Can't find it? here! find it

Showing posts with label reaity. Show all posts
Showing posts with label reaity. Show all posts

Monday, January 18, 2010

Dear some adult likes to bully the boys and girl



         บทความนี้เป็นบทความที่ผมเขียนขึ้นเพราะผมรังเกียจผู้ใหญ่หรือรุ่นพี่บางคน หรือบางกลุ่ม(ไม่ได้เขียนด่าใครนะครับแค่แสดงความคิดเห็น)ที่ชอบรังแกรุ่น น้องและเยาวชน          หนังเรื่องนี้คือตัวอย่างตัวอย่างหนึ่งที่ผมบอกได้เลยว่าผมเกลียดผู้ใหญ่ที่ ทำตัวแบบนี้ที่สุด

         ผู้ใหญ่บางคนชอบพูดจาถือดี ทำตัวเก่งอย่างนู่นเก่งอย่างนี้ทั้งๆที่เขาก็เลี้ยงลูกด้วยนมเหมือนๆกับ เยาวชน    รู้ว่าเคยเห็นอะไรๆมาก็มากแต่บางคนก็พูดจาเลอะเทอะ ชอบใช้อำนาจบังคับคนรุ่นหลังๆ     ให้มาทำสงคราม ทำงานเยี่ยงสัตว์เหมือนที่คนบางคนพูดใว้นานมากแล้วว่า "Old men declare war, Young men go to war."คนแก่ประกาศสงคราม คนหนุ่มไปตาย   



Battle Royale (2000)เกมส์นรก โรงเรียนพันธุ์โหด


ในกระบวนนักทำหนังชาติต่างๆแล้ว คงไม่มีชาติไหนมีจินตนาการในการทำหนังได้แปลกประหลาดไปยิ่งกว่า หนังของชาวลูกญี่ปุ่นไปอีกแล้ว
โดยเฉพาะ battle royale หนังนี้มีแต่ฉากรุนแรง เซ็กซ์ และโรคจิตนรก
แบบว่าแค่เนื้อเรื่องของหนังนั้นเริ่มต้นหลายคนก็คงรับไม่ได้แล้ว

ณ . สาธารณะรัฐอิสระ พ.ศ. 2xxx สาธารณะรัฐอิสระ(แต่ธงมันปักโต้งๆ ว่าเป็นญี่ปุ่น) ต้องพบกับวิกฤตการณ์ ประชากรล้นประเทศ...
ทำ ให้เหล่าผู้มีอิทธิพลของสาธารณะรัฐอิสระ    ได้ออกกฎหมายต่างๆขึ้นมา เพื่อควบคุมจำนวนประชากร ใช้รหัสทางการทหารว่า.…Battle Royal…
โดยแต่ละปีจะมีการสุ่มนักเรียน ม.ปลาย จากทั่วทั้งญี่ปุ่นจำนวน หนึ่งห้อง มาเข้าร่วมโปรแกรมนี้... หลักง่ายๆของโปรแกรมนี้ก็คือ
ให้นักเรียนห้องนั้น “ฆ่ากันเอง” จนกว่าจะเหลือผู้รอดชีวิตคนสุดท้ายอาวรมย์Last man standingว่างั้น
เพราะเล่นจับเด็กนักเรียนม.ปลาย ปี2 ห้อง 6 ชาย 22 คนหญิง 20 คน จำนวน 42 คน    ไปปล่อยเกาะ แล้วแจกอาวุธให้
         สอน ให้รู้จักเอาตัวรอดด้วยการฆ่าเพื่อนเพื่อการอยู่รอดของตัวเอง เพราะทุกคนจะถูกสวมปลอกคอ โดยทุกหนึ่งชั่วโมงถ้าไม่ฆ่าใครหรือยังเหลือผู้รอดชีวิตมากกว่าหนึ่งคนปลอกคอจะระเบิดจนทุกคนต้องตายหมดนี้แค่ใน หนังนะ การ์ตูนต้นตำรับเรื่องนี้โหดกว่านี้อีกมีฉากเซ็กซ์และฆ่า สมองระเบิดอย่างกับวุ้น นักเรียนถูกยิงจนพรุนฯลฯ เรื่องดังมากจนนำไปสร้างเวอร์ชั่นต่างประเทศ

 ตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่งที่ทำการ์ตูนออกมาได้แบบเสียดสีสังคมผู้ใหญ่ที่บ้าอำนาจได้ดีเช่น

การ์ตูนเรื่องนี้เขียนโดย โทรุ ฟูจิซาวะ
มีชื่อเสียงโด่งดังมากในช่วงเวลา1999-2001 การ์ตูนที่เขียนออกมาแหวกแนวตลกของอาจารย์ที่เคยเป็น
นักเลงใหญ่ที่สุดใน โชนัน เปลี่ยนมาเป็นอาจารย์สอบห้องที่มีปัญหามากที่สุดม.3 ห้อง 4 ในร.ร. มัธยมแห่งหนึ่ง และถ้าดูดีๆแล้วการ์ตูนเรื่องนี้หนังสือการ์ตูนนั้นเขียนออกมาในแนวเสียดสี ผู้ใหญ่ค่อนข้างชัดเจน


และอีกหลายๆเรื่องที่ผมกำลังจะทำขึ้นมานำเสนอให้นะครับ




Wednesday, January 6, 2010

Robot's region

http://www.artsmen.net/content/show.php?Category=mythboard&No=4306


ใน ประเทศที่พัฒนาแล้วนั้น อัตราค่าจ้างแรงงานจะสูง จึงได้มีการคิดอ่านประดิษฐ์ อุปกรณ์ที่เคลื่อนไหวได้เองขึ้นใช้แทนแรงงานมนุษย์ เช่น ใช้ในอุตสาหกรรมประกอบรถยนต์ การผลิตที่ต้องสัมผัสกับสารพิษอันตราย ใช้ให้เก็บกู้วัตถุระเบิด ฯลฯ และปัจจุบันนี้ยังพยายามสร้างหุ่นยนต์ ที่มีลักษณะละม้ายคล้ายมนุษย์ เพื่อเอามาใช้สำหรับงานบ้านแทน อุปกรณ์ ต่างๆ ที่ว่ามานี้เรียกกันว่า โรบ็อท (ROBOT)





ซึ่งหากเราจะนิยามความหมายของโรบ็อทก็จะได้ว่า คือ เครื่องจักรที่สามารถเคลื่อนไหวและทำงานได้โดยตนเอง ไม่จำเป็นต้องมีรูปร่างอย่างมนุษย์ ส่วนเครื่องจักรที่ใช้รีโมตควบคุมนั้น ไม่ถือว่าเป็นโรบ็อทของแท้ แม้แต่เครื่องจักรอัตโนมัติที่ทำงานซํ้าๆ อยู่กับที่เราก็ไม่ถือว่าเป็นโรบ็อทเช่นกัน เพราะมันทำงานได้จำกัดเพียงอย่างเดียว คอมพิวเตอร์ก็ไม่ใช่โรบ็อท เพราะมันเคลื่อนไหวไม่ได้ หากทว่ามันเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญยิ่งของโรบ็อท


อันคำว่า "โรบ็อท" นี้มีกำเนิดมาจากนักเขียนบทละครชาวเชโก-สโลวะเกีย นามว่า คาเรล คาเพ็ก (Karel Capek) เขาได้แต่งละครเรื่องหนึ่งขึ้นในปี ค.ศ.1920 ในชื่อ "โรบ็อทของรอสซั่ม (Rossum's Universal Robots)" เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหุ่นยนต์ที่ลักษณะคล้ายมนุษย์ ซึ่งเขาขนานนามมันว่า โรโบตา (ROBOTA) แปลว่า กรรมกรผู้ทำงานหนัก และพอละครเรื่องนี้ไปแสดงที่กรุงลอนดอนในปี ค.ศ.1923 คำว่าโรบ็อทในภาษาอังกฤษก็แพร่สะพัดตั้งแต่นั้นมา


แต่อันที่จริง มนุษย์ได้มีการประดิษฐ์ อุปกรณ์ที่เคลื่อนไหวได้มาแต่ครั้งดึกดำบรรพ์แล้วครับ โดยชาวกรีกเรียกมันว่า ออโตมาตา (automata) ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า "อัตโนมัติ" นั่นเอง

เจ้าออโตมาตาชิ้นแรกของโลกประดิษฐ์ขึ้นในราว 400 ปี ก่อน ค.ศ. โดยฝีมือนักวิทยาศาสตร์กรีกชื่อ อาร์คายตาส (ARCHYTAS) แห่งตาเรนตัม เขาทำนกพิราบเทียมที่สามารถบินวนอยู่รอบๆ แขนเขาได้ ปีกของมันขยับขึ้นลงโดยอาศัยพลังงานไอนํ้าหรือแรงลม อาร์คายตาสไม่ได้ทำขึ้นเพื่อเป็นของเล่นเด็กหรอกครับ แต่ใช้มันในการขบคิดทฤษฎีคำนวณเกี่ยวกับเครื่องจักรต่างๆ




ออโตมาตาที่โด่งดังต่อมาในศตวรรษที่ 18 ก็คือ "นักเป่าขลุ่ย (FLAUTIS)" สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1783 โดยวิศวกรฝรั่งเศสชื่อ Jacques de Vaucanson หุ่นยนต์ของเขาสามารถเป่าขลุ่ย ออกมาได้ถึง 12 เพลง อย่างไพเราะ โดยมีการขยับนิ้วมือที่ทำด้วยไม้และมี "ปอดเทียม" ด้วย บรรเลงได้ดีจนบางคนเชื่อมั่นว่าต้องมีนักดนตรี ตัวจริงแอบแฝงอยู่ภายในเครื่องแน่ๆ



และในเวลาไล่เลี่ยกันนั้น คือ ปี ค.ศ. 1769 นักประดิษฐ์ชาวเยอรมันชื่อ โวล์ฟกัง ฟอน เคมเปเลน ก็ได้สร้างหุ่นยนต์เล่นหมากรุกขึ้น โดยเรียกมันว่า "เดอะเติร์ค (THE TURK)" มันสามารถเล่นหมากรุก สู้กับคนได้แบบ (เดิน) ตาต่อตา แถมยังเก่งกาจเอาชนะ ได้เป็นส่วนใหญ่เสียด้วย หากทว่าแท้ที่จริงแล้วมีนักเล่นหมากรุก มืออาชีพซ่อนตัวอยู่ภายในโต๊ะ และคอยขยับเดินตัวหมาก  แหม...แบบนี้ ถือเป็นการหลอกลวง ไม่ใช่ โรบ็อทของแท้แต่อย่างใด





ปลาย ศตวรรษที่ 18 นี้ เป็นยุครุ่งเรืองของหุ่นยนต์ เพราะในปี ค.ศ.1795 ก็มีผู้ประดิษฐ์ของเล่นชิ้นหนึ่งถวายสุลต่าน ทิปปู แห่งอินเดีย เรียกกันว่า "พยัคฆ์แห่งไมซอร์ (THE TIGER OF MYSORE)" เป็นรูปเสือโคร่งทำด้วยไม้ ภายในมีออร์แกนซ่อนอยู่ ไอ้เสือตัวนี้อยู่ใน ท่าหมอบ ตะปบทหารอังกฤษที่นอนแผ่หรา พอหมุนก้านยนต์ที่ไหล่ เจ้าเสือมันก็ขยับเคลื่อนไหวพร้อมกับส่งเสียงขู่คำราม ส่วนทหารเคราะห์ร้ายก็ดิ้นรนและร้องโหยหวน ซึ่งเสียงต่างๆ ก็เกิดจากออร์แกน ที่มีการอัดลมเอาไว้นั่นเอง

อุปกรณ์ของเล่นกลเหล่านี้นิยมทำขึ้นกันมาก โดยเฉพาะในญี่ปุ่นและฝรั่งเศส จัดว่ามีการใช้เทคนิคแปลกๆ ที่ทำให้คนดูพิศวงไปตามๆ กัน



"เอ...มันทำได้ยังไงหวา"

อย่างเช่น ในช่วง ค.ศ.1615-1865 มีการพัฒนาหุ่นกลนี้ขึ้นหลากหลายใน ญี่ปุ่นเรียกกันว่า คารา คูริ และเจ้าหุ่นกลคาราคุริที่น่าทึ่งที่สุด ก็คือตุ๊กตาสาวเสิร์ฟนํ้าชา โดยเมื่อเจ้าของบ้านวางถ้วยนํ้าชา ลงบนถาดที่เจ้าตุ๊กตาหุ่นถืออยู่ นํ้าหนักของถ้วยจะไปกดกลไกด้านล่าง เจ้าตุ๊กตาหุ่นก็จะเริ่มออกเดินช้าๆ ไปหาแขกผู้มาเยือน เมื่อแขกยกถ้วยนํ้าชาขึ้นจากถาด มันก็จะหยุดอยู่กับที่ พอแขกดื่มแล้วและวางถ้วยคืนบนถาด เจ้าตุ๊กตาจะหมุนตัวกลับ แล้วเดินไปอยู่ที่เดิมของมัน...






แต่นั่นก็ยังเป็นโรบ็อทที่ไม่สมบูรณ์แบบ ตามที่มนุษย์ใฝ่ฝัน หุ่นยนต์ตามจินตนาการของมนุษย์ ต้องทำอะไรๆ ได้เกือบเท่าคน
ดังจะเห็นได้จากในนิยาย หรือภาพยนตร์ต่างๆ

อย่างเช่น เจ้าหุ่นของรอสซั่มที่กล่าวมาแล้ว หรือในหนังเงียบเรื่อง "เมโทรโปลิส (Metropolis)" ที่สร้างขึ้นใน ค.ศ.1926 โดยฝีมือผู้กำกับฯ เยอรมันชื่อ ฟริทซ์ แลง มีการใช้หุ่นยนต์ผู้หญิง ซึ่งสามารถเคลื่อนไหวได้ราวกับคนจริงๆ (ใช้เทคนิคถ่ายทำนะครับ เคลื่อนไหวเองไม่ได้) ถือกันว่าเจ้าหุ่นตัวนี้แหละที่เป็นแม่แบบโรบ็อทตัวแรกของโลก



ถัดมาในปี ค.ศ.1956 หนังเรื่อง "โลกต้องห้าม (Forbidden Planet)" เมื่อกัปตันอดัมส์ร่อนยานอวกาศลงบนดาวดวงหนึ่ง ก็มีหุ่นยนต์ ร็อบบี้ เดอะ โรบ็อท มาต้อนรับ

"คุณพูดอังกฤษได้มั้ย" เจ้าร็อบบี้ทักทาย "ถ้าพูดไม่ได้ ผมก็ยังพูดภาษาอื่นได้อีก 187 ภาษา บอกมาละกัน"

เจ้า ร็อบบี้ เดอะ โรบ็อทได้เป็นต้นแบบของตุ๊กตาหุ่นยนต์ของเล่นอีกมากมาย ในรูปแบบของกล่องที่มีสองขาเดินเตาะแตะ ส่วนใหญ่จะใช้การไขลาน



โรบ็อทอีกตัวหนึ่งซึ่งโด่งดังในช่วงปี ค.ศ.1963-1989 อยู่ในหนังทีวีซีรี่ส์ของอังกฤษเรื่อง "Doctor Who" หน้าตาไม่เหมือนคนหรอก แต่เป็นแท่งโลหะที่เลื่อนไปมาได้ในชื่อ เจ้า "ดาเล็คส์"

แล้วก็มีที่แฟนหนังพันธุ์แท้ต้องรู้จักกันดี คือเจ้า "ซีทรีพีโอ" กับ "อาร์ทูดีทู" ในหนัง "สตาร์วอร์" สร้างใน ค.ศ.1980

และหุ่นยนต์มือปราบบู๊ดุเดือดในชื่อ "โรโบค็อป" สร้างใน ค.ศ.1987 โดยเมื่อโปลิศหนุ่ม อเล็กซ์ เมอร์ฟี่ โดนฆาตกรรม สมองของเขาถูกนำมาใส่ในหุ่นยนต์ระดับอัลติเมต กลายเป็น "โรโบค็อป" ตามล่าอาชญากรทั้งหลายจนเกลี้ยงเมือง




ส่วนในโลกแห่งความจริง มนุษย์ได้ประดิษฐ์ โรบ็อท ไว้ใช้งานหลายหลาก
เช่น ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิต ใช้ประกอบการเรียนการสอน ใช้ในห้องแล็บ ใช้เป็นอุปกรณ์การแพทย์ ใช้เป็นรถสำรวจบนพื้นผิวดาวเคราะห์หรือพระจันทร์ แม้กระทั่งในด้านการดนตรีและศิลปกรรมต่างๆ ก็มีการนำเอาโรบ็อทมาใช้ประโยชน์ได้


แต่ สุดยอดโรบ็อทที่มนุษย์ต้องการก็คือ หุ่นยนต์ ที่มีรูปร่างหน้าตาใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุด เดินได้ หยิบจับอะไรต่ออะไรได้ ถือไม้กวาดและผ้าขี้ริ้วทำความสะอาดบ้านได้เองโดยไม่ต้องสั่ง เรียกว่าทำได้สารพัดอย่าง เช่นเดียวกับผู้ช่วยแม่บ้านชั้นดี ซึ่งขณะนี้ก็ได้มีการพัฒนาโรบ็อทแบบนี้จนถึงระดับหนึ่งแล้ว


อย่างเช่น เจ้าอาซิโม (ASIMO) ที่ฮอนด้าสร้างขึ้นใน ค.ศ.2000 หลังจากเพียรค้นคิดอยู่นานถึง 14 ปี และเจ้าโรบ็อทที่พัฒนาขึ้นล่าสุดใน ค.ศ.2003 เจ้ามีช่า (MECHA) หรือ HRP-2 ที่บริษัทคาวาดาของญี่ปุ่นผลิตขึ้นให้เป็นโรบ็อทแห่งอนาคต สามารถลุกขึ้นยืนเองได้เมื่อหกล้ม

ยังไม่พอ...ยังไม่เพียงแต่เป็นหุ่นโลหะไร้จิตใจเท่านั้น มันจะต้องมีความรู้สึกดีใจ เศร้าใจ โกรธเป็น รู้จักนึกคิดเองอีกตะหาก

ถึงจะเป็นโรบ็อทสมบูรณ์แบบ




http://www.artsmen.net/content/show.php?Category=mythboard&No=4306





Tuesday, December 8, 2009

Orphant's quote




          Orphan(12 สิงหาคม 2009)ชื่อแปลเป็นภาษาไทยว่าเด็กกำพร้าหรือชื่อเป็นภาษาไทยตามหนังว่าเด็กนรก ไปดูมาแล้วก็สมคำล่ำลือที่ว่ามันแหวกแนวมากๆเลย
         เรื่องราวของพ่อที่ชื่อจอห์น  และแม่ที่ชื่อเคท   ที่มีที่มีลูกชายที่ชื่อแดนเนียลที่ไม่ค่อยเอาใหนและลูกสาวที่หูหนวกและแน่นอนมันให้่เป็นอุปสรรคในการสื่อสารของเขามากเลย
          เขาทั้งสองเลยตัดสินใจไปรับเด็ก กำพร้าเชื้อสายรัสเซียที่ชื่อเอสเธอร์ที่เก่งและรักการวาดรูปเป็นชีวิตจิตใจ
           ผลงานของผู้กำกับ Jaume Collet-Serra
          แต่ที่น่ากลัวมากคือการเสียชีวิตปริศนาของเพื่อนๆของลูกหรือผู้้ที่มีความเกี่ยวข้องกับเฮสเธอร์

นั้นไม่ว่าการหายตัวของแม่ชีอย่างลึกลับนั้น   หลายวันต่อมาๆพบศพแม่ชีรูปนั้นที่ไต้สะพานในสภาพที่สุดโหด   จนกระทั่งเจ๊เคทก็ได้ทำการค้นหาความหลังของเธออย่างจริงจัง จนได้เบาะแสว่าบ้านที่เธอไปอยู่ก่อนหน้านี้เธอเคยอาศัยอยู่กับอีกครอบครัวที่อยู่ ณ เอสโตเนีย ครอบครัวนั้นได้เกิดอุบัติเหตุไฟไหม้บ้านทำให้ทุกคนตายหมดยกเว้นเธอเฟียงคนเดียว




          ทำให้เคทเชื่อว่ามีบางอย่างที่ไม่ธรรมดาเกี่ยวกับเอสเธอร์  – เด็กน้อยซึ่งไม่ได้เป็นอย่างที่เห็นในรูปลักษณ์แสนดี ด้วยความกังวลว่าครอบครัวจะไม่ปลอดภัย เคท พยายามทำให้จอห์นและคนอื่นๆ มองทะลุเปลือกที่น่ารักของเอสเธอร์  แต่ไม่มีใครฟังคำเตือน จนกระทั่งมันอาจสายเกินไป...สำหรับทุกคน
          จนมาถึงตอนสุดท้ายที่หนัีงทุกๆเรื่องทำในตอน 30 นาทีสุดท้าย.......ซึ่งเป็นเวลาที่ลุ้นมากที่สุดว่าใครจะตาย นางเอก พระเอก ตัวร้าย ตาย หรือตายหมด
และแน่นอนหนังเรื่องนี้มันก็หักมุมมากเหมือนที่ทุกๆคนพูดใว้ว่าหนังนี้โคตรหักมุมเลย เช่น พระเอกตายเป็นคนแรกในตอนท้ายของหนัง ฯลฯ

 
เคทพยายามติดต่อเข้าไปในประเทศที่เธอมาคือรัสเซีย
เ้ฮสเธอร์ไม่ใช่เด็ก 9 ขวบ และเธอก็ไม่ไช่ชื่อเฮสเธอร์ แต่ชื่อลีน่า แพมเพอร์ เกิดในปี 1976!!?!?!?
ซึ่งมีความผิดปกติทางร่างกายทำให้ดูเหมือนเด็ก
แกล้งทำตัวเป็นเด็กและเป็นเด็กกำพร้ามาเกือบตลอดชีวิต และก็ฆ่าคนมาแล้ว 7 คน

ตอนแรกผมก็สงสัยว่า "แค่ ๙ ขวบมันแต่งหน้าแบบนี้ได้ยังไง"
และในห้องของเฮสเธอร์นั้นดูดีๆแล้วถ้าดูดีๆ


แล้วจะน่ากลัวมากๆ


 เอาเถอะๆไปดูเอาเองละกันเพราะภาพถัดไปอีก4-5วินาทีมันล่อแหล่มเกินไป
อาจจะทำให้ผมไปนอนกรงง่ายๆเพราะฉะนั้นผมเลยแนะนำให้ปดูเอาเองในแผ่นซีดีแผ่นสอง เวลา 43:17-43:29ละกันนะครับ
สรุปสั้นๆแค่ว่าหนังเรื่องนี้
เป็นผลงานกำกับของ Jaume Collet-Serra
 http://www4.pictures.zimbio.com/gi/Premiere+Warner+Bros+Orphan+Arrivals+YEoh_Ed9Nygl.jpg
 ดดยรวมหนังเรื่องนี้ท้าทายคนดูเช่นผมมาก ลุ้นตลอดว่ามันจะเป็นยังไง
ขอบคุณที่อุตส่าห์เข้ามาดู สวัสดีครับ



Saturday, November 21, 2009

Transformer's railguns

ภาพประกอบ
บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด
Railguns as weapons ข้อมูลที่เราจะได้เห็น ต่อไปนี้ จะทำให้พวกเรารู้ว่า อาวุธนี้มีตัวตนอยู่จริง และได้เคยทดลองใช้โดยกองทัพเรือสหรัฐได้เคยทดสอบการย ิงแถว Virginia ซึ่งเป็นการยิงด้วยกระสุนด้วยพลังแม่เหล็กไฟฟ้า อาวุธภาพของมันร้ายแแรงหรือเทียบเท่าได้กับ BGM-109 Tomahawk missile กล่าวคือ มีประสิทธิภาพการทำลายล้างสูงมากพอสมควร อย่างไรก็ตามอาวุธชนิดนี้ยังไม่สามารถนำมาใช้ได้จริง



อาวุธชนิดนี้มีหลักการเดียว กับรถไฟแม่เหล็กไฟฟ้าที่ใช้แรงดูด-แรงผลักของแม่เหล้กในการเคลื่อนที่ แต่กระทำในความเร็วที่มากกว่า โดยใช้กระสุนเหล็กเป็นหัวรบ แล้วถูกยิงส่งจากเรือรบไปยังเป้าหมายดังภาพ
Test round from the railgun impacting a target.
All photos above are U.S. Navy photos by John F. Williams (Released)




วงจรไฟฟ้าของปืนสนามแม่เหล็กแบบ Rail Gun


รูปที่ 1 รูปวงไฟฟ้าสำหรับ Rail Gun


รูปที่ 2 แสดงการทำงานปืนสนามแม่เหล็กแบบ Rail Gun

รูปที่ 3 รูปแบบจำลองของปืนสนามแม่เหล็กแบบ Rail Gun


หลักการทำงาน เมื่อจ่ายกระแสไฟฟ้าไหลเข้าไปในเส้นลวดตัวนำจะทำให้เกิดสนามแม่เหล็กไฟฟ้า รอบ ๆ บริเวณเส้นลวดตัวนำและจะทำให้เกิดแรงพุ่งออกมาตามรูปที่ 2 และทิศทางของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดขึ้นนี้ จะเป็นไปตามกฎมือขวา

วงจรไฟฟ้าของปืนสนามแม่เหล็กแบบ Coil Gun




รูปที่ 4 วงจรไฟฟ้าของปืนสนามแม่เหล็กแบบ Coil Gun



รูปที่ 5 ระยะทางที่ยิงลูกกระสุนปืนจากปลายกระบอกปืนจนถึงจุดตก



รูปที่ 6 รูปแบบจำลองของปืนสนามแม่เหล็กแบบ Coil Gun



รูปที่ 7 นำคาปาซิเตอร์มาต่อขนานกันเพื่อเพิ่มความจุให้ได้ตามที่ต้องการ



รูปที่ 8 การเก็บประจุคาปาซิเตอร์

หลักการทำงาน ปิด Switch S1 เพื่อ ชาร์จประจุให้กับ ตัว เก็บประจุ C เมื่อชาร์จได้ที่ กด Switch ยิง ซึ่งจะทำให้ S1 เปิดวงจรแล้ว S2 ปิดวงจร ทำให้กระแสไฟฟ้าไหล เมื่อกระแสไหลผ่านขดลวดจะทำให้เกิดสนามแม่เหล็กไฟฟ้ารอบๆขดลวดโซเลนอยด์และ ทิศทางของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าจะเป็นไปตามกฎมือขวา



ปืนพลังงานแม่เหล็ก ไฟฟ้ากำลังเป็นงานวิจัยที่เป็นที่สนใจของ ทร.สหรัฐฯ เป็นอย่างมากในขณะนี้ ปืนพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าไม่ใช้ส่วนประกอบของดินขับในการสร้างแรงขับลูกปืน แต่ใช้พลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าแทน การทำงานของปืนพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าอาศัยหลักการสำคัญทางฟิสิกส์สองประการ กล่าวคือกฎของแอมแปร์ (Ampere’s Law) และแรงลอเรนซ์ (Lorentz Force) ampere
              กฎของ แอมแปร์ กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้าและสนามแม่เหล็ก โดยกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านตัวนำ จะทำให้เกิดสนามแม่เหล็กรอบตัวนำนั้น ซึ่งค่าของสนามแม่เหล็กจะขึ้นอยู่กับขนาดของกระแสไฟฟ้าในตัวนำ และระยะห่างจากตัวนำนั้น
lorenz
               ส่วนแรงลอเรนซ์ คือแรงที่เกิดกับประจุไฟฟ้าที่เคลื่อนที่ผ่านสนามแม่เหล็ก โดยแรงที่เกิดขึ้นเป็นผลคูณเวคเตอร์ระหว่างการเคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้า (V) กับทิศทางของสนามแม่เหล็ก (B) ดังนั้นแรงลอเรนซ์จึงมีทิศทางตั้งฉากกับทั้งทิศทางการเคลื่อนที่ของประจุและ ทิศทางของสนามแม่เหล็ก และขนาดของแรงลอเรนซ์จะมีค่าสูงที่สุดเมื่อการเคลื่อนที่ของประจุมีทิศทาง ตั้งฉากกับทิศทางของสนามแม่เหล็ก
http://img.rlt.com/A/11003/railgun.jpg

Magentic Rail Gun


หลักการทำงานของปืนพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าใช้ลำกล้องปืนซึ่งประกอบด้วยรางนำ ไฟฟ้า 2 ข้าง และลูกปืนที่เป็นตัวนำไฟฟ้า โดยกระแสไฟฟ้าจะถูกทำให้ครบวงจรด้วยตัวลูกปืนในลำกล้อง ซึ่งการไหลของกระแสไฟฟ้าจะทำให้เกิดสนามแม่เหล็กในลำกล้องตามกฎของแอมแปร์ และสนามแม่เหล็กนี้จะตัดกับกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านตัวลูกปืน ทำให้เกิดแรงผลักลูกปืนออกจากลำกล้อง railgunโครงการ ทดลองปืนพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าของ ทร.สหรัฐฯ ในปัจจุบันสามารถเร่งความเร็วต้นของลูกปืนขนาด 250 กรัม ได้ถึง 1000 เมตร/วินาที (ประมาณ 3 เท่าของความเร็วเสียง) ในความยาวลำกล้อง 1.2 เมตร ของปืนทดลอง โดยเป้าหมายของโครงการปืนพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าของ ทร.สหรัฐฯ อยู่ที่การทำความเร็วต้นของลูกปืนขนาด 20 กิโลกรัม ที่ 2500 เมตร/วินาที ในความยาวลำกล้องประมาณ 10 เมตร ซึ่งหากทำได้สำเร็จจะทำให้ปืนพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้ามีระยะยิงสูงสุดไกลกว่า 200 ไมล์ทะเล นอกจากนี้ความเร็วของลูกปืนที่สูงมาก ยังทำให้ตัวลูกปืนเองมีพลังงานจลน์สูงเพียงพอที่จะทำลายเป้าหมายได้โดยไม่ ต้องใช้หัวกระสุนบรรจุดินระเบิด ดังนั้นลูกปืนแบบนี้จึงถูกเรียกว่าลูกปืนพลังงานจลน์ หรือ Kinetic Energy Projectile ซึ่งลูกปืนพลังงานจลน์ที่ไม่ต้องใช้ดินขับและหัวกระสุน ยังช่วยประหยัดน้ำหนักและขนาดของลูกปืน ทำให้เรือสามารถเก็บลูกปืนได้มากขึ้นในพื้นที่คลังขนาดเท่าเดิม

 


ถึงแม้เทคโนโลยีปืนพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าจะสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการยิง ฝั่งได้เป็นอย่างมาก แต่ปืนพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้ายังคงอยู่ในช่วงของการวิจัยและพัฒนาในปัจจุบัน โดยปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีนี้ที่ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาหนทาง แก้ไขได้แก่ 1.) ปัญหาการสึกหรอของลำกล้อง เนื่องจากปืนพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าใช้พลังงานในการขับเคลื่อนลูกปืนสูงมาก ทำให้เกิดการเสียดสีและเกิดความร้อนที่สูงมากภายในลำกล้อง นอกจากนี้สนามแม่เหล็กที่ใช้ขับเคลื่อนลูกปืนยังตัดกับกระแสไฟฟ้าในลำกล้อง ทำให้เกิดแรงที่จะพยายามพลังรางนำไฟฟ้าภายในลำกล้องออกจากกันทุกครั้งที่ทำ การยิง 2.) ปัญหาความแม่นยำ เนื่องจากลูกปืนมีอัตราเร่งภายในลำกล้องสูงมาก ทำให้การบรรจุระบบระบบนำวิถีภายในตัวลูกปืนเป็นไปได้ยาก ซึ่งระบบนำวิถีด้วย GPS ในปัจจุบันสามารถทนต่ออัตราเร่งสูงสุดได้เพียง 1/3 ของอัตราเร่งเป้าหมายของโครงการลูกปืนพลังงานจลน์ และ 3.) ปัญหาเรื่องแหล่งพลังงาน พลังงานที่ต้องการสำหรับปืนพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าอาจสูงถึง 40-60 เมกะวัตต์ และแหล่งพลังงานจะต้องมีขนาดและน้ำหนักที่เหมาะสมที่จะติดตั้งบนเรือรบได้