Can't find it? here! find it

Showing posts with label nazi. Show all posts
Showing posts with label nazi. Show all posts

Thursday, January 7, 2010

Enigma

Enigma : รหัสลับนาซี

Faylicity.com
อี นิกมาเป็นเครื่องเข้ารหัสข้อมูลที่เยอรมันใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เยอรมันสื่อสารข้อมูลทางวิทยุเป็นหลัก เพื่อความสะดวกรวดเร็ว ข้อมูลที่ส่งทางวิทยุนั้นเป็นสื่อสาธารณะที่ใครๆ ก็ได้ยินได้ เยอรมันจึงจำเป็นจะต้องแปลงข้อมูลเหล่านั้นด้วยอีนิกมาให้อยู่ในรูปที่อ่าน ไม่รู้เรื่องก่อน อีนิกมาเป็นรหัสลึกลับน่าสนเท่ห์อย่างชื่อ และเป็นเครื่องมือที่เยอรมันมั่นใจอย่างเหลือเกินว่าจะไม่มีใครทำลายได้ สำเร็จ เรามารู้จักว่าอีนิกมาทำงานอย่างไร และทำไมเยอรมันจึงได้เชื่อมั่นในเครื่องมือนี้ถึงขนาดนี้
อีนิกมาปรากฎโฉมครั้งแรกในปี 1918 โดยเป็นสินค้าชิ้นหนึ่งของบริษัทรักษาความปลอดภัยที่วางขายในท้องตลาด ผู้คิดค้นอีนิกมาคือ Arthur Scherbius ซึ่งได้ออกแบบให้อีนิกมาใช้งานง่าย มีหน้าตาคล้ายเครื่องพิมพ์ดีดที่มีแป้นตัวอักษรให้กด เวลากดตัวอักษร เช่น Q ตัวอักษรจะผ่านการแปลงรูปเป็นตัวอื่นเช่น U เป็นต้น ในเครื่องมีแผงไฟที่แสดงตัวอักษรที่ถูกแปลงแล้ว (ในที่นี้คือ U) ที่จะสว่างวาบขึ้น ผู้ใช้เครื่องนี้จะต้องจดตัว U เพื่อเอาไปใช้ส่งข้อมูลต่อไป ดังนั้น HELLO อาจกลายเป็น BXCYR เป็นต้น
สังเกต ว่าตัว L สองตัวนั้นแปลงได้ต่างกันไปในการกดแต่ละครั้ง (ในแป้นพิมพ์นั้นไม่มีตัวเลข การส่งตัวเลขจึงต้องใช้การสะกดเอา เช่น 3321 เป็น DREI DREI ZWO EINS)


แป้นพิมพ์
อี นิกมาไม่ประสบความสำเร็จในการขาย แต่กองทัพเยอรมันให้ความสนใจ และตั้งแต่ปี 1923 อีนิกมาก็ไม่มีวางขายอีกต่อไป แต่กลายเป็นเครื่องมือใช้ในหน่วยทหารแทน
ข้อดีของอีนิกมา คือใช้งานง่าย เข้าใจง่าย ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าข้างในเครื่องอีนิกมาทำงานอย่างไร ก็รู้ว่าพิมพ์อะไรเข้าไป ก็จะออกมาเป็นอีกอย่างให้เราเอาไปใช้ได้ คนใช้อีนิกมาไม่ต้องผ่านการฝึนฝนอะไรมาก เพียงอ่านหนังสือออกและเรียนรู้การปรับค่าเริ่มต้นของล้อหมุน (ที่ทำง่ายๆ ด้วยมือ) ก็ใช้ได้แล้ว


Arthur Scherbius
และยังเป็นทั้งเครื่องเข้ารหัสและถอดรหัสในตัวเดียวกัน อีนิกมามีขนาดเล็ก พกพาไปไหนสะดวก จึงสะดวกกับการใช้งานทางทหารอย่างยิ่ง นอกจากนั้น หน่วยทหารแต่ละกองยังสามารถตั้งรหัสให้เข้าใจได้แต่ในพวกเดียวกัน (เช่นเฉพาะกองทัพเรือ เฉพาะกองทัพอากาศ) ซึ่งทำได้ด้วยการตั้งค่าลูกล้อให้ต่างกันไป ตอนที่สงครามโลกครั้งที่สองเริ่มระอุนั้น กองทัพเยอรมันก็ใช้งานอีนิกมาอย่างกว้างขวางแล้ว
ตลอดช่วงสงครามโลก ครั้งที่สอง เยอรมันได้พัฒนาอีนิกมาอยู่เสมอ เช่นเพิ่มล้อหมุนจาก 3 เป็น 5 และทำให้ล้อหมุนนี้วิ่งไปลำดับใดก็ได้ คือจะตั้งค่าให้ล้อไหนจะเป็นล้อชั่วโมง ล้อนาที ก็ได้ ซึ่งทำให้การถอดรหัสยากขึ้นไปอีก ไม่เพียงเท่านั้น เยอรมันจะเลือกใช้ล้อหมุนเพียงสามตัวจากห้าตัวที่มีอยู่ การจะแกะรหัสด้วยการเดาจึงต้องเดาทั้งลูกล้อไหนที่จะใช้ และใช้ในลำดับใด ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ เยอรมันจึงเชื่อมั่นว่าไม่มีใครจะแกะรหัสอีนิกมาออกได้เลย


Alan Turing
เยอรมัน ใช้อีนิกมาในการสื่อสารของเรือดำน้ำ U-Boat ที่น่าครั่นคร้ามของเยอรมันด้วย U-Boat จมเรือของฝ่ายพันธมิตรไปมากมาย ดังนั้นการถอดรหัสของอีนิกมาให้ออก จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง อังกฤษพยายามรวบรวมนักอักษรศาสตร์ นักตรรกศาสตร์ นักคอมพิวเตอร์ และใครก็ตามที่พอจะมีหวังว่าจะแกะรหัสอีนิกมาออก มาช่วยกันทำงานแกะรหัสซึ่งเป็นงานลับสุดยอดนี้ ผู้คนถึง 10,000 คนรวมถึง อลัน ทัวริง (Alan Turing) นักคณิตศาสตร์ชื่อดัง
ได้มารวมตัวกันที่ ศูนย์เฉพาะกิจ โดยทำงานกันเป็นผลัดทั้งวันทั้งคืน เพื่อพยายามหาทางทำลายอีนิกมา ทัวริงมีส่วนช่วยให้แกะรหัสนี้สำเร็จ แต่ความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่ได้ความช่วยเหลือจากประเทศโปแลนด์ และชาวโปแลนด์สามคนต่อไปนี้ที่สมควรได้รับเครดิตในการแกะอีนิกมามากกว่าใคร Marian Rejewski, Jerry Rozycki และ Henryk Zygalski
ความ ผิดพลาดข้อสำคัญที่สุดของเยอรมันก็คือความเชื่ออย่างสุดจิตสุดใจในตัวอีนิ กมานี่เอง ซึ่งเป็นเหตุของความผิดพลาดและเลินเล่อในการใช้งาน




ทหารเยอรมันกำลังส่งรหัสด้วยอินิกม่า

Monday, September 28, 2009

Benkyoshin Movie talks:OUTPOST

                    

http://www.postergeek.com/1280960W/1280_outpost-1.jpg


นำเรื่อง
          Huntได้รับข้อมูลจากรัฐบาลกลางและได้ว่าจ้างหน่วยทหารรับจ้างของDCให้เข้าไป เก็บเครื่องจักรของพวกนาซีซึ่งเป็นสมบัติที่มีคุณค่ามาให้รัฐบาล แต่หารู้ไม่ว่าพวกเขาไปเจอกับสิ่งที่ไม่คาดฝันเข้าให้







 หนังเรื่องนี้สนุกลงทุนไม่มาก
รู้สึกว่ามีหลายๆอย่างที่ผิดพลาดทางประวัติศาสตร์ และ นิติเวชวิทยาอยู่หลายๆจุด

http://www.filmfetish.com/wp-stuff/fetish_uploads/2008/06/ni_outpost.jpg
                   แต่พูดถึงสภาพศพของหน้าก็ถือว่าน่ากลัวและสมจริงดีแต่เสียตรงที่ว่าสภาพเสื้อผ้า หมวกเหล็ก และอุปกรณ์นั้นดูมันไม่สมจริงเท่าใหร่ เพราะเสื้อผ้าในสมัยนั้นอย่างเก่งสุดก็ไม่ถึง5-6ปีก็แห้งสลายแล้วแถมยังโดนยิงทุกวันมันก็ไม่ถึง3-4เดือนก็เิริ่้มจะหลุดลุ่ยแล้ว
                 พูดถึงมีดนั้นเวลาใช้แทงบ่อยๆฝนบ่อยๆนะอย่างน้อยก็คงจะสึกไปตามกาลเวลาอย่างมาก อย่างเก่งก็ 15 ปีก็ต้องทิ้งไปใช้เล่มใหม่แล้ว
                 ปืนในเรื่องนี้สมจริงมากเสียงเอฟเฟคถือว่าน่าประทับใจคอนักประวัติศาสตร์อย่างผมมากๆ
แต่สมยังสงสัยตรงที่ว่าเหล็กมันอมตะด้วยเหรอโอ้โหใช้มาตั้งหลายสิบปี(ตั้งแต่ปี1940-ปัจจุบัน)มันยังยิงดีอยู่เลยนะเนี่ย
                  ในตอนท้ายมีบางคนถือปืนแต่ที่ใช้จริงๆมีแค่มีด 

https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgcwg_mUJ-PjUDVxWgauYQnVfWF5nBevJelbgpQ15XjWVulx9Mm2mXZJvr0_bOlojD2GqdRHYxkKvtSCj15RM6mifHTBvnaqNKPx8URi8TO8c3BWRR5c-DeTNDwQUsvdjm8KUEt47wxQzrJ/s320/outpost001.jpg

 http://newsimg.bbc.co.uk/media/images/44660000/jpg/_44660444_film_portrait.jpg

          และหมอนี่ตัวฉกาจเลยสังเกตุตรงปกคอเสื้อและตรงกลางหมวกแล้วก็คงจะรู้ได้ทันทีเลยว่าไอ้หมอนี่มันไม่ธรรมดาแน่เพราะเขาสังกัดหน่วยตำรวจลับและหน่วยรบที่เก่งที่สุดในพรรคนาซี SS
หมอนี่มีอำนาจในการสั่งการผีดิบทั้งหมด

 http://www.horrorphile.net/images/dead-snow-nazi-zombies1.jpg
 เสียดายที่ผมไม่อาจนำภาพเครื่องจักรซอมบี้มาให้พวกท่านดูได้ก็ขอโทษมาที่นี้ด้วยละกัน
                     เครื่องจักรที่อยู่ในชั้นไต้ดินของเรื่องนี้นั้นสามารถควบคุมผีพวกนี้ได้ แหมหัวหน้าโครงการนี้ก็รอบคอบนะ     กรณีที่หากสงครามจบฝ่ายอักษะได้รับชัยชนะเด็ดขาด.........แน่นอนพวกนี้จะหวนมาทำร้ายทหารและคนของฮิตเลอร์ได้(แน่นอนพวกนี้มันฆ่าไม่เลือกเพราะไม่ได้เตรียมการสำหรับควบคุมผีดิบพวกนี้แบบเบ็ดเสร็จ)
         ฮันท์ได้เปิดมันสำเร็จ........แต่ด้วยความที่พระเจ้าเล่นตลกเลยทำให้พวกเขาพากันตายหมด


Tuesday, July 21, 2009

อดอล์ฟ ไอค์เมินน์ (Adolf Eichmann)

http://www.holocaustresearchproject.org/holoprelude/Wannsee/Eichmann.jpgอดอล์ฟ ไอค์เมินน์ (Adolf Eichmann)
   ไอค์เมินน์ นั้น เกิดในปี ค.ศ. 1906 ที่ประเทศออสเตรีย และเคยมีอดีตเป็นเซลล์แมนที่ไม่ประสบความสำเร็จในอาชีพเท่าไหร่นักแต่เมื่อ เข้าร่วมเป็นสมาชิกของหน่วยเอส.เอส. เข้าเท่านั้น แววนักฆ่าโหดก็จับรัศมีในตัวเขาทันทีกล่าวคือ ไอค์เมินน์ นั้นเข้าไปทำงานหน่วยงานอพยพชาวยิวที่ รีนฮาร์ด เฮย์ดริช เปิดรับสมัครอยู่ และได้ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งในด้านการรีดนาทาเร้นชาวยิวจนได้เงินมาก มายมหาศาลส่งเข้าคลังของเอส.เอส. ชนิดที่เฮย์ดริชนั้นพอใจเป็นอย่างมาก
ความ เข้มแข็งและความอุตสาหะในการทำงานจนประสบความสำเร็จจากศูนย์รีดเงินที่ เวียนนาและปรากนั้ทำให้ไอค์เมินน์ถูกเรียกตัวเข้าสู่กรุงเบอร์ลิน-เยอรมัน เป็นการด่วนและที่เบอร์ลินนี่เองที่ ไอค์เมินน์ ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าหน่วยศูนย์กลางขนย้ายชาวยิว(Chief of the Reich Centre of Jewish Emigration) ซึ่งมีหน้าที่บริหารดูแลการอพยพชาวยิวประจำศูนย์ใหญ่ที่เยอรมันหรือเป็นผู้ ที่หน้าที่บริหารกิจการการดูแลอพยพชาวยิวในตำแหน่งสูงสุด ไอค์เมินน์นั้นทำหน้าที่ของตนอย่างดียิ่ง จนกระทั่งในเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 1941 เฮย์ดริชกล่าวกับ ไอค์เมินน์ว่าช่วงเวลาแห่งการ รีดนาทาเร้นยิว สิ้นสุดลงแล้ว ต่อไปเป็นช่วงเวลาแห่งการ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิว ดังนั้น ไอค์-เมินน์จึงเปลี่ยนจากการ รีดเงินชาวยิวเป็นรีดชีวิตชาวยิวแทน
นาซีมอบอำนาจเต็มให้กับไอค์เมินน์ในการขนถ่ายชาวยิวทั่วภาคพื้นยุโรปให้เดินทางไปยัง ค่ายมรณะ (Death Camp) ต่างๆที่นาซีได้สร้างเอาไว้ ไอค์เมินน์ได้ส่งชาวยิวไปยังค่ายเอาชวิตซ์มากที่สุด ซึ่งเป็นค่ายมรณะค่ายใหญ่ที่สุดในโปแลนด์ ไอค์เมินน์เป็นผู้นำพาชาวยิวผู้เคราะห์ร้ายจากทั่วเยอรมัน ฮอลแลนด์ ฝรั่งเศส เบลเยี่ยม ฮังการี เชคโกสโลวะเกีย กรีซ และโปแลนด์ ไปสู่ห้องรมแก๊ส สู่คมกระสุนของทหารนาซี สู่การอดอาหารจนตาย
สุดท้ายไอค์เมินน์ก็ถูกลงโทษด้วยการแขวนคอตามโทษที่ก่อกรรมทำเข็ญกับชาวยิวเอาไว้หลังจากที่หลบหนีมาได้เนินนานถึง 15 ปีเต็มhttp://www2.dsu.nodak.edu/users/dmeier/Holocaust/eich16.jpg
-->

รีนฮาร์ด เฮย์ดริช (Reinhard Heydrich)

http://projects.brg-schoren.ac.at/Nationalsozialismus/frames/images/heydrich.jpg
รีนฮาร์ด เฮย์ดริช (
Reinhard Heydrich)

เกิด เมื่อค.ศ. 1904 และโดนลอบสังหารจากหน่วยสังหารที่เดินทางมาจากนอกประเทศอย่างโหดเหี้ยมในปี ค.ศ. 1940 ซึ่งตอนนั้นเขาอายุแค่ 37 ปีเท่านั้น แม้จะมีเวลาสร้างความชั่วไม่ยาวนานเท่าผู้นำนาซีคนอื่นๆ แต่ในช่วงที่เขามีลมหายใจอยู่นั้น เฮย์ดริช คือ สุดโหด ที่ถือว่าเป็นสมุนมือซ้าย ของฮิตเลอร์ที่ฮิตเลอร์ภาคภูมิใจที่สุด ถึงขนาดที่ว่าให้เฮย์ดริช นั้นเป็นผู้ก่อตั้งหน่วยงานตำรวจต่อต้านจารกรรมที่ชื่อว่า SD.(Sicherheitsdienst) ซึ่งเป็นตำรวจพิเศษของนาซีที่มีหน้าที่กำจัดฝ่ายตรงข้ามกับฮิตเลอร์ ได้อย่างเต็มที่ และมีอำนาจล้นเหลือโดยได้รับการประสานงานกับหน่วย เอส.เอส. ที่ฮิมเลอร์เป็นผู้นำ ได้ตลอดเวลา

และ เฮย์ดริชนี้เองที่เป็นเหตุของการสังหารโหดผู้คนในหมู่บ้านลิซดิซ เป็นจำนวนเรือนพันเนื่องจากเชื่อว่ามีส่วนรู้เห็นในการลอบสังหาร เฮย์ดริช ในปี ค.ศ. 1941 เรียกว่าความตายของเฮย์ดริชก็ยังเป็นชนวนโหดให้ผู้บริสุทธิ์อีกนับพันต้อง ตายตามไปด้วย

เฮนริช ฮิมเลอร์ (Heinrich himmler)

http://www.freeinfosociety.com/media/images/5174.jpg
ไฮน์ริก ฮิมเลอร์ (Heinrich himmler)
เป็น ผู้นำหน่วยพิเศษ เอส.เอส. ของนาซี ด้วยวัยเพียง 29 ปีเท่านั้น ฮิม-เลอร์ นั้นเป็นทหารหนุ่มยศร้อยโทที่มีความสามารถในทุกด้านและสามารถประสานงานกับ ฮิตเลอร์ได้เป็นอย่างดี ฮิมเลอร์เกลียดชาวยิวและคนด้อยโอกาสต่างๆชนิดฝังเข้ากระดูกดำไม่ต่างจาดฮิต เลอร์ ไม่เพียงเท่านั้น ฮิมเลอร์ยังเคารพและบูชาฮิตเลอร์ราวกับเป็น พระเจ้าของเยอรมัน (German Messiah) รวมทั่งชื่นชมฮิตเลอร์ว่าเป็น สุดยอดอัจริยะปราศจากคู่แข่งตลอดกาล (The Greatest Genius of All Time) ในใจของเขาด้วย
เรื่อง ราวการรบอย่างห้าวหาญในสมรภูมิรบของมหาสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งฮิตเลอร์ได้สำแดงความบ้าบิ่นในการรบจนได้รับเหรียญกล้าหาญ กางเขนเหล็ก ถึง 2 ครั้งด้วยกัน ทำให้ฮิม-เลอร์ซ ซึ่งยังเป็นเด็กเล็กนักในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้แต่มองฮิตเลอร์อย่างวีรบุรุษในใจของเขา


http://www.earthstation1.com/WWIIPics/Germany/HeinrichHimmlerSalutesSS.jpg




http://www.freeinfosociety.com/media/images/5178.jpg


ร่างกายของเขาหรือศพ









Friday, July 3, 2009

Waffen-SS

Waffen-SS

http://www.ns88.com/shop/images/waffen-ss-flag01.jpg

ระยะเวลา 1933–1945
ประเทศ Nazi Germany
ผู้จัดการ อดอร์ฟ ฮิตเลอร์
สาขาย่อย Schutzstaffel
ชนิดของทหารที่ขึ้นกับSS แพนเซอร์
หน่วยจู่โจมหนัก
กองหทารม้า
กองเดินเท้ัา่
ทหารเดินเขา
ตำรวจ
ขนาด 38 กองและหน่วยรบพิเศซษจำนวนนึ่ง
เป็นส่วนของ ไรซ์ที่สาม
ฐานที่มั่น SS Führungshauptamt, Berlin
สโลแกน Meine Ehre heißt Treue
("เกียรติของฉันคือความภักดี"), และจะถูกจดจำไว้บนใบมีดของฉัน คำขวัญประจำคือ" Blut und Ehre " (เลือดและเกียรติ)
สมรภูมิ สงครามโลกครั้งที่สอง
นายทาร
แม่ทัพ Josef Dietrich
Paul Hausser
Felix Steiner
Theodor Eicke
หน่วยทหาร เอส.เอส. เป็นหน่วยทหารที่ถือกำเนิดมาจาก หน่วยองครักษ์ประจำตัวของอดอฟ ฮิตเลอร์ (Hitler's bodyguard) เป็นหน่วยทหารที่ได้ชื่อว่า มีวินัย มีประสิทธิภาพในการรบที่สูงสุดหน่วยหนึ่งของกองทัพเยอรมัน ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ชื่อภาษาเยอรมัน คือ Waffen SS. หรือ Armed SS. ในภาษาอังกฤษ หรือ หน่วยเอส เอส ในภาษาไทยนั่นเอง หน่วยเอส เอส เป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ไม่ว่าสถานการณ์จะคับขันสักเพียงใด หน่วยเอส.เอส. จะถูกส่งเข้าไปแก้ไขวิกฤตินั้น และมักจะปฏิบัติภารกิจจนบรรลุผลสำเร็จอยู่เสมอ จนกระทั่งฮิตเลอร์เชื่อว่า หน่วยเอส.เอส. เป็นหน่วยทหารที่มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาได้ทุกปัญหา ซึ่งในที่สุดก็นำไปสู่ความจริงที่ว่า หน่วยเอส.เอส. ก็คือมนุษย์ปุถุชนธรรมดา ที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี แต่จะสามารถรบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ด้วยการส่งกำลังที่เพียงพอ แต่ในช่วงปลายของสงคราม การส่งกำลังบำรุงของเยอรมัน ประสบกับความเสียหาย จากการทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตร หน่วยเอส.เอส.ที่มีจิตใจรุกรบ แต่อ่อนล้าจากการกรำศึกมานานกว่าสี่ปี ประกอบกับอาวุธที่เยี่ยมยอด แต่ขาดการส่งกำลังบำรุง จึงต้องประสบกับความพ่ายแพ้ไปในที่สุด
SS หรือ SchutzStaffel ซึ่งมีความหมายว่ากองกำลังป้องกัน (Protection Squad) อยู่ภายใต้การนำของ ไฮน์ริช ฮิมเลอร์ (Heinrich Himmler) อันเป็นบุคคลที่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำนาซีมีความไว้วางใจมากที่สุดคนหนึ่ง หน่วยเอส.เอส. ตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1923 ในขณะนั้นมีสมาชิกเพียง 280 คน ต่อมาขยายเพิ่มเป็น 1,000 คน พอในปี ค.ศ. 1932 หน่วยเอส.เอส. ก็มีกำลังพลอยู่ถึง 10,000 คน พอถึงช่วงกลางของสงครามโลกครั้งที่สอง หน่วยเอส เอส ก็ขยายกำลังพลออกไปถึง 38 กองพล โดยแต่ละกองพลต่างก็มีกรมย่อยๆ ออกไปอีกเป็นจำนวนมาก ในปี 1939 มีทหารเอส เอส กว่า 35,000 คน ปี 1941 เพิ่มเป็นกว่า 150,000 คน ปี 1943 มีจำนวนกว่า 450,000 ปี 1944 มีกว่า 600,000 คน และปีสุดท้ายของสงคราม คือ ปี 1945 มีกว่า 830,000 คน รวมทั้งหมด มีทหารเอส เอส กว่า 1,000,000 คนในสงครามครั้งนี้ และมีทหารเอส เอส เสียชีวิตและสูญหายตลอดสงครามกว่า 250,000 คน บาดเจ็บอีกกว่า 400,000 คน
http://www.reichslieder.com/1000_wallon_waffen_ss.jpg
กองพลที่มีชื่อเสียงของเอส เอส ก็เช่น

1. กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 1 ลีปสตานดาร์ด
2. กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 2 ดาส ไรซ์
3. กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 3 โทเทนคอฟ
4. กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 5 ไวกิ้ง
5. กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 9 โฮเฮนสเตาเฟน
6. กองพลยานเกราะ เอส เอส ที่ 12 ฮิตเลอร์จูเกน
หน่วยทหารเอส.เอส. จะได้รับการฝึกฝนอย่างหนัก และถูกปลูกฝังอุดมการณ์ของนาซี (NAZI - Nazional Sozialistisch Deutche Arbeiter Partei) ถูกปลูกฝังแนวความคิดเรื่องความเป็นเลิศของชนชาติอารยัน เครื่องแบบของหน่วยนี้ จะเป็นเครื่องแบบสีดำ มีสัญญลักษณ์กระโหลกไขว้ (Totenkopf - Death's Head) อยู่ที่หน้าหมวกและปกเสื้อ แม้ว่าในช่วงแรกๆของการจัดตั้งหน่วย จะมีการกำหนดคุณสมบัติของผู้เข้ารับการฝึกไว้สูงมาก เช่น ควรจะศึกษาระดับมหาวิทยาลัย หรือสูงถึง 180 ซ.ม. แต่เมื่อความต้องการกำลังพลมีมากขึ้น คุณสมบัติก็ได้ถูกลดลง เช่นส่วนสูงลดลงเหลือเพียง 171 ซ.ม. อายุก็เพิ่มขึ้นเป็น 17 - 26 ปี การศึกษาระดับมัธยมปลาย เชื้อชาติอื่นก็รับ เช่นอิตาลี เนเธอร์แลนด์ เป็นต้น
จากการฝึกที่เข้มงวด ทำให้หน่วยเอส.เอส. มีวินัยดีเยี่ยม มีมาตรฐานที่สูงมาก แต่เมื่อยังไม่เกิดสงคราม กองทัพเยอรมัน ก็มองหน่วยเอส.เอส.นี้ว่า มีแต่ภาพลักษณ์ มากกว่าคุณภาพในสนามรบ ความเคลือบแคลงระหว่างกองทัพและหน่วยเอส.เอส. มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อทหารของกองทัพมองว่า หน่วยเอส.เอส. มักจะได้รับอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ดีกว่าและทันสมัยกว่า การตอบโต้จากกองทัพก็คือ หน่วยเอส.เอส.ซึ่งขึ้นสายการบังคับบัญชากับกองทัพ จะถูกจัดไว้เป็นหน่วยสนับสนุน หรือไม่ก็เป็นกำลังหนุน ในการรบในช่วงแรกๆ เมื่อเยอรมันบุกโปแลนด์ หรือเนเธอร์แลนด์ ทำให้หน่วยเอส.เอส.ไม่มีโอกาสได้เข้าทำการรบอย่างจริงจัง และเมื่อต้องเข้าทำการรบ ภารกิจที่หน่วยเอส.เอส.ได้รับมอบหมาย ก็จะเป็นภารกิจที่ยากต่อการปฏิบัติ ทำให้สูญเสียกำลังไปเป็นจำนวนมาก

Thursday, July 2, 2009

Gestapo=เกสตาโป


Gestapo Geheime Staatspolizei
เกสตาโปนั้นดำเนินงานภายใต้การควบคุมของ SS
Plain-clothes Gestapo agents during the White Buses operations in 1945.

สร้างขึ้นเมษายน 26, 1933


ผู้บงการเบื้องหน้า


Prussian Secret Police
พบในปี 1851.
ล้มละลายพฤษ๋ภาคม 8, 1945
อาณาเขตควบคุมยุโรป
ฐานใหญ่สุดPrinz-Albrecht-Straße, เบอร์ลิน
52°30′26″N 13°22′57″E / 52.50722°N 13.3825°E / 52.50722; 13.3825
จำนวนคนงาน32,000คน ในปี1944 





รัฐมนตรีผู้สำเร็จราชการ
Hermann Göring 1933-1934, Minister President of Prussia

Heinrich Himmler1934-1945, Reichsführer-SS
ผู้ดำเนินการแทน
Rudolf Diels 1933-1934, หัวหน้า, หน่วยตำรวจลับ

SS-Obergruppenführer Reinhard Heydrich 1934-1942, จอมเผด็จการ, RSHA

SS-Gruppenführer Heinrich Müller 1942-1945,
องค์กรที่เกี่ยวข้อง Allgemeine SS
Sicherheitsdienst
Sicherheitspolizei
Gestapo"หน่วยตำรวจลับพิเศษ" ซึ่งเป็นตำรวจลับของนาซีภายใต้คำสั่งขององค์กร Schutzstaffel (SS) ซึ่งได้รับการยินยอมจาก Reichssicherheitshauptamt (RSHA) ("Reich Main Security Office=องค์กรทบวงป้องกันพิเศษไรซ์")และถูกองค์กรร่วมSicherheitsdienst (SD-ทบวงป้องกัน)กับSicherheitspolizei (SIPO) ("หน่วยพิทักษ์สันติราช") ร่วมกระทำอีกทีนึง




ประวัติ


Heinrich Himmlerและ Hermann Göring พบหน้ากัีนเนื่องในโอกาสพิธิเปิด Gestapo. (Berlin, 1934).

Heinrich Müller เป็นรูปที่มีคุณภาพดีมาก 1939 เพื่อการทำโฆษณาชวนเชื่อโดยเฉพาะ. แสดงจากซ้ายไปขวาคือผบ.กลาง (Huber), Arthur Nebe, และถัดมาคือผู้รับผิดชแบทั้งหมด Holocaust: Heinrich Himmler, Reinhardt Heydrich และMüller

Rudolf Diels หัวหน้าและประธานคนแรกของGestapo 1933-1934
เป็นผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่ Adolf Hitler ได้กลายเป็น หัวหน้าสภาแห่งเยอรมัน, Hermann Göring เป็นปลัดประจำPrussia. นั่นทำให้เขามีอำนาจสูงสุดในการปกครองเหล่าสันติบาตรแห่งเยอรมัน.
ในวันที่ 20 เมษายน 1934, เกอร์ริ่ง และ ฮิมเลอร์ ได้ตกลงกันที่จะสร้างความแตกต่าง และแน่นอนเกอร์ริงค์(Göring) ได้ถ่ายโอนอำนาจทั้งหมดของเขาที่มีต่อเกสตาโปให้แก่ Himmler, ซึ่งมีอำนาจสูงสุดในการรับผิดชอบในแคว้นปรัสเซีย
Himmler ในวันที่ 22 เมษายน, 1934 ซึ่งมีผู้สำเร็จราชการแทนที่ชื่อ Heydrich. Himmler ในภายหลังชื่อของเขากลายเป็นตัวแทนของหน่วยสันติบาตทั้งหมดในอาราจักรไรซ์ในวันที่ 17 มิถุนายน, 1936. ขณะเดียวกันในตอนนั้นได้ทำงานร่วมกับ SIPO or Sicherheitspolizei และ Kripo or Kriminalpolizel (กองปราบ) และได้ตัดสินใจสร้า่ง SD or Sicherheitsdienst. Reinhard Heydrich เป็นหัวหน้า SIPO (Gestapo & Kripo) และ SD. Heinrich Müller, ได้กลายเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมดของ Gestapo.


นอกจากนี้เกสตาโปมีหน้าที่ตรวจสอบและจับกุมทรชน


ที่ฝึกสอนนักเรียนของเกสตาโป



ที่ทำการของเกสตาโปตั้งอยู่บนถนนPrinz-Albrecht ในกรุงเบอร์ลิน (1933)
               ระหว่างเดือนกุมภาพันธุ์ถึงเดือนมีนาคม, 1942, กองทัพนักเรียนได้เรียกร้องให้นาซียกเลิกระบอบการปกครองแบบของนาซีเรียกกันรวมๆว่ากลุ่มกุหลาบขาว (White rose) ชุมนุมแบบสันติวิธี และในปี 1943 มีคนเยอรัมนกลุ่มหนึ่งได้ทำการประกาศการประท้วงในช่วงฤดูร้อนในปี 1943
และกลุ่มตำรวจลับ(เกสตาโป)ได้ทำการกวาดล้างอย่างรุนแรงในฤดูใบไม้ผลิ
               นักศึกษาเยอรมันกลุ่มนี้ได้ทำการเรียกร้องสันติภาพเพื่อทำให้สงครามบาปที่พี่น้องของพวกเขาได้ก่อใว้ให้จบเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

สะกดรอยตามนูเร็มเบิร์ก


เกสตาโปก็มีออฟฟิศอยู่ในเลเกอร์ นอร์ดเอาเซ็น, ค่ายเล็กๆในฐานMittelbau-Dora KZ
ระหว่างวันที่ 14 เดือนพฤศจิกายน, ปี1945 และ 3 เดือนตุลาคม 1946, พันธมิตรได้สร้าง International Military Tribunal (IMT) เพื่อที่จะพยายามใช้ อาชญากรสงครามนาซี 22-24 นายเพื่อทำการสร้างอาชญากรรมต่อต้านสันติภาพ