลาดและกลัวสกลจะเด่นเกินหน้า พูดไปพูดมาจนกระทั่งเกิดการชกต่อยกันอีกจนได้ จ่าเผื่อนเข้ามาจัดการสงบศึกและจับพรายกับสกลใส่กุญแจมือไว้ด้วยกัน แต่สกลก็ฉวยโอกาสทีเผลอลากพรายหนีออกมาด้วยกันได้อย่างเหลือเชื่อ ทั้งสองวิ่งหนีกันไปทะเลาะกันไปในป่าลึกพอสมควร จนในที่สุดก็ถูกจ่าเผื่อนจับได้อีก คราวนี้จ่าเผื่อนจับคนทั้งสองมัดไว้กับเสาต้นหนึ่งกลางน้ำรอเวลาให้จระเข้ เข้ามากิน แล้วเอาพระเครื่องของทั้งสองพระเอกไปให้ท่านขุนอะไรก็ไม่ทราบคนที่เป็นผู้ บัญชาการซึ่งบ้าพระเครื่องเป็นชีวิตจิตใจ แล้วอย่างนี้สองพระเอกคู่กัดของเราจะรอดได้อย่างไร?


สองนางเอกมาพบพระเอกขณะกำลังจะเป็นเหยื่อจระเข้


ป้าเปี๊ยกเราตอนนั้นนอกจากจะยังสาวยังสวยแล้ว ยังมีแรงสู้กับจระเข้ด้วย 555!

ทางหนึ่งบรรดาเพื่อนนักโทษได้ขอให้หมอปรีชา นายแพทย์ประจำเกาะช่วยนำพระเครื่องไปติดสินบนผู้บัญชาการบ้างเพื่อให้หมอ สามารถทำหน้าที่สืบข่าวและช่วยเหลือทั้งสองพระเอก อีกทางหนึ่งพอดีจังหวะที่บุหงาลูกสาวนายหมีชาวบ้านที่ทางการอนุญาตให้อาศัย บนเกาะกับตันหยง หญิงสาวที่นายหมีเลี้ยงต้อยไว้หวังจะทำเมียเข้ามาพบสองพระเอกถูกมัดกลางน้ำ และจระเข้กำลังจะเข้าไปจัดการอยู่พอดี บุหงาซึ่งชาติก่อนจะเป็นไกรทองหรือตะเภาแก้วตะเภาทองก็ไม่ทราบจึงได้ชักมีด ลงไปสู้กับจระเข้อย่างไม่คิดชีวิต ตันหยงเลยต้องพลอยลงไปช่วยแก้มัดสองพระเอกแล้วพากันมารุมสกรัมเจ้าจระเข้ เคราะห์ร้ายแล้วพาบุหงาที่ถูกจระเข้ฟาดหางสลบกลับมายังบ้านของนายหมีผู้เป็น พ่อของบุหงา ทีแรกตันหยงก็แสดงอาการรังเกียจผู้ชายและหึงหวงบุหงาที่เริ่มจะชอบพ่อพราย ออกหน้าออกตา ไปๆมาๆก็สองคู่พระคู่นางก็จับคู่เลิฟซีนกันซะอย่างนั้น ขณะกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม นายหมีก็โผล่เข้ามาขัดขวางซะก่อน แล้วหมอปรีชาก็มาห้ามนายหมีอีกที เฮ้อ! เอาเป็นว่าหมอปรีชาก็สามารถนำสองพระเอกของเรากลับไปอยู่กับเพื่อนนักโทษได้

สภาพเรือนนอนที่พระเอกของเราสู้กันไม่กี่ทีก็แทบจะพังหมด

เพื่อไม่ให้เยิ้นเย้อเกินไป ผมจะขอข้ามประเด็นย่อยๆ มาเล่าเฉพาะเรื่องความพยายามหนีของบรรดานักโทษก็แล้วกันครับ ครั้งแรกพรายได้วางแผนให้พรรคพวกจัดหามะพร้าวแห้งจำนวนประมาณ 40 ลูกต่อคนกับร่างแหที่จะทำเป็นแพสำหรับแต่ละคนใช้เดินทางในทะเล แต่บุหงาซึ่งแอบได้ยินพรายพูดคุยกับเจ้าคุณสราวุฒิแต่แรกแล้วไม่อยากให้ พระเอกของเราจากไป ได้แอบมาขโมยมะพร้าวแห้งและร่างแหไปทิ้งเสีย ผลของการที่แผนล้มเหลวทำให้นักโทษสองคนคือหลวงจักรกับขุนราชกิจหนีเตลิดไป ถูกกับดักของผู้คุมถึงแก่ความตาย เมื่อพรายรู้เข้าก็โกรธบุหงาอย่างมาก ต่อมาเจ้าคุณสราวุฒิได้วางแผนให้หมอปรีชานำเงินไปว่าจ้างนายหมีนำเรือพาหนี ออกไปตอนกลางคืน และแล้วจ่าเผื่อนกับพวกได้กระทำทารุณนักโทษขณะให้ทำงานตัดไม้จนเกิดการ ต่อสู้กัน นักโทษส่วนหนึ่งถูกฆ่าตาย อีกกลุ่มหนึ่งหลบเข้าป่าไปเตรียมตัวหนีออกจากเกาะโดยไม่ทราบว่านายหมีได้แอบ ส่งข่าวให้จ่าเผื่อนแล้ว จ่าเผื่อนให้ลูกน้องไปเอาตัวหมอปรีชามาทรมาน ผู้บัญชาการมาพบเข้าก็ถูกเผื่อนสังหาร จากนั้นก็เกิดการตามล่าและการต่อสู้กันระหว่างนักโทษที่จะหลบหนีจากเกาะกับ บรรดาผู้คุม แม้ว่าจ่าเผื่อนจะต้องเป็นผู้ร้ายตายตอนจบ แต่ฝ่ายพระเอกก็ต้องแลกด้วยชีวิตของหมอปรีชา ตันหยง และร้อยเอกสกลเช่นกัน มีนักโทษขึ้นเรือหนีไปถึงเกาะลังกาวีได้ 5 คน บวกกับบุหงานางเอกของเราที่เกาะแพมะพร้าวที่ลากมากับเรือด้วย


โรงอาหาร


สุขา

ถึงแม้ภาพยนตร์จะกล่าวอ้างตั้งแต่ไตเติ้ลเรื่องว่า "สร้างจากเรื่องจริง" แต่ในทัศนะของผม ควรจัดอยู่ในประเภทภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์เท่านั้นครับ แม้ว่าในประวัติศาสตร์จะได้มีการนำนักโทษการเมืองจากคดีกบฎบวรเดช และกบฏนายสิบ ไปกักขังอยู่ ณ เกาะตะรูเตาจริงๆ แต่การสร้างบทภาพยนตร์นั้นเห็นได้ชัดว่าปรุงแต่งขึ้นมาตามความนิยมของหนัง ไทยสมัยก่อนที่ต้องมีเรื่องบู๊ๆ เข้าไว้ จนคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงไปมาก เท่าที่ผมพอจะค้นคว้าได้ มีข้อเท็จจริงบางประการที่ท่านควรทราบไว้ประกอบการชมภาพยนตร์ ได้แก่

  • วันเวลาที่นักโทษการเมืองมาถึงและหลบหนี นักโทษการเมืองได้ถูกเคลื่อนย้ายจากแดน 6 มาถึงเกาะตะรุเตาในวันที่ 16 กันยายน 2482 หลังจากนั้นเพียงเดือนเดียว ในคืนวันที่ 18 ตุลาคม นักโทษจำนวน 5 คน (ดังรายชื่อที่จะกล่าวในตอนต่อไป) ได้หลบหนีออกจากเกาะโดยติดสินบนผู้คุมและจ้างเรือไปขึ้นฝั่งที่เกาะลังกาวี ซึ่งขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของอาณานิคมของอังกฤษ ในช่วงเวลาดังกล่าวสงครามมหาเอเชียบูรพายังไม่เกิด จึงเป็นไปไม่ได้ที่บรรดานักโทษจะเห็นฝูงบินญี่ปุ่นบินผ่านเกาะดังในภาพยนตร์

  • ภาพยนตร์กล่าวว่ามีการขนย้ายนักโทษมาโดยรถไฟจำนวน 54 คน ตายไป 10 คน ร่อแร่ 5 คน (ซึ่งคงจะตายด้วยนั่นแหละ) คงเหลือเพียง 39 คน ถูกยิงตายที่สถานี 1 คน เหลือเดินทางไปที่เกาะตะรุเตา 38 คน แต่จากการค้นคว้าของปองพล อดิเรกสาร ระบุว่ามีนักโทษการเมืองบนเกาะ 70 คน แต่หารายชื่อได้เพียง 59 คน

  • นักโทษที่หลบหนีมีทั้งหมด 5 คน คือ พระยาศราภัยพิพัฒ (เลื่อน ศราภัยวนิช) พระยาสุรพันธเสนี (อิ้น บุนนาค) ขุนอัคนีรถการ (อั๋น ไชยพฤกษ์) นายหลุย คีรีวัต และนายแฉล้ม เลี่ยมเพ็ชรรัตน์ ผู้มีความรู้ด้านโหราศาสตร์ และสอนวิชานี้ให้กับเพื่อนนักโทษมาตั้งแต่ยังถูกควบคุมตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และเป็นผู้หาฤกษ์ยามสำหรับการหลบหนี ในด้านการดำเนินการนั้น ได้มีการจ้างให้นายหมี ศรีวิโรจน์ ชาวเกาะที่ทางราชการให้อาศัยบนเกาะ กับนายแถว เชาวนาศัย ผู้คุมซึ่งเป็นลูกเขยนายหมีเป็นคนดำเนินการ ด้วยการว่าจ้างเป็นเงิน 5,000 บาท เป็นอันว่านายหมีมีตัวตนจริง แต่ไม่ได้เป็นว่าที่พ่อตานักโทษการเมืองรายใด ไม่ได้เป็นผู้ทรยศต่อคณะผู้หลบหนีจนเกิดการต่อสู้วุ่นวายแต่อย่างใด และไม่ทราบว่าบุตรสาวท่านจะเป็นไกรทองหญิงหรือเปล่า
  • ความโหด ร้ายทารุณต่อบรรดานักโทษ นับตั้งแต่การขนนักโทษแบบเบียดเสียดยัดเยียดกันมาในรถไฟนั้น บทความที่ผมพอหาได้บอกว่าเกิดขึ้นจริง แต่ไม่ได้กล่าวถึงว่ามีการเจ็บป่วยล้มตายหรือไม่ ส่วนการปฏิบัติของบรรดาเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่นำโดยจ่าเผื่อนต่อนักโทษที่ ทั้งดุด่านักโทษอย่างหยาบคายและมีการลงโทษอย่างโหดเหี้ยมพร้อมจะยิงทิ้ง ทันทีราวกับผักปลานั้น ก็ไม่สอดคล้องกับข้อความที่ระบุว่า เดิมทีกรมราชทัณฑ์ไม่ได้เข้มงวดกับนักโทษการเมืองมากนัก ค่อนข้างจะให้เกียรติและให้อิสระกับนักโทษการเมืองเหล่านี้ด้วยซ้ำ จนกระทั่งนักโทษทั้ง 5 คนหลบหนีออกไปได้ดังกล่าว จึงเริ่มมาเข้มงวดกับคนที่เหลือมากขึ้น และความโหดร้ายที่จริงนั้น มาจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆและความอดอยากขาดแคลน มากกว่าที่จะมาจากเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์
  • บทพูดบางตอนมีการกล่าวถึงนักโทษกลุ่มอื่นๆ รวมถึงนักโทษหญิงบ้างเล็กน้อย แต่ตลอดทั้งเรื่องมีแต่เรื่องราวของนักโทษการเมืองเท่านั้น

ตัวละครที่มีตัวจริงในประวัติศาสตร์เท่าที่พอนึกออก มีดังนี้

  • พระยาสราวุฒิวิจารณ์ รับบทโดย อดุลย์ ดุลยรัตน์ ตัวจริงคือ พระยาศราภัยพิพัฒ (เลื่อน ศราภัยวนิช) ประวัติของท่านมีในวิกิภาษาไทยครับ


หมอปรีชา (ซ้าย) มาตรวจอาการของ ไท บุญเปี่ยม (ขวา)

  • ไท บุญเปี่ยม บรรณาธิการและนักเขียนที่เป็น โรคท้องมาร ผมเคยอ่านเรื่องเกี่ยวกับตะรูเตาในวารสารเก่าเล่มหนึ่ง ถ้าจำไม่ผิดคือ "ฟ้าเมืองไทย" กล่าวว่ามีนักโทษคนหนึ่งเป็นโรคท้องมาร แต่จำชื่อจริงของท่านไม่ได้ จำได้แต่ว่าในบทความดังกล่าวเล่าว่าตอนที่ท่านต้องลงมือเจาะท้องตัวเองให้ หนองมันไหลออกมาเพราะไม่มีหมอมารักษานั้น ท่านใช้ตะปูที่สนิมเขรอะไม่ใช่เหล็กที่ดูเงางามอย่างในหนัง และภายหลังดูเหมือนจะเสียชีวิตด้วยโรคบาดทะยัก ไม่ใช่ถูกผู้คุมยิง

  • โหรเฉลา รับบทโดย สีเทา ตัวจริงคือ โหรแฉล้ม เลี่ยมเพ็ชรรัตน์ โหรชื่อดังท่านหนึ่งในอดีตดังปรากฏเรื่องราวในศิลปวัฒนธรรมฉบับที่อ้างถึงข้างท้าย


หลวงสรรพจนานุกิจ (คนกลาง) ขณะเขียนปทานุกรม

  • หลวงสรรพจนานุกิจ นักโทษที่มีงานอดิเรกใน การเขียนพจนานุกรม ตัวจริงนั้นมีบรรดาศักดิ์สุดท้ายก่อนลาออกจากราชการ เมื่อพฤศจิกายน 2475 ก่อนเกิดกบฎบวรเดช คือ "หลวงมหาสิทธิโวหาร" หรือในชื่อที่เรายังคงได้ยินชื่อเสียงมาจนทุกวันนี้ ก็คือ "สอ เสถบุตร" นั่นเอง หากยังไม่ทราบประวัติของท่านและความเป็นมาของพจนานุกรมของท่านที่ปัจจุบัน ยังคงมีอยู่กระทั่งในรูปแบบอิเล็คทรอนิคส์ ก็หาอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากลิงค์ข้างท้ายครับ


ผู้บัญชาการขณะอบรมนักโทษ

  • ผู้บัญชาการที่ในหนังได้ยินเรียกเพียงว่า "ท่านขุน" นั้น น่าจะเป็นคนเดียวกับ ขุนอภิพัฒน์สุรทัณฑ์ ที่คุณปองพล อดิเรกสาร เล่าไว้ในหนังสือเรื่อง "โจรสลัดแห่งตะรุเตา" นั่นเอง แน่นอนว่าท่านไม่ได้ถูกลูกน้องยิงตายอย่างที่ในหนังแต่งเรื่องขึ้นมาเสริมความร้ายกาจของจ่าเผื่อนตามสไตล์หนังไทยยุคนั้น


ไอ้หมี ในเรื่องกับปืนเมาเซอร์คู่ใจ

  • ไอ้หมี รับบทโดย ภิภพ ภู่ภิญโญ ตัวจริงก็คือ นายหมี ศรีวิโรจน์ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บนเกาะตะรูเตาดังกล่าวข้างต้น

แนวคิดทางประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมรู้สึกว่าไม่ค่อยจะยุติธรรมกับคณะราษฎรผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 เท่าไหร่นัก โดยในคำบรรยายเริ่มแรกกล่าวว่าเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองก็มีการกวาด ล้างจับกุมผู้ที่ไม่เห็นด้วยอย่างขนานใหญ่ คนที่รู้ประวัติศาสตร์ไม่แข็งแรงอาจจะเข้าใจไปว่าคณะราษฎรอยู่ในประเภทเดียว กับพรรคฟาสซิสต์นาซีอะไรประมาณนั้น แม้จะมีการกวาดล้างคล้ายๆ กับที่กล่าวอ้างอยู่จริง แต่การกล่าวอย่างรวบรัดและเหมารวมแบบนั้นดูจะไม่สอดคล้องกับความแตกแยกและ ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในคณะราษฎรหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และภาพยนตร์ยังได้สร้างความเลวร้ายผ่านจ่าเผื่อนกับพรรคพวกนั้นก็ราวกับจะ ให้คนเหล่านี้เป็นตัวแทนความเลวร้ายของการปกครองภายหลัง 2475 แต่ในภาพยนตร์เองก็บอกอยู่ว่าบรรดานักโทษการเมืองเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกจับ เนื่องจากเหตุการณ์กบฎบวรเดช ซึ่งสัจจธรรมของการแย่งชิงอำนาจก็คือ "ชนะเป็นเจ้า แพ้เป็นโจร" ในเมื่อท่านเหล่านั้นอยู่ฝ่ายที่ยึดอำนาจไม่สำเร็จก็ต้องถูกจับเป็นธรรมดา หากเป็นผู้บริสุทธิ์ที่โดนจับแบบเหวี่ยงแหก็ว่าไปอย่าง แถมยังมีบันทึกแย้งด้วยว่าทางการเขาให้เกียรตินักโทษการเมืองเหล่านี้ อย่างน้อยก็ในระยะแรก ไอ้ที่จะถึงขนาดด่าว่าหยาบๆคายๆ เตะถีบและยิงทิ้งเป็นผักปลานั้น น่าจะเว่อเกินไป

น่าสังเกตด้วยว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายในตอนต้นปี 2519 คือน่าจะสร้างในปี 2518 อันเป็นช่วงที่การเมืองมีการแบ่งแยกเป็นซ้ายเป็นขวาอย่างรุนแรงจนกลายเป็น เหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519 ไปในที่สุด ด้านผู้เขียนบทคือท่าน ส.อาสนจินดา ศิลปินแห่งชาติ นั้น ผมจำได้ว่าช่วงนั้นท่านก็เป็นหนึ่งในบรรดานักเขียน "ขวาจัด" คนหนึ่งด้วย ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงคล้ายจะแฝงนัยยะทางการเมืองในช่วงนั้นที่ฝ่ายขวาจัดมี แนวคิดว่า ฝ่ายซ้ายหรือพวกที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตยนั้นก็ไม่ได้ดิบดีอะไร หรือการมีประชาธิปไตยมีเสรีภาพมากเกินไปก็ไม่ใช่สิ่งดี อะไรปานนั้น ในปัจจุบันแม้จะไม่มีใครพูดอะไรแบบนั้นออกมาตรงๆ แต่ประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ก็ยังไม่เคยได้รับการยกย่องอย่างแท้จริงสักที


สองพระเอกกระโดดหนีจากน้ำตกหนีการตามล่าของผู้คุม

โดยรวมแล้ว ผมจึงเห็นว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเพียงภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจ คาดหวังข้อเท็จจริงของประวัติศาสตร์การควบคุมนักโทษที่เกาะตะรุเตาหรือตะรู เตาได้สักเท่าไหร่ นอกจากการศึกษาแนวคิดทางการเมืองของผู้สร้าง/ผู้เขียนบทที่แฝงอยู่ใน ภาพยนตร์ ถ้าจะดูกันเล่นๆ เพลินๆ ก็ต้องทนกับบทผู้ร้ายเว่อๆ แบบหนังไทยทั่วไปสักนิด และมีฉากวาบหวิวให้ดูกันแว้บๆ ที่ไม่ได้น่าเกลียดอะไรมากนัก แต่ Capture มาให้ดูไม่ได้นะครับ ขอให้หาดูจากในแผ่นกันเอาเอง ภาพธรรมชาติสวยๆ บนเกาะก็มีอยู่ตลอดเรื่อง

คำคมชวนคิด

  • "ผู้รักชาติที่ร้อนแรงน่ะ มีที่อยู่ 2 แห่ง ถ้าไม่ได้เข้าไปนั่งในพระที่นั่งอนันตสมาคม ก็ต้องไปอยู่ในนรก" หลวงสรรพจนานุกิจพูดกับเพื่อนนักโทษบนรถที่จะนำออกจากสถานีรถไฟ เมื่อเผื่อนได้ยินเข้าก็บอกว่าที่ที่จะพาไปนี้ไม่ใช่พระที่นั่งอนันตสมาคม แต่เป็น "ตะรูเตา"
  • "เก็บเอาสังขารที่สมบูรณ์ไปสู้กับความทารุณบนเกาะดีกว่า" และ "ถ้าแกคิดว่าขึ้นบนเกาะนั้นแล้วมันยังเป็นนรกไม่พอ จะกระทืบกันให้ลำเค็ญหนักขึ้นไปอีก ก็ได้" พันโทหลวงพิษณุรักษ์เสนาพูดกับร้อยเอกหลวงสกลสมรรถการขณะอยู่บนเรือที่แล่นไปยังเกาะตะรูเตา
  • "ที่ นี่ไม่มีท่านขุน ไม่มีคุณหลวง,คุณพระ ยศถาบรรดาศักดิ์โยนทิ้งไว้ที่ทะเล ผู้ต้องขังทุกคนมียศเสมอกันคือ นักโทษกบฎ ทางออกที่ถูกต้องมีสองทางคือ ทางเรือเมื่อพ้นโทษ และฝังดินเมื่อเสียชีวิต และขอบอกรายละเอียด สำหรับผู้คิดหนี 9 ไมล์ทะเลถึงเกาะลังกาวี แต่จะถูกส่งกลับมาในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน และ 80 ไมล์ทะเลถึงฝั่งสตูล ถ้าสามารถฝ่าดงฉลามไปได้" ท่านขุนผู้บัญชาการบนเกาะตะรูเตากล่าวกับบรรดานักโทษการเมือง
  • " ประชาธิปไตยมันอัดแน่นอยู่เต็มพุงผมเต็มทีแล้ว เชื่อมั๊ยหมอ มันมาจากกรุงเทพฯ หนีเข้ามาอยู่ในท้องผม ที่กรุงเทพฯมีแต่เผด็จการ ไม่มีประชาธิปไตย" ไท บุญเปี่ยม กล่าวกับหมอปรีชา
  • " ผมเป็นนักการเมือง นักการเมืองไม่สกปรกไม่มี ผมเป็นบาดทะยักดีกว่าบ้านเมืองเป็นบาดทะยัก นักเขียนหนังสือพิมพ์อย่างผม โน่น ไปรับเหรียญเกียรติยศที่เชิงตะกอนโน่น" ไท บุญเปี่ยม กล่าวกับหมอปรีชา หลังจากใช้เหล็กเจาะท้องตัวเองเพื่อเอาหนองออกเพราะหมดหวังกับการรอคอยการรักษาจากแผ่นดินใหญ่
  • "ตายเพราะความรักดีกว่ามีชีวิตอยู่บนความทุกข์" หมอปรีชาบอกให้บุหงาเพื่อให้หนีจากเกาะไปกับคณะนักโทษก่อนที่ตัวเองจะสิ้นใจตาย

ชื่อเรื่องภาษาไทย : นรกตะรูเตา

ชื่อภาษาอังกฤษ : TA RU TAO

เรื่องเดิม : ในไตเติ้ลเรื่องมีข้อความว่า "สุมนทิพย์ สร้างจากเรื่องจริง" ยังไม่ทราบว่า "สุมนทิพย์" เป็นใคร และเขียนเรื่องนี้เป็หนังสือหรืออย่างไร?

ผู้กำกำกับ : รุจน์ รณภพ, จรัล พรหมรังษี (ผู้ช่วยกำกับการแสดง)

ผู้อำนวยการสร้าง : อัญชลี ชอบประดิษฐ์ (ชื่อจริงของ อรัญญา นามวงศ์)

ผู้เขียนบท : ส.อาสนจินดา

ผู้แสดง :

  • สมบัติ เมทะนี - พันโทหลวงพิษณุรักษ์เสนา
  • นาท ภูวนัย - ร้อยเอกสกลสมรรถการ
  • อรัญญา นามวงศ์ - บุหงา
  • ศิริขวัญ นันทศิริ - ตันหยง
  • มานพ อัศวเทพ -หมอปรีชา
  • อดุลย์ ดุลยรัตน์ - พระยาสราวุฒิวิจารณ์
  • ภิภพ ภู่ภิญโญ - นายหมี
  • บุญส่ง ดวงดารา
  • บู๊ วิบูลย์นันท์
  • สีเทา - เฉลา ตาทิพย์
  • ขวัญ สุวรรณะ - หลวงสรรพจนานุกิจ
  • เทอด ดาวไท
  • กฤช เนาวกานต์
  • ม.ล.โกมล ปราโมช
  • สมชาย สามิภักดิ์
  • สุคนธ์ คิ้วเหลี่ยม
  • ถวัลย์ คีรีวัฒน์ - กลั่น
  • พีระพล ปิยะวรรณ
  • เชษฐ์ อนุชิต
  • เมือง มาระตี
  • พิศ พวงเพชร
  • บุญส่ง คงล้อมญาติ
  • ฉกาจ ปุควนิจย์