Can't find it? here! find it

Showing posts with label Greek. Show all posts
Showing posts with label Greek. Show all posts

Sunday, June 21, 2009

อีทรัสคัน (Etruscans)

อีทรัสคัน (Etruscans)

Hat 1/72 Etruscan Army (8134)

พวก อีทรัสคันเป็นชนกลุ่มหนึ่งที่อาศัยคาบสมุทรนี้ โดยอพยพมาจากเอเชียไมเนอร์เป็นพวกนักรบ มีอารยธรรมของตนเอง ยึดครองดินแดนฝ่ายเหนือของคาบสมุทรอิตาลีบริเวณลุ่มน้ำโปเมื่อประมาณ 700 ปีก่อนคริสตกาลอารยธรรมของทรัสคันนั้นแม้จะขุดพบหลักฐานเป็นจำนวนมากแต่ก็ ยังไม่มีผู้ใดอ่านภาษาของพวกเขาได้ ภาษาเขียนเหมือนอักษรกรีกแต่ไม่สามารถจัดเข้าพวกใดๆได้เลยชีวิตสังคมเป็นชาว นา ทำเหมืองแร่ มีพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ มีการทำนายอนาคตจากการสังเกตธรรมชาติ เช่น การบินของนก การตรวจลำไส้ของสัตว์ซึ่งถูกฆ่าบูชายัญ มีลักษณะการตกแต่ง มีหลุมศพแบบชาวอียิปต์ มีสถาปัตยกรรมการก่อสร้างแบบทรงรูปโค้ง วิธีเก็บกักและระบายน้ำ การก่อสร้างโดยใช้หิน การเดินทัพแบบหน้ากระดาน ต่อสู้แบบใช้เครื่องมือหลากชนิด เรียกว่าGladiatorial Combat คือ คู่ต่อสู้ได้ฝึกฝนการใช้อาวุธอย่างชำนาญแล้วต่อสู้ให้ตายกันไปข้างหนึ่ง อาวุธมีทุกอย่าง เช่น หอก แหลน หลาว ดาบ ไม้ สนับมือ ร่างแห สุดแล้วแต่จะใช้ในสถานการณ์อารยธรรมดังกล่าว ชาวโรมันนำมาใช้ในเวลาต่อมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต่อสู้แบบGladiatorial นั้นได้รับความนิยมชื่นชอบมาก จนมีการสร้าง โครอสเซี่ยม (Coloseum)ขึ้นมาเพื่อให้เป็นสนามต่อสู้และปรากฏให้เห็นจนทุกวันนี้แหลม อิตาลีในยุคนี้ประกอบด้วยการปกครองของกลุ่มอำนาจ 3ฝ่ายคือ

1.ฝ่ายเหนือของอีทรัสคันในบริเวณแม่น้ำโป

2.กลุ่มละติอุมในแถบลุ่มแม่น้ำไทเบอร์และเนินต่างๆอยู่ตอนกลาง

3.ตอนใต้เป็นส่วนอาณานิคมในอำนาจของกรีก

มี ศูนย์กลางที่เกาะซิซิลี่ที่ต้องการยึดครองภาคตะวันตกของทะเลเมดิเตอร์เร เนี่ยนเพื่อป้องกันการขยายอำนาจของฟนิเซียนที่กรุงคาร์เธจในอัฟริกาเหนือต่อ มาในปี 800 ก่อน คริสตกาล พวกอีทรัสคันได้ขยายอำนาจและอิทธิพลเข้ามาปกครองเขตละติอุมทางตอนใต้และ ปกครองแบบกดขี่เป็นเวลายาวนาน

ชนชาติซึ้งมีอารยธรรมรุ่งเรืองที่สุดในคาบสมุทรอิตาลีก่อนเกิดอารยธรรมโรมันพวกอินทรัสคันมั่งคั่งและทรงอิทธิพลจากการค้าขายกับชาวกรีกและการผลิตข้าวของเครื่องใช้โดยเฉพาะเครื่องโลหะชนชาตินี้เคยมีกองทัพเรือที่กรียงไกรที่สุดในทะเลเมคิเตอร์เรเนียนชาวอีทรัสคันในช่วงที่มีแสนยานุภาพสูงสุดในศวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาลได้ส่งทอดอิทธิพลทางศาสนาและวัฒนธรรมแก่พวกโรมันยุคแรก

Saturday, June 20, 2009

History of Grecce

ประวัติศาสตร์และอารยธรรมกรีก
กรีกสมัยคลาสสิก


นครรัฐ


ใน สมัยโฮเมอร์ (ประมาณศตวรรษที่ 9 ก่อน ค.ศ.) วัฒนธรรมกรีกได้เจริญก้าวหน้าทั่วดินแดนรอบ ๆ ทะเลเอเจียน กรีกอยู่ในรูป “นครรัฐ” จำนวนมาก ซึ่งไม่อาจอธิบายได้ว่า การที่แยกกันนั้นเป็นเพราะสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ที่ประกอบด้วยเกาะแก่ง จำนวนมาก รวมทั้งภูเขาและอ่าวเล็ก ๆ ที่แบ่งกรีกออกเป็นรัฐอิสระ หรือมีเหตุผลอื่นเพราะมีตัวอย่างมากมายที่รัฐอิสระเล็ก ๆ แยกกันโดยไม่มีเครื่องกีดขวางทางภูมิศาสตร์เลย

คำว่า “นครรัฐ” ใช้แทนคำว่า “โปลิส” (Polis) ในภาษากรีก ซึ่งไม่อาจแทนได้โดยสมบูรณ์ เพราะคำว่า โปลิสนั้นไม่ได้เป็นแต่เพียงแคว้นที่มีขนบธรรมเนียม เทพเจ้า ของตนเท่านั้น หากยังเป็นเครื่องหมายของความจงรักภักดีที่มีต่อชาติและศาสนาอย่างลึกซึ้ง โปลิสเป็นประชาคมของพลเมืองที่อาศัยอยู่ในเมืองตลอดจนมณฑลที่รายรอบเมือง พลเมืองเหล่านี้มีสิทธิทางการเมืองและมีบทบาทในการปกครอง สำหรับชาวกรีกแล้ว การเมืองการปกครองที่ปราศจากโปลิส เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ชาวกรีกได้แสดงออกซึ่งความเป็นปัจเจกชนโดยผ่านโปลิส โปลิสเล็กพอที่บรรดาสมาชิกจะสามารถปฏิบัติตัวในฐานะปัจเจกชนได้มากกว่าใน ฐานะมวลชน คุณธรรมสำคัญที่สุดของการปกครองอยู่ที่การมีส่วนร่วมกัน โปลิสจึงเปรียบเสมือน “เส้นโลหิต” ของการสร้างสรรค์ของกรีกและเป็นแม่พิมพ์ของเจตนารมณ์กรีก

อย่างไรก็ ตามระบบโปลิสที่ต่างก็เป็นอิสระและทำสงครามต่อกัน นับเป็นพื้นฐานที่ขาดประสิทธิภาพยิ่งสำหรับองค์กรทางการเมืองของกรีก ระบบโปลิสที่ก่อตัวขึ้นในคริสตศตวรรษที่ 9,8 และ 7 ค.ศ. นั้นประสบภัยจากการรุกรานของชาวกรีกด้วยกันเอง บรรดาผู้ที่อยู่อาศัยอยู่ในโปลิสจึงมักสร้างป้อมหรือเนินเขาตรงกลางที่เรียก กันว่าอะโครโปลิส (Acropolis - เมืองสูง) อะโครโปลิสเป็นที่ประชุมตามธรรมชาติของมณฑลยามมีสงคราม และเป็นศูนย์กลางการค้าตามท้องถิ่นที่ก้าวหน้าขึ้น ตลาดหรือ อะกอรามักอยู่ตามเชิงอะโครโปลิส ชาวนาจำนวนมากที่มีทุ่งนาอยู่แถบใกล้ ๆ ก็มักปลูกบ้านอยู่รอบ ๆ ย่านตลาดนั้นเอง เพื่อสะดวกในการพบปะสังสรรค์และความปลอดภัย

ระบบการปกครอง


ใน ระยะแรกที่พัฒนาจากเผ่า จะมีขุนนาง หรือกษัตริย์ปกครองโดยการสืบสกุล ประมาณ ปี 700 ก่อน ค.ศ. ระบบกษัตริย์หมดไป เหลือแต่เพียงการประกอบพิธีทางศาสนา ปล่อยให้พวกขุนนางมีอำนาจเต็มที่และมั่งคั่งขึ้นจากการยึดเอาส่วนสำคัญของ ผืนดินที่บรรดาสมาชิกของครอบครัวและของเผ่าสมัยเดิมเคยเป็นเจ้าของร่วมกัน ขุนนางจึงเป็นกลุ่มที่มีทั้งอำนาจและความมั่งคั่ง

กลุ่มชาวนาเป็นผู้ ที่ครอบครองที่ดินผืนเล็กผืนน้อย ชนกลุ่มนี้ไม่มีสิทธิทางการเมืองเลย ฐานะทางเศรษฐกิจก็ไม่ดี ขณะที่องุ่นและมะกอก ซึ่งทำรายได้ให้กับขุนนางในเนื้อที่เพาะปลูกใหญ่ การเกษตรในที่ดินผืนน้อยนั้น กลับทำให้ชาวนาจมอยู่กับหนี้สิน ความทุกข์ของชาวนาปรากฎอยู่ในบทกวีเรื่อง “งานและวันเวลา” (Works and Days) ของกวี “เฮซีออด” (Hesiod ประมาณ 700 B.C.) ผู้เป็น ชาวนา

การแผ่อาณานิคม ช่วง 750 – 550 ปี ก่อน ค.ศ.

ปัญหา ที่สำคัญของนครรัฐกรีก คือ การขาดพื้นที่สำหรับทำการเกษตร เมื่อประมาณ 750 ก่อน ค.ศ. ชาวกรีกได้เริ่มออกสู่ทะเลอีกวาระหนึ่งในฐานะที่เป็นโจรสลัด หรือพ่อค้าที่แสวงหาทองแดงและเหล็กขณะที่ออกเดินทางไปทำภารกิจต่าง ๆ นั้น ชาวกรีกได้พบดินแดนอุดมสมบูรณ์ เหมาะที่จะได้ไว้เป็นอาณานิคม นครรัฐต่าง ๆ ส่วนใหญ่ต่างพากันส่งพวกนักอาณานิคมไปตั้งชุมชนใหม่ ครั้นในเวลาต่อมาบรรดาอาณานิคมเหล่านี้บางแห่งก็ส่งนักอาณานิคมของตนไปตั้ง อาณานิคมยังดินแดนอื่นอีกต่อหนึ่ง

ลักษณะของอาณานิคมในสมัยนั้นคือ มีความผูกพันกับเมืองแม่ในความเป็นชนชาติเดียวกัน ในด้านการค้าและความจงรักภักดีต่อชาติร่วมกัน แต่ก็มีเอกราชทางการเมือง

การ ที่อาณานิคมสามารถแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมให้กรีกในสมัยนั้นได้ ภายในระยะเวลาประมาณสองศตวรรษ โปลิสจึงขยายตัวออกจากทะเลเอเจียนสู่ทะเลเมดิเตอเรเนียนและทะเลดำ และมีอาณานิคมจำนวนมาก การตั้งหลักแหล่งของกรีกมีอยู่มากในภาคใต้ของอิตาลีและซิซิลี จนกระทั่งบริเวณแถบนั้นมีชื่อว่า แมกนา เกรเซีย ซึ่งแปลว่า กรีซใหญ่ โปลิสที่ได้พัฒนาเป็นเมืองที่สำคัญในเวลาต่อมาก็มีโปลิสแห่งไบแซนติอุม (ซึ่งต่อมาคือ คอนแสตนติโนเปิล) เนโอโปลิสทางภาคใต้ของอิตาลีคือเมืองเนโปลีหรือเนเปิลส์ นีไคอาบนชายฝั่งริเวียรากลายเป็นเมืองนีซ มาสซิเลียกลายเป็นมาร์เซย์ส์ ส่วนซีราคิวส์บนเกาะซิซิลียังดำรงความเป็นเมืองสำคัญจนทุกวันนี้ นอกจากนี้วัฒนธรรมกรีกและตัวอักษรกรีกได้ถ่ายทอดไปยังชาวโรมันโดยผ่านทาง บรรดาโปลิสแห่งแมกนาเกรเซียเหล่านี้

การค้าที่เจริญตามดินแดน อาณานิคม นำความมั่งคั่งกลับมาให้กรีก เมืองแม่เป็นแหล่งผลิตเหล้าองุ่นและน้ำมันมะกอกตลอดจนสินค้าสำเร็จรูปส่งให้ อาณานิคม ความเจริญทางการค้าทำให้โปลิสบางแห่งเปลี่ยนจากสังคมเกษตรมาสู่ศูนย์กลางการ ค้า กลุ่มคนที่เกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมและการค้าได้แก่ ชนชั้นอุตสาหกรรม พ่อค้า รวมทั้งบรรดากุลีขนของตามท่าเรือ กลาสีตามท่าเรือ และช่างฝีมือ ช่างโลหะต่าง ๆ บรรดาหัวกะทิในหมู่พ่อค้าและนักอุตสาหกรรมเหล่านี้เริ่มแข่งขันในด้านความ มั่งคั่งร่ำรวยกับขุนนางเต้าที่ดินเก่า ในช่วงศตวรรษที่ 7 และ 6 ก่อนคริสตกาล บรรดาชนชั้นใหม่ที่ร่ำรวยได้พยายามหาทางเข้าเป็นสมาชิกของสภาที่ปรึกษา รัฐบาลร่วมกับขุนนางในตระกูลเก่า




ทรราชย์


ระหว่าง ปี 650 – 550 ก่อน ค.ศ. ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอันมีผลทางเศรษฐกิจและสังคมคือ การนำเหรียญกษาปณ์จากลิเดียเข้ามาใช้ในด้านการค้า ซึ่งนำไปสู่การเน้นความแตกต่างของสังคมด้วยโภคทรัพย์ ชนชั้นกลางที่มีเงินสามารถซื้อหาอาวุธเกราะที่ทำจากโลหะได้จึงมีกองทัพทหาร ราบของพลเมืองที่เรียกว่า “ฮ๊อบไลท์” (hoplites) บรรดาชนชั้นที่ต่อสู้เพื่อนครรัฐก็เริ่มเรียกร้องการมีสิทธิมีเสียงในกิจการ ของนครรัฐ ในที่สุดการเคลื่อนไหวในการจัดตั้งอาณานิคมเริ่มเสื่อมถอยลง อาณานิคมที่ตั้งอยู่ในจุดที่ดีที่สุดค่อย ๆ ถูกยึดไป ขณะที่อาณาจักรต่าง ๆ เช่น คาร์เธจทางตะวันตก ลิเดีย และเปอร์เซียทางตะวันออกค่อย ๆ มีอำนาจมากขึ้น ก็เป็นการขัดขวางการขยายตัวของอาณานิคม พลังกดดันแต่เดิมอันเกิดจากความไม่พอใจ
ทางเศรษฐกิจและสังคมก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อม ๆ กับความรุนแรงที่เกิดขึ้นใหม่

นครรัฐ หลายแห่งเกิดการต่อสู้อย่างรุนแรงถึงนองเลือด เมื่อชนชั้นกลางและชนชั้นต่ำลุกขึ้นต่อต้านบรรดาผู้ที่มั่งคั่งร่ำรวยและมี อภิสิทธิ์ต่าง ๆ ในหลายกรณีและมีผลล้มล้างการปกครองของขุนนางโดยพวก “ทรราชย์” ซึ่งสำหรับกรีกแล้ว ทรราชย์หมายถึงผู้ปกครองที่ขึ้นสู่อำนาจโดยปราศจากการสืบสกุลหรือการอ้าง สิทธิ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย พวกทรราชย์ไม่ได้ทำลายกลไกของการปกครองทั้งหมดแต่คอยควบคุมไว้

พวก นี้เป็นคนใหม่ ๆ ที่ใช้เหรียญเงินแบบใหม่ในการว่าจ้างกองทัพ ด้วยเหตุที่ทรราชย์เป็นหนี้มวลชนในการได้อำนาจ จึงต้องดำรงการสนับสนุนของมวลชนด้วยการยกเลิกหรือลดหนี้สินด้วยการอุปถัมภ์ โครงการสาธารณะประโยชน์ที่น่าเลื่อมใส แจกจ่ายที่ดินของขุนนาง และปฏิรูประบบการเก็บภาษี ระบบทรราชย์เองก็มักจะไม่จีรัง ทรราชย์บางคนถูกล้มล้างโดยอภิสิทธิ์ชนรุ่นเก่าหรือชนชั้นกลางและต่ำ ซึ่งมีความเชื่อมมั่นในตัวเองสูงขึ้น ดังนั้นเมื่อถึงต้นศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล โครงสร้างทางการเมืองของกรีกจึงมีรูปแบบต่าง ๆ กล่าวคือ ปกครองโดยชนชั้นสูง กลาง และต่ำ ในบรรดานครรัฐทั้งหลายนั้นที่เด่นที่สุดในศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาลคือ เอเธนส์กับสปาร์ตา




นครรัฐเอเธนส์


เอ เธนส์ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางแห่งวัฒนธรรมและการศึกษาในสมัยโบราณที่มี อิทธิพลกว้างขวางและยังคงมีอิทธิพลสืบมา แม้จะเสื่อมอำนาจทางเศรษฐกิจและการทหารหลายครั้งหลายหน เอเธนส์แม้จะสลายไป แต่ได้ทิ้งมรดกทางวัฒนธรรมและแนวคิดมากมายให้กับอนุชนรุ่นต่อมา

ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์


เอ เธนส์นั้นมีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์สืบมาตั้งแต่สมัยไมซีเน แต่ไม่ได้มีความสำคัญทางการเมืองและวัฒนธรรม จนกระทั่งราว 700 ปี ก่อนคริสตกาล ระบอบกษัตริย์ในสมัยแรก ๆ ถูกระบอบขุนนางกันออกไปจากอำนาจทางการเมืองและอาณาเขตทั้งหมดของอัตติกะก็ ถูกรวมเป็นรัฐเดียวโดยมีเอเธนส์เป็นศูนย์กลางทางการเมืองและการพาณิชย์ บรรดาเสรีชนในอัตติกะได้กลายเป็นพลเมืองเอเธนส์มิใช่ทาสและอาณาเขตถูกรวมไว้ ด้วยพันธะแห่งความจงรักภักดีร่วมกัน การเป็นชาวอัตติกะก็คือเป็นชาวเอเธนส์นั่นเอง

การรวมอัตติกะทำให้ดิน แดนของนครรัฐเอเธนส์เพิ่มขึ้น ทำให้ไม่มีความเดือดร้อนเรืองที่ดินแบบรัฐเพื่อนบ้าน เอเธนส์จึงมิได้ส่งนักแสวงหาอาณานิคมออกไปล่าดินแดน อย่างไรก็ตาม เอเธนส์ซึ่งเป็นเมืองห่างจากชายทะเลเพียง 4 ไมล์ ได้รับอิทธิพลจากการพาณิชย์ ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจได้เปลี่ยนจากกสิกรรมชนบท เข้าสู่เศรษฐกิจการพาณิชย์ พร้อม ๆ กับการปกครองของเอเธนส์ได้เปลี่ยนไป ในขั้นแรกเพื่อขยายอำนาจทางการเมืองไปสู่เจ้าของที่ดินผืนน้อย ๆ ต่อมาได้ขยายสู่บรรดาพ่อค้าและนักอุตสาหกรรมและในที่สุดเพื่อปรองดองต่อข้อ เรียกร้องของสามัญชนที่ทวีขึ้นเรื่อย ๆ

หากจะกล่าวถึงการปกครองนั้น พัฒนาการของเอเธนส์แต่แรกเริ่มจากระบบสมบูรณาญาสิทธิ ราชย์มาสู่อภิชนาธิปไตย (Aristocracy) จากอภิชนาธิปไตยมาสู่ทรราชย์ (Tyranny) และจากทรราชย์มาสู่ประชาธิปไตย การเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้งผ่านการดิ้นรนต่อสู่อย่างมากระหว่างผู้มีอำนาจและ ผู้แสวงหาอำนาจทางการเมือง

ในการต่อสู้แต่ละครั้ง ชาวเอเธนส์ได้ลิ้มรสของสมภาพและภราดรภาพ (comradership) และบางระยะก็เคยได้รับผลิตผลแห่งชีวิตที่ดีภายใต้ระบอบประชาธิปไตย จึงมีปฏิกิริยาต่อต้านการปกครองแบบอัตตาธิปไตย แม้ว่าเอเธนส์จะยังเป็นสังคมที่มีทาสก็ตาม (สังคมเอเธนส์ประกอบด้วยประชากรประมาณ 2 – 4 แสนคน ในจำนวนนี้เป็นอิสรชน (citizen class) ประมาณหนึ่งในสาม ทาส (slave class) จำนวนมากกว่าหนึ่งในสาม นอกจากนั้นเป็นชาวต่างชาติที่มาอาศัย (resident – foreigner group)
บุคคลสำคัญที่มีส่วนในการปูพื้นฐานเอเธนส์สู่ระบอบ ประชาธิปไตย คือ โซลอน (Solon ประมาณ 640 – 560 ก่อน ค.ศ.) ซึ่งปฏิรูปกฎหมายในราว 590 ปีก่อน ค.ศ. และเริ่มมีการจัดตั้งศาลประชาชนที่มีผู้พิพากษามาจากการเลือกตั้ง แม้จะมาจากการจับฉลากก็ตาม

การปฏิรูปของโซลอนเปิดทางสู่ข้อเรียก ร้องของชนชั้นต่ำมากขึ้นจนการปกครองเปลี่ยนเป็นระบบทรราชย์ ทรราชย์ที่สำคัญ คือ พิซีสตราตุส (Peisistratus ปกครองช่วงระหว่าง 561 – 527 ก่อน ค.ศ.) ได้ปฏิวัติเกษตรกรรมตั้งศูนย์กลางการค้าของเอเธนส์ อุปถัมภ์ศิลปะ และสนับสนุนโครงการก่อสร้างที่งดงามใหญ่โต สิ่งที่พิซีสตราตุสทำเป็นการนำเอเธนส์ไปสู่จักรวรรดิในเวลาต่อมา หลังจากสมัยของพิซิสตราตุสขุนนางรัฐบุรุษที่ชื่อว่า เคลสธีเนส (Cleisthenes ขึ้นสู่อำนาจ ในราว 507 ก่อน ค.ศ.) ได้ยอมรับการปกครองของประชาชน และมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ในช่วง ทศวรรษสุดท้ายของศตวรรษที่ 6 ก่อน ค.ศ. ในสมัยนี้มีวิธีการปฏิรูประบบเผ่าพันธุ์มาเป็นสภาห้าร้อย เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสหมุนเวียนเข้าปฏิบัติหน้าที่บริหารนครรัฐ (สภาห้าร้อยมีขนาดเล็กกว่าสภาพลเมือง) โดย เพอริเคลส (Pericles ? – 429 ก่อน ค.ศ.) ซึ่งเป็นนายพลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเอเธนส์ในศตวรรษที่ 5 สมัยที่เขามีอำนาจได้ทำให้เอเธนส์ได้รับการยกย่องว่าเป็นยุคทองของเอเธนส์




นครรัฐสปาร์ตา


สปาร์ ตาเป็นนครรัฐที่มีระบบการเมืองแบบผสม ซึ่งมีผลให้การพาณิชย์ การสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรมและความสำราญในชีวิตต้องลดน้อยลงไปเพื่อจะได้มา ซึ่งการมีวินัยอย่างแข็งแกร่งและ ประสิทธิภาพทางการทหาร
ในระหว่างศตวรรษ ที่ 8 – 9 ก่อน ค.ศ. สปาร์ตาประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจการเมืองเช่นเดียวกับนครรัฐกรีกอื่น ๆ แต่แทนการออกแสวงหาอาณานิคม สปาร์ตาได้พิชิตดินแดนอุดมสมบูรณ์ใกล้เคียงที่เรียกว่า เมสเซเนีย และนำเอาส่วนใหญ่ของดินแดนที่ตนพิชิตได้มาให้กับพลเมืองของตน และกดชาวเมสเซเนียลงเป็นทาส ชาวเมสเซเนียพยายามต่อสู้ และสปาร์ตาได้ปราบปราม ด้วยเหตุนี้สปาร์ตาซึ่งมีแนวโน้มทางด้านการทหารและอนุรักษ์นิยมนับแต่แรกก็ ได้กลายเป็นรัฐทหาร โดยมี พลเมืองเป็นทหารประจำการ วัฒนธรรมจึงเสื่อมโทรมถึงระดับเป็นโรงทหารและชีวิตที่ดีกลายเป็นชีวิตของการ ฝึกฝนขั้นพื้นฐาน เมื่อพลเมืองสปาร์ตาประมาณ 8,000 คน ต้องรับหน้าที่คอยกดทาสที่ไม่ยอมอ่อนน้อมจำนวน 200,000 คน ให้อยู่ภายใต้การปราบปราม พลเมืองจึงมีชีวิตเพื่อฝึกทหารและรับใช้รัฐ ในขณะที่พวกทาสหรือเฮลอท (helots) จะรับผิดชอบทางเศรษฐกิจด้วยการทำงานในที่ดินและการค้า

การปกครองของสปาร์ตา


สปาร์ ตามีรัฐธรรมนูญที่ลงความเห็นกันว่าได้มาจากนักกฎหมายในตำนานที่ชื่อว่า ไลเคอร์กุส (Lycuegus ประมาณศตวรรษที่ 9 ก่อน ค.ศ.) แม้จะมีพัฒนาการในเวลาต่อมา แต่รัฐธรรมนูญฉบันนี้ก็ดำเนินไปอย่างคงที่ไม่แปรเปลี่ยน สปาร์ตามีกษัตริย์สองพระองค์ซึ่งถูกจำกัดพระราชอำนาจอย่างเห็นได้ชัดใน ศตวรรษที่ 6 ก่อน ค.ศ. กษัตริย์องค์ใดองค์หนึ่งในสองจะทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดในการ รณรงค์ทางการทหารทุกครั้ง ส่วนภายในรัฐนั้นที่มีอำนาจปกครองมี 3 สภา คือ สภาขุนนางผู้อาวุโส สภาบริหารที่ประกอบด้วยเอเฟอร์ (ephors) 5 คนที่ได้รับเลือกมาจากพลเมืองทั้งปวง และสภาพลเมืองซึ่งรวมถึงชาวสปาร์ตาที่มีอายุเกิน 30 ปี วิธีการปกครองแบบสปาร์ตาจึงมีความเป็นประชาธิปไตยอยู่ แม้จะเป็นประชาธิปไตยที่จำกัดก็ตาม ในสภาพลเมืองมีหน้าที่ให้การเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเกี่ยวกับปัญหาสำคัญของ รัฐ แต่ก็แสดงความเห็นโดยการโห่ร้องมิใช่การลงคะแนนเสียง ทั้งสมาชิกสภาก็ไม่มีสิทธิอภิปรายในประเด็นต่าง ๆ จึงไม่เป็นที่ขัดแย้งกัน แต่กลับมีลักษณะที่ลงรอยกัน อันมีผลต่อชีวิตของชาวสปาร์ตาทั้งหลาย
ชีวิตพลเมืองสปาร์ตา ถูกนำโดยรัฐตั้งแต่เกิดจนตายเพื่อสร้าง “นายทหารที่เข้มแข็งและมีระเบียบวินัยอย่างสูง”

ทา รกสปาร์ตาที่ไม่แข็งแรงหรือไม่สมประกอบจะถูกทอดทิ้งให้ตาย เด็กผู้ชายเมื่ออายุครบ 7 ปี จะถูกส่งไปให้รัฐดูแลซึ่งใช้เวลา 13 ปี ในการฝึกทักษะทางการทหาร ฝึกหัดทางกายภาพ และความจงรักภักดีต่อรัฐเมื่ออายุ 20 ปี จะเข้าสู่กองทัพพลเมือง และใช้ชีวิตอีก 10 ปีในค่ายทหาร

ชายหนุ่มเหล่านี้ อาจแต่งงานได้ แต่จะออกไปเยี่ยมภรรยาได้ต่อเมื่อสามารถหลบหนีทหารยามออกไปเท่านั้น ชายหนุ่มเหล่านี้จะเป็นพลเมืองเต็มขั้นเมื่ออายุ 30 ปี เขาอาจอยู่บ้านได้แต่ต้องรับประทานอาหารที่โรงสาธารณะของทหาร ซึ่งเขาจะต้องนำผลิตผลจากไร่ที่เขาได้รับมอบหมายมาด้วย สปาร์ตาเป็นสังคมที่ตึงเครียด ศิลปะก็มีลักษณะแข็งเคร่งขรึมน่าเกรงขาม สำหรับชาวกรีกแล้ว วิถีชีวิตของชาวสปาร์ตา ดูจะเป็นชีวิตที่อุทิศให้รัฐจนแทบไม่มีความเป็นอยู่ส่วนบุคคลเลย สปาร์ตาเป็นตัวแทนของการปฏิเสธตนเองอย่างสูงสุด รวมทั้งการมีความผูกพันอยู่กับความคิดที่ถูกต้องต่อหลักเหตุผล ข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่างทาสกับพลเมืองของสปาร์ตาคือทาสอดทนต่อความยาก ลำบากเพราะถูกบังคับให้อดทน แต่พลเมืองเลือกที่จะอดทนเอง ชาวสปาร์ตาระลึกเสมอว่า เป้าหมายของการทหารคือ การดำรงไว้ซึ่งสถานภาพเดิมไม่ใช่เพื่อจักรวรรดินิยมที่ก้าวร้าว




สงครามเปอร์เชียกับพัฒนาการของกรีก


สง ครามเปอร์เชีย (The Persiam War) เริ่มต้นเมื่อ 490 ก่อน ค.ศ. และสิ้นสุดเมื่อ 479 ก่อน ค.ศ. สาเหตุของสงครามนั้น เนื่องมาจากการขยายอำนาจของจักรวรรดิเปอร์เชียที่ยึดครองนครรัฐ ไอโอเนียของกรีก ซึ่งอยู่ชาวฝั่งอนาโตเลีย นครรัฐไอโอเนียเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของโลกเฮลเลนิค และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างกรีกกับโลกตะวันออกใกล้โบราณ
นครรัฐ กรีกไอโอเนียถูกมหาอำนาจจากภายนอกคือ ลิเดียเข้าแทรกแซง นับจากปี 560 – 550 ก่อน ค.ศ. และค่อย ๆ ตกอยู่ภายใต้การครอบครองของลิเดีย นครแล้วนครเล่า

เมื่อลิเดียถูกพระเจ้าไซรัสมหาราชแห่งเปอร์เชียพิชิตเมื่อปี 546 ก่อน ค.ศ. นครเหล่านั้นได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของเปอร์เชีย ในปี 499 ก่อน ค.ศ. ชาวไอโอเนียลุกขึ้นต่อต้านการปกครองของเปอร์เชียอย่างกว้างขวาง เอเธนส์ได้รับการชักชวนให้ส่งเรือ 20 ลำ ไปช่วยเพื่อนร่วมชาติ แต่ความช่วยเหลือของเอเธนส์ไม่เพียงพอ เปอร์เชียปราบการจลาจลได้ราบคาบทำลายล้างนครไมล์ตุสลงจนสิ้นซาก จากนั้นดาริอุสมหาราชแห่งเปอร์เชียตัดสินพระทัยที่จะแก้แค้นเอเธนส์ เรื่องนี้นักประวัติศาสตร์ชื่อเฮโรโดตัสตั้งข้อสังเกตว่า สงครามเปอร์เชียถูกเร้าให้เกิดขึ้นเพราะการส่งเรือไปช่วยไอโอเนีย 20 ลำ

สงคราม ที่เกิดขึ้นนั้นไม่อาจทำให้ชาวกรีกรวมตัวกันได้ สปาร์ตาอ้างว่าไม่สามารถส่งกองทัพไปช่วยได้ จนกว่าจะได้ฤกษ์พระจันทร์เข้าสู่ราศีที่ดี ส่วนรัฐอื่น ๆ ก็ดูสถานการณ์ ทำให้เอเธนส์ต้องเผชิญหน้ากับสงครามอย่างเกือบจะโดดเดี่ยว กองทัพเอเธนส์สู้รบอย่างทรหดเพื่อป้องกันบ้านเกิดเมืองนอนและสามารถป้องกัน กรีกไว้ได้จากการโจมตีครั้งแรก เปอร์เชียเตรียมทัพมหึมาบุกกรีกครั้งใหม่ภายใต้เซอร์เซสทายาทของดาริอุส โดยมาทั้งทางบกและทางเรือ ครั้งนี้นครรัฐกรีกรวมตัวกันเพื่อต่อสู่กับเปอร์เชียอีก ศักดิ์ศรีของเอเธนส์จะยิ่งเพิ่มขึ้น จึงได้มีการจัดตั้งองค์กรประสานงานร่วมกันคือสันนิบาตแพน – เฮลเลนิค ส่วนสปาร์ตาได้เป็นตัวหลักในการจัดตั้งสันนิบาตเพลอปปอนเนเชียนมาก่อนแล้ว

ผล ของสงครามคือ นครรัฐแห่งไอโอเนีย สามารถปลดปล่อยตัวเองจากการยึดครองของเปอร์เชียที่ละแห่งสองแห่ง ที่สำคัญควรแก่การพิจารณาคือการดำรงสันนิบาตที่ตั้งขึ้นเพื่อป้องกันภัยจาก เปอร์เชีย สปาร์ตาได้ถอนตัวออกไป สมาพันธรัฐเพลอปปอนเนเชียนของสปาร์ตาต่างก็พากันถอนตัวออกไปด้วย เอเธนส์รัฐเดียวก็ไม่ไหว ด้วยเหตุนั้นในที่สุดพันธมิตรแบบใหม่ก็ก่อตัวขึ้นภายใต้การนำของ เอเธนส์ คือ สันนิบาตเดเลียน เพราะมีสำนักงานกลางที่เกาะเดลอส นครรัฐที่เป็นสมาชิกมีตั้งแต่ อัตติกะ ถึง ไอโอเนีย เอเธนส์มีความมั่งคั่ง และมีอำนาจเหนือสมาชิกอื่นก็ค่อย ๆ เข้ามามีบทบาทในการควบคุมสมาชิกอื่นจนกลายเป็นจักรวรรดิเอเธนส์ ในราวช่วงศตวรรษ 460 ก่อนคริสตกาล

เรียกได้ว่าในช่วงระยะเวลาครึ่ง ศตวรรษระหว่างเหตุการณ์รบกับเปอร์เชียที่ซาลามิส กับการเริ่มทำสงครามเพลอปปอนเนเชียน (480-431 B.C) นั้นเป็นยุคทองของเอเธนส์ จักรวรรดิเอเธนส์รุ่งเรืองถึงขีดสุด ทรัพย์สมบัติจำนวนมากหลั่งไหลสู่เอเธนส์เพราะในปี 454 ก่อน ค.ศ. ฝ่ายการคลังของสันนิบาตย้ายจากเดลอสไปยังเอเธนส์ เงินทุนต่าง ๆ ถูกจับจ่ายไปในด้านการบำรุงสวัสดิการและการตกแต่งนครเอเธนส์ โดยเอเธนส์อ้างความชอบธรรมว่ากองเรือของตนเฝ้าระวังระไว พร้อมที่จะพิทักษ์สมาชิกจากเปอร์เชียตลอดเวลา สมาชิกบางรัฐต้องการถอนตัวออกจากสันนิบาต แต่แล้วก็พบว่าเอเธนส์พิจารณาว่าการแยกตัวเป็นสิ่งที่ผิดกฎกมายและพร้อมจะ ขู่บังคับบรรดารัฐต่าง ๆ เป็นสมาชิกอยู่ต่อไปด้วยการใช้กำลังทางทหารบังคับ นอกจากนี้แล้วเอเธนส์ยังมีโอกาสและช่องทางดียิ่งในการพาณิชย์ที่เฟื่องฟู อันเป็นผลมาจากอิทธิพลของเอเธนส์ที่แผ่ขยายไปทั่วทะเลเอเจียน เอเธนส์กลายเป็นนครหลวงทางการค้าของโลกเมดิเตอเรเนียนและเป็นนครรัฐที่มี อำนาจสูงสุดในกรีก สปาร์ตาและพันธมิตรของตนวางเฉยอยู่ แต่ในที่สุดนโยบายขยายตัวของจักรวรรดินิยมเอเธนส์ได้ก่อให้เกิดความหวั่น เกรงแก่ทั้งสปาร์ตาและสมาชิกสันนิบาตเพลอปปอนเนเซียน โดยเฉพาะคอรินซ์ซึ่งเป็นคู่แข่งทางการค้าที่สำคัญของจักรวรรดิเอเธนส์จนใน ที่สุดความตึงเครียดได้ปะทุเป็นสงครามเมื่อ 431 ปีก่อน ค.ศ. คือสงครามเพลอปปอนเนเซียน




สงครามเพลอปปอนเนเซียน


สง ครามเพลอปปอนเนเซียน (The Peloponnesian War) เกิดขึ้นในช่วงเวลาตั้งแต่ 431 – 404 ปี ก่อน ค.ศ. มีผู้เปรียบเทียบสงครามครั้งนี้ว่า เหมือนปลาวาฬต่อสู้กับช้าง คือ ระหว่างเอเธนส์ที่มีกำลัง เข้มแข็งทางทะเลกับสปาร์ตาที่เข้มแข็งทางบก การต่อสู้จึงดำเนินยืดเยื้อ สงครามนี้มิใช่ความชัดแย้งทางอุดมการณ์ แต่เป็นการต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจมากกว่า เอเธนส์ใฝ่ฝันที่จะรวมเอาชาวกรีกทั้งหมดเข้ามาอยู่ภายใต้อิทธิพลและอำนาจของ ตน ส่วนสปาร์ตาและพันธมิตรมุ่งจะหยุดยั้งการคุกคามของจักรวรรดินิยมเอเธนส์ ซึ่งในระยะนี้เอเธนส์ได้กลายเป็น “ทรราชย์” ในสายตาของรัฐต่าง ๆ ภายใต้จักรวรรดิ เอเธนส์ ข้อที่น่าสังเกตคือ แม่แบบแห่งประชาธิปไตยถูกผลักดันให้ไปสู่วิธีแบบกดขี่เพื่อธำรงความเป็น จักรวรรดิของตนไว้

ในปี 430 – 429 ก่อน ค.ศ. เอเธนส์ที่เต็มไปด้วยผู้อพยพลี้ภัยได้เกิดกาฬโรคระบาดครั้งใหญ่ ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปราวหนึ่งในสี่รวมทั้งตัวเพอริเคลสด้วย การสูญเสียรัฐบุรุษรวมทั้งความหวาดกลัวต่อโรคระบาดได้นำไปสู่ความเสื่อมทราม ในด้านคุณภาพของรัฐบาลเอเธนส์อย่างรวดเร็ว ตำแหน่งผู้นำได้ถูกเปลี่ยนไปอยู่ในมือของพวกหัวรุนแรงและระบอบประชาธิปไตย ก่อให้เกิดลักษณะอันเลวร้ายของ กฎหมู่ ซึ่งเพอริเคลสเองได้ตั้งข้อสังเกตว่า เขาเกรงกลัวข้อผิดพลาดต่าง ๆ ของเอเธนส์ยิ่งกว่าสปาร์ตาเสียอีก

หลังจากสมัยของเพอริเคลส การรบของเอเธนส์ตกต่ำลง เนื่องจากการวางแผนอย่างหละหลวม ในที่สุดภายใต้การสนับสนุนของเปอร์เชีย กองเรือรบส่วนหนึ่งของกลุ่มสันนิบาตเพลอปปอนเสเชียก็ทำลายส่วนที่เหลือของ กองทัพเอเธนส์โดยสิ้นเชิง ในปี 404 ก่อน ค.ศ. เอเธนส์ยอมจำนน สำหรับ เอเธนส์แล้ว

เมื่อจักรวรรดิสลายตัวลง โครงสร้างทางการเมืองสั่นคลอนอย่างถึงรากถึงโคน เอเธนส์ต้องสูญเสียทั้งทรัพย์สิน จิตใจ แต่อย่างไรก็ตาม เอเธนส์ยังสามารถดำรงความเป็นศูนย์กลางทางภูมิปัญญาและวัฒนธรรมของโลกกรี กต่อมาได้เป็นเวลานาน อีกทั้งยังสามารถฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและการเมืองขึ้นมาได้บ้าง

สภาพของกรีกหลังสงครามเพลอปปอนเนเชียน


สปาร์ ตาได้เป็นรัฐนำของกรีกแทนเอเธนส์ แต่กองเรือรบของสปาร์ตาซึ่งสร้างด้วยเงินของ เปอร์เชียนั้นทำให้สปาร์ตายอมให้เปอร์เชียยึดครองไอโอเนียอีกครั้งหนึ่ง สปาร์ตาอนุรักษ์นิยมมากเกินกว่าจะเป็นนักจักรวรรดินิยมที่ประสบความสำเร็จ จึงไม่อาจให้เหตุผลและชี้นำพวกกรีกได้ ในเอเธนส์และรัฐกรีกอื่น ๆ จำนวนมากได้เกิดความวุ่นวายทางการเมืองคือ การปกครองระบบคณาธิปไตยได้ถูกโค่นลง และกรีกได้เข้าสู่ช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีทางการทหารและการ เมือง ธีบส์ขึ้นสู่อำนาจสูงสุด ส่วนเอเธนส์พยายามจัดตั้งสันนิบาตเอเจียนขึ้นใหม่ แต่ถูกระงับไปด้วยการแทรกแซงของเปอร์เชีย ในช่วงศตวรรษที่ 4 อำนาจเปลี่ยนมือกันระหว่างสปาร์ตา ธีบส์และเอเธนส์ ในขณะที่อาณานิคมกรีกที่ซีราคิวส์มีอำนาจเหนือ ซิซิลีและอิตาลีภาคใต้ เปอร์เชียมักส่งทูตมาพร้อมกับเงินจำนวนมาก พยายามสอดส่องมิให้รัฐใดรัฐหนึ่ง มีอำนาจเข้มแข็งจนเกินไป เพราะจะเป็นภัยต่อเปอร์เชีย

ระหว่างที่กรีกมีความวุ่นวายกันนั้น มาซีดอนคือราชอาณาจักรแถบภูเขาซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของกรีกมาซีดอนนั้นแม้จะ มีเชื้อสายกรีกแต่ก็แทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับวัฒนธรรมเฮลเลนนิคเลย ปี 359 ก่อน ค.ศ. ฟิลิปได้เป็นกษัตริย์แห่งมาซีดอน หลังจากสร้างอาณาจักรของพระองค์จนเป็นปึกแผ่นแล้ว ได้ตีนครรัฐกรีกที่อยู่ในความปั่นป่วนมาเรื่อย ๆ จนได้กรีกทั้งหมดในปี 338 ก่อน ค.ศ.

ฟิลิปผู้ซึ่งชื่นชมวัฒนธรรมกรีกทรงปล่อยให้รัฐกรีกบริหาร กิจการภายในรัฐได้ตามความพอใจ แต่รัฐเหล่านั้นต้องอยู่ภายใต้สันนิบาตที่ทรงควบคุมอยู่ ซึ่งถือกันว่าการยึดครองของฟิลิปทำให้ยุคกรีกคลาสสิคสิ้นสุดลงและจะเปิดทาง ให้กับอารยธรรมแบบกรีก เฮลเลนิสติค ในเวลาอีก 2 ปี ต่อมาเพื่อพระราชโอรสของฟิลิปคือ พระเจ้าอเลกซานเดอร์มหาราชขึ้นครองราชย์ จะเริ่มเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า “เฮลเลนิสติค”




ภูมิปัญญาของกรีกตั้งแต่แรกถึงสมัยคลาสสิก


ชา วกรีกเป็นพวกแรกที่ดำเนินการศึกษาค้นคว้ามนุษย์และจักรวาลจากแง่คิดที่มี เหตุผล และลึกซึ้งเกินกว่าเทพนิยายและกวีนิพนธ์ ชาวกรีกมองจักรวาลในแง่ธรรมชาติมากกว่าปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ โดยอาศัยกฎเกณฑ์ของสาเหตุและผลมากกว่าอ้างเจตนารมณ์ของเทพเจ้า รวมทั้งเป็นชาติแรกที่พยายามจะวางรากฐานทางศีลธรรมและชีวิตที่ดีโดยคำนึงถึง เหตุผลมากกว่าการดลใจจากเทพเจ้า ชาวกรีกจึงเป็นนักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์ภาคทฤษฏีกลุ่มแรก จริงอยู่ที่ชนชาติโบราณ เช่น บาบิโลเนีย และอียิปต์ได้มีการค้นพบสิ่งเหล่านี้ แต่สำหรับกรีกแล้วได้นำความรู้นั้นไปสู่จุดหมายปลายทางใหม่ คือ ความเข้าใจอย่างมีเหตุผลเกี่ยวกับมนุษย์และจักรวาล ความสำเร็จของชาวกรีกได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นการค้นพบทางสติปัญญา

เป็น ที่น่าสนใจว่านักปรัชญาของกรีกประสบความสำเร็จได้อย่างไร ในเมื่อศาสนาของกรีกเป็นศาสนาที่มีเทพเจ้าและกรีกมีละคร พิธีกรรม ศิลปะและสถาปัตยกรรมที่เนื่องในศาสนา คำตอบคือนักปรัชญาของกรีกประสบความสำเร็จก็เพราะกันเทพเจ้าไว้ส่วนหนึ่ง รวมทั้งแยกแยะสิ่งที่เป็นธรรมชาติออกจากสิ่งเหนือธรรมชาติ ที่สำคัญพวกกรีกมีความใจกว้างและความกล้าหาญที่จะค้นหาความจริงจากสิ่งต่าง ๆ ด้วยปัญญา

ความใจกว้างและกล้าเผชิญความจริงนั้นได้รับการส่งเสริม ด้วยบรรยากาศที่เสรีและวุ่นวายของนครรัฐลัทธิเหตุผลนิยมเป็นผลผลิตจากลัทธิ ปัจเจกชนนิยมของกรีกเอง

ความคิดและสำนึกในกรีก


ความ เป็นปัจเจกชนนิยมได้ทำให้เกิด กวีนิพนธ์ประเภทลีริค และก่อให้เกิดความพยายามของมนุษย์ในการเข้าใจธรรมชาติของจักรวาลโดยอาศัย เหตุผล นักปรัชญา นักวิทยาศาสตร์ ทฤษฎี ได้เกิดตั้งแต่สมัยไอโอเนีย นอกจากนี้กรีกยังมี สำนักไพธากอเรียน ของไพธากอรัส (Pythagoras) (ประมาณปี 528 – 507 ก่อน ค.ศ.) เป็นสำนักกึ่งวิทยาศาสตร์กึ่งมายาศาสตร์ เมื่อถึง ศตวรรษที่ 5 ก่อน ค.ศ. ได้มีการยกเอาปัญหาเกี่ยวกับจักรวาลมาพิจารณาอย่างละเอียด และมีความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่ได้จากการรวบรวมข้อมูลบันทึกประวัติคนไข้ เพื่อศึกษาสาเหตุของการเจ็บป่วย
การรวบรวมและยกย่องข้อเท็จจริงได้มี อิทธิพลต่อนักประวิตศาสตร์กรีกในสมัยนั้นเช่นกัน ประวัติศาสตร์ในสมัยใหม่เริ่มพร้อมกับ เฮโรโดตัส (Herodotus? – 424 ก่อน ค.ศ.) นายพลชาวเอเธนส์ไม่ได้
ปรัชญาประวัติศาสตร์ ของ ธูซิดิส คือ ประวัติศาสตร์เป็นผลสืบเนื่องของกิจกรรมทางการเมืองที่รัฐบุรุษและสภาของ ประชาชนและผู้ที่กระทำนั้น เขาเน้นทางด้านการเมืองและแรงกระตุ้นที่อยู่เบื้องหลังกิจกรรมการเมือง

พวก โซฟิสต์ (Sophists) เป็นพวกที่สงสัยไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ คนพวกนี้เป็นกลุ่มครูอาชีพที่เดินทางจากทุกมุมเมืองมาแสวงหาความมั่งคั่งที่ นครเอเธนส์ พวกโซฟิสต์สนใจเรื่องของมนุษย์เป็นสำคัญและสอนศิษย์ให้รู้จักการโต้วาทีและ การทำตนให้ก้าวหน้า ขณะเดียวกันก็ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับลัทธิศาสนา ความจงรักภักดีต่อชาติบ้านเมือง และการอุทิศตนเพื่อสวัสดิการของชุมชน ด้วยพฤติกรรมดังกล่าวในระยะหลังจึงมีส่วนในการทำลายล้างเจตนารมณ์ของนครรัฐ

นอก จากนี้ยังมีกลุ่มนักคิดที่เด่น ๆ คือ โสกราติส (Socrates ปี 469 – 399 ก่อน ค.ศ.) เปลโต้ (Plato ปี 427 – 347 ก่อน ค.ศ.) เปลโต้เป็นศิษย์ของโสกราติส ความคิดของเปลโต้มีส่วนสำคัญอย่างลึกซึ้งในการส่งเสริมพัฒนาการของวิชาวิทยา ศาสตร์สาขาคณิตศาสตร์ ส่วนในด้านปรัชญานั้นได้มีพัฒนาการที่ก้าวหน้าต่อมีอีกกว่า 2 พันปี ภายใต้เปลโต้และศิษย์ของเขาคือ อริสโตเติล (Aristotle ปี 384 ก่อน ค.ศ. ) อริสโตเติลเป็นนักวิชาการระดับโลกที่มีงานหลายแขนง ทั้งชีววิทยา การเมือง วรรคดี จริยธรรม และตรรกวิทยา ฟิสิกส์ และเมตาฟิสิกส์ อริสโตเติลเป็นพระอาจารย์ของอเลกซานเดอร์มหาราช เขามีความเกี่ยวพันกับช่วงสุดท้ายของกรีกในสมัยคลาสสิค เปลโต้และอริสโตเติลเป็นตัวแทนของจุดสุดยอดของปรัชญากรีกทั้งสองเป็นคนเคร่ง ศาสนา แต่ทั้งสองท่านก็ได้ อุทิศตนอยู่กับการหาเหตุผลและสามารถสร้างระบบปรัชญาที่ลึกซึ้ง แนวความคิดของทั้งสองทำให้การปฏิวัติภูมิปัญญาของกรีก ขึ้นถึงจุดสุดยอดและสมบูรณ์ซึ่งนำทั้งความรุ่งโรจน์และวุ่นวายมาสู่กรีก

กรีกสมัยเฮลเลนิสติค : อเล็คซานเดอร์มหาราช


กรี กตกอยู่ใต้อำนาจของแมกซีโตเนีย (มาซีดอน) ในสมัยพระเจ้าฟิลิปที่ 2 (Phillip II 359 – 336 ก่อน ค.ศ.) เมื่อ 338 ก่อน ค.ศ. แมกซีโดเนียเป็นรัฐของกรีกทางตอนเหนือ เมื่อ 336 ก่อน ค.ศ. พระเจ้าฟิลิปได้เตรียมการโจมตีจักรวรรดิเปอร์เชียเพื่อเบี่ยงเบนความคุมแค้น ของนครรัฐกรีกที่มีต่อพระองค์ให้เปลี่ยนเป็นการสนับสนุนแต่พระองค์ถูกลอบปลง พระชนม์เสียก่อน

พระเจ้าอเล็คซานเดอร์ (Alexander the Great 356 – 323 B.C.) ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชบิดาเมื่อพระชนม์ได้ 20 พรรษา ทรงเป็นผลผลิตของพระอาจารย์ที่สำคัญ 2 ท่าน คือ อริสโตเติลและกษัตริย์ฟิลิปพระราชบิดา พระเจ้าอเล็คซานเดอร์นอกจากจะสง่างามแล้วก็ยังเก่งทางด้านกรีฑาและมีพระ ปรีชาญาณทรงเป็นแม่ทัพที่มีความสามารถ และทรงสนับสนุนวัฒนธรรมแล้วยังเก่งทางด้านกรีฑาและมีพระราชปรีชาญาณทรงเป็น แม่ทัพที่มีความสามารถ และทรงสนับสนุนวัฒนธรรมกรีกตลอดจนวิธีดำเนินชีวิตของชาวกรีก

หลังจา กอเลกซานเดอร์ทรงปราบกบฏชาวธีบส์แล้ว ทรงฝักใฝ่ในการต่อสู้กับจักรวรรดิ์เปอร์เซียภายหลังชัยชนะครั้งแล้วครั้ง เล่า ชาวกรีกมองพระองค์ในฐานะวีระบุรุษ ปี 334 ก่อน ค.ศ. ทรงนำกองทัพของกรีกและแมกซีโดเนีย จำนวน 40,000 คน ข้ามช่องแคบดาดะแนลสู่เอเชียไมเนอร์ และพิชิตมณฑลซีเรีย และอียิปต์ของจักรวรรดิ์เปอร์เซีย จากนั้นได้พิชิตจักรวรรดิเปอร์เอเชีย ใน ปี 331 ก่อน ค.ศ.

การพิชิตเปอร์เชียของอเลกซานเดอร์นับเป็นการวาง พื้นฐานของยุคใหม่หรือช่วงเวลาที่รู้จักกันในนาม “เฮลเลนิสติค” ซึ่งในช่วงนี้กรีกเป็นเจ้าแห่งโลกโบราณ และภายใต้การปกครองของกรีก วัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ของหลายชนชาติได้พัฒนาขึ้น โดยคงความเป็นกรีกในแง่ประเพณี แต่มีการกลายสภาพไปตามอิทธิพลของอารยธรรมตะวันออกของแดนที่ตกมาอยู่ในความ ครอบครอง และตามสภาพแวดล้อมใหม่ที่กว้างขวางซึ่งชาวกรีกดำรงอยู่
นโยบาย ของอเลกซานเดอร์ในการจัดตั้งนครในดินแดนที่พระองค์เข้าพิชิตคือ การให้ชาวกรีกเข้าไปตั้งรกรากอยู่ให้เต็ม แม้พระราชประสงค์ใหญ่จะต้องการให้ชุมชนดังกล่าวเป็นฐานทัพและศูนย์การค้าก็ ตาม บรรดานครที่ตั้งขึ้นนี้ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ นครอเลกซานเดรียในอียิปต์ที่อยู่ปากแม่น้ำไนล์ นครนี้ได้เจริญกว่าบรรดานครของกรีกเอง จนกลายเป็นศูนย์กลางการพาณิชย์ของโลกเฮลเลนิสติค และภายในเวลาไม่นานก็ได้พัฒนาชีวิตทางด้านวัฒนธรรมและภูมิปัญญาจนทำให้เอ เธนส์สมัยเดียวกันได้อาย

พระเจ้าอเลกซานเดอร์ยกทัพไปไกลจนถึงลุ่มน้ำ สินธุของอินเดีย เมื่อกองทัพของพระองค์ปฏิเสธจะเดินทัพต่อ พระองค์ได้ตัดสินพระทัยยกทัพกลับเปอร์เชีย และได้ประชวรสิ้นพระชนม์ ขณะเมื่อพระชนม์ได้ 32 พรรษา ใน ปี 323 ก่อน ค.ศ.

จักรวรรดิของอเลก ซานเดอร์นับเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่เท่าที่เคยมีมาในโลก พระองค์ทรงปรับตัวตามขนบธรรมเนียมประเพณีของดินแดนที่ยึดครอง เช่น ทรงปกครองอียิปต์ประดุจฟาโรห์ผู้ศักดิ์สิทธิ์ปกครองเปอร์เชียตามตามแบบของ กษัตริย์ตามแบบตะวันออก และทรงมีพระราชประสงค์จะรวมกรีกกับโลกตะวันออกให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ลงก่อนที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ ได้ทิ้งความรู้สึกสูญเสียและความสับสนไว้เบื้องหลังในรัฐอันกว้างใหญ่




รัฐเป็นที่ทายาทสืบทอด


จักรวรรดิ ของอเลกซานเดอร์ถูกแบ่งกันในกลุ่มแม่ทัพของพระองค์ คือ โทเลมี (Ptolemy) นายพลผู้สามารถที่สุดคนหนึ่งปกครองอียิปต์ โดยได้สถาปนาราชวงศ์โทเลมี ซึ่งดำรงต่อมาจนถึงปี 30 ปี ก่อน ค.ศ. เมื่อกองทัพโรมันปลดพระองค์สุดท้ายออกจากตำแหน่ง

ทางเหนือของซีเรีย และส่วนใหญ่ของมณฑลในจักรวรรดิเปอร์เซียโบราณตกเป็นของซีลูซุส (Selecus) ผู้สถาปนาราชวงศ์ซิลิซิด ซึ่งมีศูนย์กลางแห่งอำนาจอยู่ที่เมืองแอนติออค ทางเหนือของซีเรียกลุ่มชาวยิวและเปอร์เซียมักก่อการกบฎด้วยความไม่พอใจในแนว คิดทางศาสนาของกรีก ราชอาณาจักรของราชวงศ์นี้จึงวุ่นวาย และไม่เป็นระเบียบเท่ากับราชวงศ์โทเลมี
ส่วนแมกซีโดเนียตกอยู่ใต้คัสซาน เดอร์ (Cassander) และราชวงศ์แอนติโกนิคในเวลาต่อมา ซึ่งมีอำนาจปกครองเหนือนครรัฐทั้งหลายลงมาทางใต้ แต่ก็มีฐานะไม่มั่นคงนัก และมีอำนาจด้อยกว่าราชวงศ์โทเลมีและซิลูซิต

ความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์


สภาพ แวดล้อมใหม่ในสมัยอเล็คซานเดอร์เปิดโอกาสอย่างกว้างขวางและกระตุ้นความใจ กว้างที่ไม่ถือชาติภาษา ยุคนี้จึงเป็นยุคแห่งความรุ่งโรจน์และยุคธุรกิจ ตลอดจนความสำเร็จของอาชีพการค้าและการธนาคาร แต่สิ่งเหล่านี้เป็นผลดีกับชนส่วนน้อยเท่านั้น ระบบทาสยังคงมีอยู่และเพิ่มมากขึ้น ชาวนาและสามัญชนยังขัดสน ระบบการเพาะปลูกเป็นการทำไร่นาขนาดใหญ่ที่ใช้แรงงานทาส

ชาวกรีกที่ อยู่ตามนครรัฐนั้น ยังคงมีสิทธิ์มีเสียงทางการเมืองภายในอยู่โดยผ่านสถาบันการเมืองเก่า ๆ แต่เศรษฐกิจของคาบสมุทรกรีกคงที่ จึงมีคนกรีกบางส่วนออกไปจากบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อแสวงหาโอกาส ชาวกรีกเหล่านี้เองพบว่าคนอยู่ในโลกที่สับสนวุ่นวาย โดดเดี่ยว ซึ่งมีแนวโน้มไปสู่ความเป็นปัจเจกชนนิยม ความชำนาญในวิชาชีพที่มีตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 ก่อน ค.ศ. ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนการละครเน้นละครตลก

ศาสนาและจริยธรรม


ความ เป็นปัจจเจกชนนิยมแสดงออกมาทางด้านแนวคิดทางศาสนา และจริยธรรมที่เน้นความสำเร็จส่วนตัวหรือความรอดเฉพาะตัว มากกว่าจะร่วมในความผูกพันกับชุมชนในช่วงนี้ความแตกต่างระหว่างชาวกรีกกับ อารยชนหมดไปแล้ว และมีแนวโน้มที่จะหันเหออกจากเทพเจ้าแห่งเขาโอลิมปัสเดิมของตน และแสวงหาความปลอบประโลมจากแนวคิดทางศาสนาที่ผูกพันเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น และมีอำนาจมากยิ่งขึ้น ศาสนาเฮลเลนิสติคมีลักษณะพิเศษคือ แยกบุคคลออกจากการร่วมกิจกรรมทางสังคมและการแสวงหาที่พักพิงใจในโลกที่ วุ่นวายและไม่แน่นอน

ศาสนาต่าง ๆ ในช่วงนี้จึงมีทั้งพิธีกรรมอันลึกลับและการมุ่งสู่ความอยู่รอด โดยมีการบูชาเทพเจ้าหลายองค์ นอกจากนี้ยังมีการฟื้นตัวของโหราศาสตร์แห่งบาบิโลเนียใหม่ ตลอดจนเรื่องอาถรรพ์ เวทย์มนต์และแม่มดหมอผี
นอกจากนี้ยังมีชาวกรี กอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้หันไปหาศาสนาแบบตะวันออก แต่พยายามปรับแก่นแท้ของขนบธรรมเนียมเฮลเลนิสติคให้เข้ากับสภาพใหม่ ๆ คือ พวกสเค็ปติค ซีนิค สโตอิค และ เอพิคคิวเรียน หรือที่เรียกรวมกันว่าเป็น “ปรัชญาแห่งการปฏิบัติตน”

Friday, June 19, 2009

Roman empire

ประวัติศาสตร์และอารยธรรมโรมัน
โรมสมัยต้น


โรม ก่อตัวจากหมู่บ้านทางภาคกลางของอิตาลี อุปนิสัยของโรมันคือ ความเคร่งขรึมและสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ อย่างช้า ๆ แต่มั่นคง ความสามารถทางทหารของโรมันอยู่ที่ความอดทนมากกว่ายุทธวิธีที่ฉลาดปราด เปรื่อง

ระยะแรกสำหรับประวัติศาสตร์โรมนั้นค่อนข้างมืดมน ราว 750 ปีก่อน ค.ศ. มีผู้อพยพมาตั้ง ถิ่นฐานแถบภูเขาพาเลนไตน์ใกล้แม่น้ำไทเบอร์ ต่อมาประมาณ 600 ปี ก่อน ค.ศ. บรรดาผู้อพยพต่างรวมตัวกันตั้งนครรัฐแห่งโรมขึ้น ทำเลของนครรัฐตั้งอยู่ในที่ซึ่งเหมาะสม เหมาะสำหรับความเจริญของโรมในอนาคตทางเหนือของโรมติดต่อกัยดินแกนที่เรียก ว่า อีทรูเรีย คือ ทัสคานีปัจจุบัน อีทรูเนียเป็นที่อยู่อาศัยของพวกที่มีอารยธรรมสูงเรียกว่า อีทรัสกัน ซึ่งเป็นพวกที่วางรูปวัฒนธรรมของชาวโรมันแต่เริ่มแรก

ชาวอีทรัสกัน เป็นพวกที่รับอารยธรรมกรีกมาผสมผสานกับอารยธรรมของตนและส่งต่อให้กับโรม การปกครองของโรมในระยะแรกอยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์ที่มีพื้นเพเป็นอิท รัสกัน ความเป็นผู้นำที่มีความสามารถและมุ่งต่อการรุกราน ทำให้ชาวโรมันเป็นชาติที่ทรงอำนาจเหนือชนชาติอื่น ๆ ในละติอุมชุมชนโรมันเจริญทั้งกำลังและความมั่งคั่ง และแล้วก็ได้มีการสร้างวิหารใหญ่โตตามแบบสถาปัตยกรรมของอีทรัสคันขึ้นบน ภูเขาแห่งหนึ่งสำหรับเทพเจ้าจูปีเตอร์ของชาวโรมัน

ในราว 509 ก่อน ค.ศ. ขุนนางโรมันประสบความสำเร็จในการล้มกษัตริย์อีทรัสกัน และเปลี่ยนแปลงระบอบกษัตริย์มาเป็นสาธารณรัฐปกครองโดยชนชั้นขุนนาง มีประมุข 2 คน แทนที่กษัตริย์เรียกว่ากงสุลสภาขุนนาง (สภาเชเนท) เลือกตั้งกงสุลเป็นประจำทุกปี กงสุลปกครองโดยมีสภาขุนนางเป็นที่ปรึกษาการปกครองนั้น แม้จะปกครองในนามชาวโรมันแต่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของชนชั้นสูง คือ แพทริเชียน ส่วนชนชั้นต่ำหรือเพลเบียนนั้น เกือบไม่มีสิทธิทางการเมืองเลย การแต่งงานระหว่าง เพลเบียนกับแพทริเชียนยังเป็นสิ่งต้องห้ามอย่างเด็ดขาดในระยะแรก ๆ

พวก เพลเบียนค่อย ๆ ยกฐานะของตน เพื่อเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครอง ในชั้นแรกพวกนี้รวมกลุ่มกันจัดตั้งสภาที่ปรึกษา ซึ่งต่อมากลายเป็นองค์กรสำคัญทางการเมืองที่เรียกว่าสภาของเผ่า พวกเพลเบียนเลือกตัวแทนของตนเรียกว่า ทรีบูน ให้เป็นปากเสียงและเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของตนในรัฐบาลซึ่งคุมโดยแพทริเชียน ทรีบูนเป็นพวกที่ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน

เมื่อประมาณ 450 ก่อน ค.ศ. ได้มีการนำกฎหมายที่สืบทอดกันมาตามประเพณีมาเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร คือ กฎหมายสิบสองโต๊ะ กฎหมายนี้ช่วยพิทักษ์บรรดาเพลเบียนให้พ้นจากอำนาจตามอำเภอใจของกงสุลที่มา จากชนชั้นแพทริเชียน กฎหมายสิบสองโต๊ะนี้นับว่ามีความสำคัญมากต่อพัฒนาการทางกฎหมายรัฐธรรมนูญของ โรมัน

การพิทักษ์ทางกฎหมาย ทำให้เพลเบียนสามารถจัดการกับเรื่องการจัดสรรที่ดินให้พวกตนได้รับการแบ่ง ปันบ้าง สภาของเป่าของพวกเพลเบียนได้รับอำนาจในการริเริ่มร่างกฎหมายและมีบทบาทในการ ปกครองโรมัน ช่วงนี้การแต่งงานกลายเป็นสิ่งไม่ต้องห้าม ต่อมามีกฎหมายที่รองรับให้เพลเบียนมีบทบาทในการปกครองมากขึ้น มาตรการเหล่านี้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโรมไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ซึ่งสำเร็จบริบูรณ์ในปี 287 ก่อน ค.ศ.

การแผ่อำนาจของโรมนั้น มีทั้งการเป็นพันธมิตรและการทำสงครามกับพวกที่เป็นศัตรู อาณาจักรของโรมขยายตัวไปเรื่อย ๆ แต่ชาวโรมันมักจะใจกว้างต่อบรรดาชาติอิตาลีที่ตนเข้าปกครอง โดยยอมให้มีการปกครองตนเองมากพอสมควร จึงมักประสบความสำเร็จในการรักษาความสวามิภักดิ์ไว้ได้ ในเวลาต่อมาเมื่อพิสูจน์ว่าคนในปกครองจงรักภักดีก็จะยอมให้เป็นพลเมืองโรมัน ด้วยวิธีการนี้โรมจึงสามารถสร้างจักรวรรดิที่มีอายุยืนยาวกว่าจักรวรรดิเอ เธนส์ของเพริเคลส เมื่อประมาณ 265 ก่อน ค.ศ. โรมอยู่ในฐานะที่ทัดเทียมกับคาร์เธจและนครรัฐทายาทของกรีก คือ เป็นหนึ่งในมหาอำนาจของทะเล เมดิเตอเรเนียน






สงครามพิวนิค (264 – 146 ก่อน ค.ศ.)


เมื่อ โรมกับคาร์เธจเผชิญหน้ากัน ได้เกิดสงคราม 3 ครั้ง เรียกว่า สงครามพิวนิค (The Punic War, พิวนิคมาจากคำว่า โพเอนุส ในภาษาละติน ซึ่งเป็นคำเรียกพวกฟินิเชียหรือคาร์เธจ) สงครามพิวนิคครั้งแรกเกิดเมื่อ 246 – 241 ก่อน ค.ศ. ครั้งที่สองเกิดขึ้นเมื่อ 218 – 201 ก่อน ค.ศ. สงครามสองครั้งแรกนี้กินเวลานานและรุนแรงมาก โรมพ่ายแพ้ในการรบหลายครั้ง แต่ก็อดทนจนได้ชัยชนะในการรบครั้งสุดท้ายเมื่อ 149 – 146 ก่อน ค.ศ. คาร์เธจเหลือแต่ซาก โรมได้ครองดินแดนอันกว้างใหญ่ของคาร์เธจในอาฟริกา ซิซิลี และ สเปน

ชัยชนะของโรมเหนือคาร์เธจ ยังผลให้โรมมีอำนาจเหนือรัฐอื่นในทะเลเมดิเตอเรเนียน บรรดาอาณาจักรกรีกเฮลเลนิสติคที่แก่งแย่งชิงดีกัน มักของความช่วยเหลือจากโรมให้ช่วยต่อต้านศัตรูของตน โรมให้ความสนับสนุนเพื่อรักษาดุลย์แห่งอำนาจ แต่ต่อมาโรมเข้าปกครองเสียเอง ระหว่างศตวรรษที่ 2 ก่อน ค.ศ. โลกเฮลเลนิสติคส่วนมากอยู่ภายใต้อำนาจโรมันทั้งทางตรงและทางอ้อม ต่อมา 189 ก่อน ค.ศ. โรมได้ชัยชนะอย่างเด็ดขาดเหนือพวกซีลูซีด และปราบปรามแมกซิโดเนียได้ในปี 148 ก่อน ค.ศ. และทำลายเมืองคอรินธ์ ในปี 146 ก่อน ค.ศ. โรมค่อย ๆ เปลี่ยนกรีซให้กลายเป็นมณฑลโรมันภายใต้การปกครองของข้าหลวงแห่งรัฐ อาณาจักรเฮลเลนิสติคที่เหลือไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะยอมรับความเป็น ผู้นำของโรมและค่อย ๆ กลายเป็นมณฑลของโรมไปในที่สุด

ในส่วนของโรมนั้น เมื่อเป็นใหญ่เหนือโลกทะเลเมดิเตอเรเนียน ได้เกิดปัญหาในการปรับตัวของรัฐบาลให้เหมาะสมกับการปกครองจักรวรรดิ


อ่างน้ำพุ Fontana dei Quattro Fiumi กลางจัตุรัส





การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองระหว่างปี 246 – 146 ก่อน ค.ศ.


ช่วง ระยะเวลาระหว่างสงครามพิวนิคทั้ง 3 ครั้ง ได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของโรม ส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงมาจากความเป็นมาในความมั่งคั่งร่ำรวย และความสำเร็จทางด้านการทหาร ซึ่งค่อย ๆ บ่อนทำลายคุณความดีดั้งเดิมของพลเมือง อีกนัยหนึ่งเมื่อโรมพิชิตกรีกนั้น โรมค่อย ๆ ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของโลกเฮลเลนิสติค ทั้งความฟุ่มเฟือยและความเป็นปัจเจกชนนิยมอย่างเต็มที่ สิ่งเหล่านี้ได้กัดกร่อนความเป็นอนุรักษ์นิยม และการอุทิศตนเพื่อส่วนรวมของคนโรมัน แต่การสูญเสียของโรมก็ได้รับการทดแทนในเรื่องของวัฒนธรรมและภูมิปัญญา โรมได้รับหลักสโตอิคเกี่ยวกับเรื่องภราดรภาพสากลเป็นหลักปรัชญาที่เหมาะสม สำหรับจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ รัฐบุรุษโรมันหลายคนได้กลายเป็นพวกสโตอิค ส่วนทางด้านการเกษตรโรมได้รับเอาเทคนิคการเกษตรแบบเฮลเลนิสติคเข้ามาด้วย คือ การทำกสิกรรมขนาดใหญ่

การทำกสิกรรมขนาดใหญ่ หรือ “ลาติฟุนเดีย” เกิดขึ้นเนื่องจากการทำสงครามได้นำความมั่งคั่งและทาสจำนวนมากมาสู่ชาวโรมัน อิตาลีทางภาคกลาง และภาคใต้จึงเต็มไปด้วยผืนนาขนาดใหญ่เข้าแทนที่นาอิสระเล็ก ๆ นาอิสระเล็ก ๆ จะผลิตข้าวชนิดต่าง ๆ ส่วนลาติฟุนเดียมุ่งผลิตพืชผลที่ค้ากำไร เช่น องุ่น เพื่อทำเหล้า มะกอกเพื่อทำน้ำมันมะกอก รวมทั้งเลี้ยงแกะ ชาวนาเล็ก ๆ นั้น เมื่อถูกเกณฑ์ทหารบ่อยเข้า ได้ขายที่นาแก่เจ้าของลาติฟุนเดีย และในที่สุดต้องอพยพเข้าเมืองไปอยู่ตามเมืองต่าง ๆ โดยเฉพาะในกรุงโรม ต่อมาคนอพยพที่ว่างงานเหล่านี้จะก่อความไม่สงบหลายครั้ง จนทำให้รัฐบาลหวาดเกรงและใช้นโยบายให้อาหารตลอดจนการบันเทิงโดยไม่คิดมูลค่า จนเป็นการเพาะนิสัยว่าจะต้องได้ “ขนมปังและละครสัตว์”

ในขณะที่โรม ต่อสู่กับคาร์เธจนั้น การค้าที่เติบโตขึ้นทำให้เกิดชนชั้นใหม่คือนักธุรกิจและผู้รับเหมางานสาธารณ ประโยชน์ เมื่อพวกนี้มั่งคั่งขึ้นจะกลายเป็นคู่แข่งของขุนนางสมาชิกสภาเซเนทเจ้าของ ที่ดิน ชนชั้นใหม่นี้เรียกว่า อัศวิน หรือ “ผู้ขี่ม้า” เพราะพวกนี้สามารถรับราชการในกองทัพโดยเป็นทหารม้ามากกว่าทหารราบ ชนชั้นขี่ม้านี้ปกติจะไม่สนใจการเมืองนอกจากเรื่องที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ ของตน ชัยชนะทางทหารและการติดต่อกับโลกเฮลเลนิสติค ทำให้พวกขุนนางเจ้าที่ดินและชนชั้นขี่ม้ามีความเป็นอยู่ที่ร่ำรวยฟุ่มเฟือย ช่วงระหว่างคนรวยกับคนจนก็ขยายกว้างไปเรื่อย ๆ แรงกดดันความไม่สงบในสังคมเริ่มคุกคามเสถียรภาพของสังคมโรมัน

ข้า หลวงและขุนนางโรมันในสมัยนี้ปกครองแบบไม่ยุติธรรมซึ่งต่างจากในสมัยแรก มีการขูดรีดประชาชนประชาชนเพื่อแสวงหาความมั่งคั่งเป็นส่วนตัว การฉ้อราษฎร์บังหลวงนี้ได้รับการลงโทษสถานเบาเพราะผู้พิพากษาบางคนลังเลใจ ที่จะลงโทษขุนนางชั้นเดียวกับตน และบางคนก็รับสินบน






ความรุนแรงและการปฏิวัติในศตวรรษสุดท้ายของสาธารณรัฐ (133 – 30 ปี ก่อน ค.ศ.)


ท่าม กลางปัญหานั้นได้มีความพยายามที่จะปฏิรูปไทบีเรียส และไกอุส สองพี่น้อง สกุลราสชุส พยายามดำเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อประชาชน ทั้งสองเคยรับราชการในตำแหน่งทรีบูน แต่ความพยายามของเขาล้มเหลว ตัวของทั้งคู่ถูกฆาตกรรม ไทบีเรียสในปี 133 ก่อน ค.ศ. และไกอุส ในปี 121 ก่อน ค.ศ.
หลังจากนั้นได้มีความพยายามของมวลชนและชนชั้นขี่ม้าที่จะสู้ กับพวกสภาเซเนท บรรดาบุคคลทั้งหลายต่างพยายามแสวงหาทางใช้อาชีพทหารในการไต่เต้าขึ้นสู่ อำนาจทางการเมือง ผู้บัญชาการทหารมักจะสู้กันเพื่อช่วงชิงความเป็นใหญ่ทางการเมือง เช่น ซุลลากับมาริคุส กองทหารโรมันเวลานี้กลายเป็นหนทางสู่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ กองทัพมีท่าทีว่าจะเป็นทหารอาชีพและทหารเริ่มอยู่ใต้ผู้บังคับบัญชามากกว่า อยู่ใต้รัฐ ในปี 83 ก่อน ค.ศ. ซุลลาได้ยึดอำนาจและตั้งตนเป็นผู้เผด็จการ หลังจากได้ออกกฎหมายเพื่อเสริมอำนาจให้กับสภาเซเนทแล้วเขาก็ปลดเกษียณ ใช้ชีวิตส่วนตัวอย่างสบบายในคฤหาสน์นอกเมืองที่คัมปาเนีย

ในช่วง ทศวรรษที่ 60 ก่อน ค.ศ. ซิเซโร นักปรัชญาการเมืองและนักวาทศิลป์ พยายามรวมสภาเซเนทและชนชั้นขี่ม้าเข้าด้วยกันเพื่อต่อต้านการคุกคามที่ รุนแรงขึ้นทั้งของพวกนายพลและมวลชน แต่ซิเซโรไม่ประสบผลสำเร็จด้วยความด้อยสมรรถภาพของสภาเซเนทเอง ผู้นำทางการทหารเด่น ๆ เช่น ปอมเปอี จูเลียส ซีซาร์ ต่างพยายามหาความสนับสนุนจากชนชั้นต่ำ สาธารณรัฐใกล้จะเสื่อมสลายลงไป แต่ก็มีระบอบใหม่ที่ช่วยให้โรมดำรงความยิ่งใหญ่ต่อไปได้ คือ ระบอบปรินซ์ซิเปต






ระบอบปรินช์ซิเปต


เมื่อ ซีซาร์ประสบการต่อต้านจากซิเซโร ได้หันไปเป็นพันธมิตรกับปอมเปอี และกราซุส เศรษฐีผู้ทะเยอทะยาน บุคคลทั้งสามรวมตัวกันเป็นกลุ่มเหนือกฎหมายที่เรียกว่า “คณะสามผู้นำชุดแรก”

ขณะ ที่ซีซาร์เดินทางไปรบที่กอล ปอมเปอีและสภาเซเนทร่วมมือกันต่อต้านซีซาร์และกล่าวหาว่าเขาเป็นศัตรูของ ประชาชน ซีซาร์ยกทัพกลับมาเอาชนะได้ ปอมเปอีหนีไปอียิปต์และถูกมาตกรรมที่นั่น ซีซาร์กลายเป็นผู้เผด็จการ ซึ่งในที่สุดบังคับให้สภาเซเนทมอบอำนาจผู้เผด็จการตลอดชีพให้เขา นอกจากนี้ ยังได้รับตำแหน่งผู้พิทักษ์ทรีบูน รวมทั้งตำแหน่งอื่น ๆ เช่น ตำแหน่ง ปอนนีเฟ็กซ์ แม็กซิมุส (อัครสังฆราช) ในปี 44 ก่อน ค.ศ. เขาได้รับการบูชาเยี่ยงเทพเจ้า

ซีซาร์ใช้อำนาจเผด็จการปฏิรูป สาธารณรัฐทั้งรัฐบาลส่วนกลางและภูมิภาค เขาจัดตั้งอาณานิคมเป็นจำนวนมากเพื่อลดจำนวนคนว่างงาน การปฏิรูปของซีซาร์ทำให้เกิดผลดีต่อประชาชนจักรวรรดิโรมัน แต่เขาดำเนินการกว้างขวางและรวดเร็วเกินไปทำให้เกิดความหวั่นเกรงในสภาเซเนท จนทำให้เขาถูกฆาตกรรม โดยพวกสภาเซเนทหัวอนุรักษ์นิยม เมื่อ 44 ปี ก่อน ค.ศ.

เมื่อ ซีซาร์ถูกฆาตกรรมได้เกิดการแย่งชิงอำนาจต่อมาอีก 14 ปี ในท้ายที่สุด อ๊อคเตเวียน ผู้เป็นหลานและบุตรบุญธรรมของซีซาร์ได้ชัยชนะ อ๊อคเตเวียน หรือ ออกุสตุส เปลี่ยนโรมจากสาธารณรัฐเป็นจักรวรรดิได้สำเร็จ โดยได้รับการยอมรับจากสภาเซเนท






ยุคของออกุสตุส


ใน ปี 31 ก่อน ค.ศ. กำลังทางทหารของอ๊อคเตเวียน ทำลายล้างกำลังของ มาร์ค แอนโทนีและคลีโอพัตราที่อัคตีอุม ถัดจากนั้นอีกปีหนึ่ง อ๊อคเตเวียนยาตราทัพเข้าสู่อเลกซานเดรียในฐานะประมุขของดินแดนในทะเลเมดิเต อเรเนียน

อ๊อคเตเวียนปฏิรูปโรมอย่างสมบูรณ์ เขายึดถือว่าความยิ่งใหญ่ที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่การพิชิตแต่อยู่ที่การเสริมสร้าง อ๊อคเตเวียนครองตำแหน่งสำคัญ ๆ และคุมกองทัพเช่นเดียวกับซีซาร์ เช่น ตำแหน่งพรินเซบส์ (Princeps) หรือพลเมืองโรมันคนที่หนึ่ง ในปี 27 ก่อน ค.ศ. เขาได้รับชื่อใหม่ว่า “ออกุสตุส” ซึ่งมีความหมายเกี่ยวกับการเคารพนับถือระบบการปกครองที่ใช้ คือ ระบอบพรินซิเพท ออกุสตุสใช้ชีวิตที่ง่าย ๆ ไม่ฟุ้งเฟ้อ ยกย่องเกียรติภูมิของเซเนท เขาปกครองโดยรู้สำนึกถึงความคิดเห็นของประชาชนและสภาเซเนท ตลอดจนเคารพจารีต ประเพณี แต่ออกุสตุสก็เป็นเจ้าเหนือหัวที่แท้จริงของโรม ออกุสตุสให้สันติภาพความมั่นคงปลอดภัย ความเจริญรุ่งเรือง และความยุติธรรมรวมทั้งนโยบาย “อาชีพ เปิดโอกาสให้ผู้มีความสามารถ” ความเป็นผู้นำของเขากระตุ้นให้เกิดการมองโลกในแง่ดี ความรักชาติ และการริเริ่มสร้างสรรค์ในด้านศิลปกรรมและวรรณกรรม ยุคนี้เป็นจุดสุดยอดของความเป็นเลิศในเชิงสร้างสรรค์ของโรมและได้รับการ ยกย่องว่าเป็นยุคทอง






ผู้นำจักรวรรดิหลังยุคออกุสตุส


ออ กุสตุสสิ้นพระชนม์ในปี ค.ศ. 14 เมื่อมีพระชนม์ได้ 76 พรรษา หลังจากนั้นพรินซิเพท (คือรัฐบาลของพรินเซบส์) รวมศูนย์มากขึ้นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ระบบราชการขยายตัว และการปกครองส่วนภูมิภาคดำเนินไปด้วยดี อัตราภาษีต่ำและการจัดเก็บมีการประเมินอย่างดี กฎหมายมีมนุษยธรรมมากขึ้น พสกนิกรที่อยู่ห่างไกลได้รับความเจริญรุ่งเรืองและมีสันติสุขอย่างไม่เคย ปรากฏมาก่อนด้วยพระปรีชาญาณของออกุสตุส

ในศตวรรษที่ 2 มีการปรับปรุงคุณภาพผู้นำจักรวรรดิ ผู้ปกครองโรมระหว่าง ค.ศ. 96 – 180 ได้สมญาว่า “จักรพรรดิที่ดี 5 องค์” คือ เนอร์วา ทราจัน เฮเดรียน แอนโตนินุส และ มาร์คุส ออเรลิอุส ลักษณะเด่น คือ จักรพรรดิมีความคิด และรับผิดชอบต่อทุกข์ – สุข ของจักรวรรดิ มีการปกครองที่เป็นธรรม รักษาความสงบสุขของพลเมือง ส่งเสริมความก้าวหน้าทางวัตถุและการป้องกันพรมแดนจากการรุกราน จักรพรรดิแต่ละองค์จะไม่ใช้หลักการสืบสันตติวงศ์ทางสายเลือด แต่จะรับชายหนุ่มที่มีความสามารถดีเด่นมาเป็น โอรสบุญธรรมและผู้สืบราชบัลลังก์ (แม้ว่าในทางทฤษฎี สภาเซเนท จะเลือกพรินเซบส์) เมื่อ มาร์คุล ออเรลิอุส จงใจเลือกโอรสคือ คอมโมดุสผู้ไร้ความสามารถขึ้นเป็นจักรพรรดิ ทำให้ยุคที่ยิ่งใหญ่ของความเป็นจักรพรรดิที่ดีสิ้นสุดลง

จักรวรรดิโร มันภายใตต้ระบบพรินซิเพทนี้นับตั้งแต่การเถลิงอำนาจของออกุสตุสจนถึงมาร์คุส ออเรลิอุสนั้นได้ครอบครองดินแดนขนาดใหญ่ ภาระในการป้องกันพรมแดนอันยาวเหยียดตกอยู่กับกองทัพที่ได้รับการฝึกอย่างดี การคมนาคมภายในนั้นมีถนนหนทางที่ดีเยี่ยมซึ่งเชื่อมโรมเข้ากับแคว้นต่าง ๆ เส้นทางการค้าทางทะเลก็ได้รับความคุ้มครองจากกองทัพเรือโรมัน ระยะเวลา 2 ศตวรรษแห่งสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองตั้งแต่สมัยออกุสตุสจนถึง มาร์คุส ออเรลิอุส ได้รับสมญาว่า PAX ROMANA หรือสันติภาพโรมัน

ภายใต้การ พิทักษ์ของสันติภาพโรมัน ความรุ่งเรืองทางการค้า สถาบันโรมันและวัฒนธรรมคลาสสิคได้แพร่หลายไปอย่างกว้างขวางทั่วจักรวรรดิ โรมัน เมื่อแคว้นที่อยู่ห่างไกลมีความเป็นโรมันมากขึ้น ความหมายของ “โรม” และ “โรมัน” ก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไปจากประชาชนในดินแดนส่วนใหญ่ของอิตาลี ไปจนถึงแคว้นต่าง ๆ ที่ได้สัญชาติโรมันด้วย

โรมันได้พัฒนาเมืองเป็น หน่วยหลักในการปกครอง บางเมืองสามารถพัฒนาตนเองเป็นศูนย์กลางการค้าและหัตถกรรม แต่บางเมืองไม่อาจพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจได้ ส่วนใหญ่เมืองทางตะวันออกจะเจริญทางด้านการค้า และมีอุตสาหกรรมพื้นเมืองขนาดย่อมในตัวเมือง แต่เศรษฐกิจหลักโดยส่วนรวมของโรมัน คือ เกษตรกรรม ทาส จึงมีบทบาทสำคัญยิ่งในการเป็นแรงงาน อย่างไรก็ตามสังคมโรมันรวมถึงชาวนาที่ยากจนและยาจกที่อดอยากเสมอ




ยุคเงิน


ช่วง ประมาณระหว่างการสิ้นพระชนม์ของออกุสตุส และมาร์คคุส ออเรลิอุส เป็นที่รู้จักกันว่ายุคเงิน แม้จะไม่รุ่งโรจน์เท่ายุคทองของออกุสตุส แต่ก็สร้างสรรค์ความสำเร็จทางด้านวรรณกรรม ภูมิปัญญา และศิลปกรรมในระดับเยี่ยม วัฒนธรรมและวิทยาการของยุคนี้ได้แพร่หลายออกสู่ภายนอกและภาคใต้ จำนวนผู้อ่านออกเขียนได้ก็เพิ่มมากขึ้นตลอดทั่วจักรวรรดิ

อเลกซานเด รียเองความสำคัญในฐานะนครแห่งการค้าและภูมิปัญญาตลอดช่วงสมัยพรินซิเพท ความสำเร็จในทางภูมิปัญญา มีทั้งเทววิทยาแบบคริสตศาสนา ความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับ ดาราศาสตร์ จักรวาลวิทยา ภูมิศาสตร์ ชีววิทยา และการแพทย์

นอกจากนี้ปรัชญาสโตอิคก็รุ่งเรือง งานเขียนเรื่อง “ความคิดคำนึง” ของจักรวรรดิมาร์คุส ออเรลิอุส เป็นความพยายามแสดงออกซึ่งปรัชญาสโตอิค ที่ทำให้แนวความคิดที่ดีที่สุดของยุคลึกซึ้งและมีเมตตาธรรมเป็นอันมาก




กฎหมายโรมัน


ใน บรรดาความสำเร็จทั้งหลายในยุคเงิน พัฒนาการทางกฏหมายดูจะเด่นสุด กฎหมายสิบสองโต๊ะ ค่อย ๆ พัฒนาจนกลายเป็นประมวลกฎหมายที่เหมาะสำหรับจักรวรรดิกว้างใหญ่และฝูงชนที่มี ความแตกต่างกับบรรดาบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย รวมทั้งจักรพรรดิได้มีส่วนในการพัฒนากฎหมายของตน และได้รับอิทธิพลจากแนวคิดปรัชญาของกรีก เกี่ยวกับ จุส นาตูราล หรือ “กฎแห่งธรรมชาติ” เกณฑ์ดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรมทางการเมืองและสังคม ทำให้กฎหมายของจักรวรรดิมีเหตุผลและให้ความยุติธรรม ถือว่ากฎหมายโรมันนั้นเป็นมรดกที่สำคัญยิ่ง คือ เป็นพื้นฐานของระบบกฎหมายทั้งหลายในยุโรป ปัจจุบันตลอดจนบรรดาอดีตอาณานิคมของยุโรปด้วย




ศาสนาโรมัน


โรม มีเทพเจ้าประจำชาติ แต่ด้วยขันติธรรมทางศาสนา ลัทธิบูชาต่าง ๆ จึงอยู่ได้ในโรมัน บุคคลหนึ่งสามารถนับถือได้หลายลัทธิ สมัยพรินซิเพทเกิดลัทธิบูชาจักรพรรดิ (Cult of Emperor) จักรพรรดิออกุสตุสได้รับการยกย่องบูชาโดยถือเป็นเทพ ลัทธินี้กลายเป็นพิธีกรรมประจำชาติอย่างเป็นทางการเพื่อปลุกใจให้รักชาติ มากกว่าเป็นเรื่องทางศาสนา สำหรับชาวยิวและคริสต์แล้วไม่เกี่ยวกับพิธีกรรมดังกล่าวเพราะขัดกับหลักคำ สอนทางศาสนา

สมัยออกุสตุส ชาวโรมันเริ่มบูชาเทพเจ้าจากทางตะวันออกในแนวของการไถ่บาปในโลกหน้าเช่น บูชาเทพไอซีสของอียิปต์ เทพมิทราของเปอร์เชีย ฯลฯ ซึ่งเรียกรวม ๆ ว่าเป็นลัทธิหัสยนิยม ลัทธิเหล่านี้ก่อให้เกิดลัทธิสากลนิยมและอัตตาธิปไตยที่เพิ่มขึ้น

นอก จากนี้ก็มีลัทธิเปลโต้ใหม่ (Neo - platoism) โพลตินุสเป็นนักปรัชญาของลัทธินี้ได้เผยแพร่การบูชาเทพองค์เดียวผู้ทรงอนันต ภาพไม่มีขอบเขต ลัทธินี้ต่อมาได้สังเคราะห์แก่นสำคัญของลัทธินอกศาสนาอื่น ๆ เข้ามาด้วย
บรรยากาศของลัทธิศาสนาแบบต่าง ๆ นี้ มีผลให้ลัทธิเหตุผลนิยมและมนุษยนิยมของกรีกถูกกลืนเกือบหมดสิ้น สิ่งที่เกิดขึ้นจากลัทธิใหม่ ๆ เหล่านี้คือ โหราศาสตร์ เวทย์มนต์ การหลอกลวงและพิธีกรรมต่าง ๆ ซึ่งครอบงำคนมากย่องกว่าในสังคมกรีก ท่ามกลางบรรยากาศเหล่านี้ คริสตศาสนาได้เกิดขึ้นและได้ชัยชนะเหนือจิตใจประชาชน




คริสตศาสนาในจักรวรรดิโรมัน


คริ สตศาสนามีลักษณะที่นำเอาความเชื่อจากลัทธิที่มีมาก่อนมาจัดรวมกัน เช่น แนวความคิดเรื่องความตายและการฟื้นคืนชีพ อย่างไรก็ตามได้มีพื้นฐานต่างจากศาสนาอื่น ๆ อย่างน้อย 2 ประการ คือ ประการแรก คริสตศาสนามีพระเจ้าเพียงองค์เดียว ประการที่สอง พระเยซูนั้นถือเป็นพระผู้ไถ่บาป และเป็นบุคคลในคำพยากรณ์ของศาสนาฮิบรู ทรงเป็นบุคคลร่วมสมัยกับออกุสตุส แต่พระชนม์น้อยกว่า พระเยซูมีปาฏิหาริย์ต่าง ๆ และหลักคำสอนของพระองค์เน้นความรัก ความเห็นอกเห็นใจ และการอ่อนน้อมถ่อมตน การดำรงชีวิตอย่างมีสติ มีเมตตากรุณาต่อเพื่อนและศัตรู พระองค์ทรงเอาพระทัยใส่คนจนและผู้ทอดทิ้ง

การ ที่พระเยซูทรงวิจารณ์ข้อบกพร่องทางศีลธรรมของบรรดาพระในศาสนายิวผสมกับการ ที่ทรงอ้างว่าตรัสในนามของพระเจ้า มีผลให้ทรงถูกตรึงกางเขนในฐานะผู้พยายามโค่นล้มระบบการปกครอง

นักบุญ ปอลอัครสาวกสามารถใส่ความคิดเรื่องภราดรภาพสากลเข้าในศาสนาคริสต์ได้สำเร็จ ทำให้ศาสนาคริสต์แพร่ไปได้มาก มิชชันนารีอื่น ๆ รวมทั้งนักบุญปีเตอร์และอัครสาวกองค์อื่น ๆ ต่างพากันเดินทางจาริกเผยแพร่ศาสนาและรวบรวมกลุ่มจัดตั้งองค์กรทางศาสนาขึ้น

เอกสาร ทางประวัติศาสตร์ของชาวคริสต์เริ่มมีมากในคริสตศตวรรษที่ 2 และ 3 องค์กรทางศาสนาก็เริ่มเด่นชัดกว่าเดิม มีการจัดลำดับสงฆ์เป็นหลายชั้นลดหลั่นกันลงมา อัครสังฆราชที่อยู่ประจำตามมหานครมีความสำคัญเป็นพิเศษ เช่น ที่โรม อเลกซานเดรีย แอนติออค และต่อมาที่กรุงคอนแสตนติโนเปิลด้วย เมื่อเวลาผ่านไป อัครสังฆราชที่โรมได้รับการยกย่องมากขึ้นจนสูงกว่าองค์อื่น ๆ

แนว ความคิดของคริสตศาสนาได้รับการพัฒนาให้ลึกซึ้งตามแนวปรัชญาต่าง ๆ ของกรีกและยิว เช่น ของเปลโต้ สโตอิค และพระคัมภีร์เก่าของยิว แนวความคิดที่ได้รับการตีความเหล่านี้ ส่วนหนึ่งเป็นพื้นฐานให้กับนิกายออร์ธอดอกซ์ อย่างไรก็ตามได้ทำให้คริสตศาสนามีความหมาย และดึงดูดใจปัญญาชนมากขึ้น

การ เผยแพร่ศาสนาคริสต์ในจักรวรรดิโรมันเป็นไปอย่างรวดเร็ว คำสอนและทางรอดในคริสตศาสนาสอดคล้องกับอารมณ์ความรู้สึกของยุค คริสตศาสนาได้รับเอามรดกของวัฒนธรรมโรมในเรื่ององค์กรทางการเมืองและกฎหมาย มาใช้ รูปแบบองค์กรของศาสนาคริสต์ในยุคกลางเหมือนกับระบอบการปกครองของจักรวรรดิ โรมันนั่นเอง

ในระยะแรก คริสตศาสนิกชนมักตกเป็นเป้าความเกลียดชัง ระแวงสงสัย เพราะการปฏิเสธศาสนาอื่น และไม่ยอมรับนับถือเทพเจ้าของรัฐ ในบางช่วงคริสตศาสนิกชนจึงโดนกวาดล้างขนานใหญ่ เป็นช่วง ๆ แต่ศาสนาคริสต์ก็เผยแพร่ไปไม่หยุดยั้ง แต่เมื่อถึงต้นคริสศตวรรษที่ 4 ศาสนาคริสต์ก็เติบโตเกินกว่าจะทำลายล้างได้แล้ว จักรพรรดิโรมันได้หันมาประนีประนอมกับคริสตศาสนา จักรพรรดิคอนแสตนตินเป็นจักรพรรดิโรมันองค์แรกที่นับถือคริสตศาสนา และเมื่อสิ้นคริสตศตวรรษที่ 4 ประชาชนส่วนใหญ่ก็หันมานับถือคริสต์




โดมิเนท


หลัง จากสมัยจักรพรรดิที่ดี 5 พระองค์แล้ว การปกครองที่ไร้ความสามารถของคอมโมดุส (ค.ศ. 180 – 192) ทำให้จักรวรรดิเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย เป็นศตวรรษแห่งเผด็จการทหาร การฆาตกรรมความทรุดโทรมทางเศรษฐกิจและการบริหาร ความผุกร่อนทางวัฒนธรรมและกลียุค

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความไม่สงบ ในยุคนี้คือปัญหาเรื่องการสืบราชบัลลังก์ นอกจากนี้ยังเกิดโรคระบาด คือกาฬโรค ซึ่งเกิดขึ้นนานเป็นชั่วอายุคน ทำให้ผู้คนล้มตายมาก ทั้งยังประสบกับการรุกรานของอารยชนเยอรมันที่ข้ามพรมแดนแม่น้ำไรน์และดานูบ มาจนถึงอิตาลี ระบบราชการและกองทัพทำให้ต้องเก็บภาษีเพิ่ม ชาวเมืองและชาวชนบทต่างก็หลีกหนีภาษี แต่ละเมืองขอความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจจากจักรพรรดิทีละเมือง ซึ่งโดยปกติแล้ว นครโรมันหลายแห่งก็เลี้ยงตัวเองไม่ได้อยู่แล้ว เมื่อมาประสบภาวะการเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้นประกอบกับภาวะเศรษฐกิจภายใน จักรวรรดิที่หยุดนิ่ง

ทำให้เศรษฐกิจเริ่มทรุดลง ชาวนาทิ้งไร่นา ชนชั้นกลางถูกขูดรีดภาษีอย่างหนักจึงพากันทิ้งเมือง คนที่ยังทำงานอยู่ก็ถูกขูดรีดภาษีหนักขึ้น จักรวรรดิเต็มไปด้วยขอทานและโจรผู้ร้าย สภาพการทางด้านตะวันตกหนักกว่าด้านตะวันออก เพราะศูนย์กลางอุตสาหกรรมอยู่ทางตะวันออก

ช่วงระยะทศวรรษ ค.ศ. 260 เป็นระยะที่เศรษฐกิจโรมันต่ำถึงขีดสุดและอนารยชนได้บุกข้ามชายแดนมาทางตะวัน ออก ขณะนั้นมีจักรพรรดิบางพระองค์พยายามป้องกันรัฐโรมันอย่างสุดความสามารถ ในจำนวนนั้น จักรพรรดิไดโอเคลเตียน (ค.ศ. 284 – 305) และคอนแสตนติน (306 – 337) ได้ใช้อำนาจเอกาธิปไตยอย่างเด็ดขาด จักรพรรดิมิได้เป็นพรินเซปส์ แต่เป็น โดมินุสเอต เดอุส เจ้าผู้ครองนครและเทพเจ้าจึงเรียกยุคการปกครองแบบนี้ว่า “โดมิเนท”

ได โอเคลเตียนได้แบ่งจักรวรรดิออกเป็น 2 ส่วน คือ ตะวันตกและตะวันออก มีจักรพรรดิสองพระองค์ องค์หนึ่งประทับอยู่ทางตะวันตก อีกองค์หนึ่งทางด้านตะวันออก ทั้งสองพระองค์จะทรงร่วมมือกันเพื่อความอยู่รอดร่มเย็นและช่วยกันป้องกัน ประเทศ ทั้งสองพระองค์มีตำแหน่งเรียกว่า ออกุสตุส และมีผู้ช่วยเรียกว่า ซีซาร์ ซึ่งจะช่วยปกครองและสืบทอดตำแหน่งของออกุสตุสในที่สุด ทรงแยกอำนาจพลเรือนออกจากทหาร และปฏิรูปกองทัพให้จักรพรรดิคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ สภาเซเนทกลายเป็นเครื่องประดับบารมี และสำหรับปัญหาเศรษฐกิจแก้โดยออกพระราชกฤษฏีกาให้ชาวไร่ชาวนา ช่างฝีมือและพ่อค้าทำงานนั้น ๆ โดยการสืบสกุล และออกมาตรฐานกำหนดราคาสินค้า




ความเสื่อมของจักรวรรดิตะวันตก


สาเหตุ ที่ทำให้จักรวรรดิโรมันตะวันตกเสื่อมนั้น มีมาตั้งแต่คริสตศตวรรษที่ 3 ในเรื่องเศรษฐกิจสังคม รวมทั้งความวุ่นวายทางการเมือง การฟื้นตัวของจักรวรรดิในสมัยจักรพรรดิไดโอเคลเตียน และคอนแสตนตินนั้น เป็นการฟื้นตัวบางส่วนและเป็นไปเพียงชั่วคราว รัฐโรมันทางตะวันตกมีปัญหามากกว่าทางด้านตะวันออก เศรษฐกิจโรมันเสื่อมสลาย ชนชั้นกลางก็หมดศรัทธาและกำลังใจที่จะร่วมมือกับรัฐ รัฐโรมันกลายเป็นเผด็จการ มีตำรวจคอยสอดส่องอิสรภาพของประชาชน คนในเมืองมักทิ้งเคหสถานและกิจการในเมืองไปอยู่ในที่ดินของตนนอกเมือง แล้วรวบรวมกองทหารส่วนตัวไว้ต่อต้านไม่ยอมจ่ายภาษีให้รัฐชนชั้นสูงที่พากัน หลบหนีออกจากเมืองได้กลายเป็นชนชั้นกสิกรต่อมา ระบบ เจ้าขุนมูลนายชนบทของยุคกลางได้เกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้ การขาดแคลนกำลังคน ทำให้กองทัพและรัฐบาลต้องรับอนารยชนเผ่าเยอรมันเข้ามา

นับแต่กลางปี ค.ศ. 370 จักรวรรดิโรมันเผชิญกับการรุกรานของอนารยชนเยอรมันครั้งใหญ่เพราะพวกฮั่นรุก ไล่อนารยชนเผ่าเยอรมัน พวกวิซิกอธเข้ามาอาศัยในจักรวรรดิ ต่อมาได้ก่อความไม่สงบ และปล้นสะดมหลายครั้ง ที่สำคัญคือการปล้นกรุงโรม ค.ศ. 410 ต่อมาเมื่อ ค.ศ. 430 พวกแวนดัลยึดครองนครฮิบโปสุดท้ายใน ค.ศ. 476 นายพลเผ่าเยอรมันผู้อยู่เบื้องหลังราชบัลลังก์ก็ได้ถอดจักรพรรดิองค์สุด ท้ายออก และปกครองโรมเสียเอง เผ่าเยอรมันได้ตั้งอาณาจักรขึ้นทางตะวันตก อย่างไรก็ดีสันตะปาปาแห่งโรมเริ่มมีบทบาทที่อิสระมากขึ้น และมีความสำคัญมากขึ้นในสังคมยุโรป

พระสันตะปาปาลีโอที่ 1 (ค.ศ. 440 – 461) และผู้สืบต่อจากพระองค์ ประกาศว่าตำแหน่งสันตะปาปาทรงอำนาจสูงสุดทางศาสนา และศาสนาย่อมอยู่เหนือรัฐทางจิตใจ ซึ่งจะมีผลต่อมาในยุคกลาง

ขณะที่จักรวรรดิโรมันตะวันตกสลายตัวนั้น จักรวรรดิโรมันตะวันออกยังดำรงอยู่ต่อไปจนถึง ค.ศ. 1453