Can't find it? here! find it

Showing posts with label science. Show all posts
Showing posts with label science. Show all posts

Wednesday, January 6, 2010

Robot's region

http://www.artsmen.net/content/show.php?Category=mythboard&No=4306


ใน ประเทศที่พัฒนาแล้วนั้น อัตราค่าจ้างแรงงานจะสูง จึงได้มีการคิดอ่านประดิษฐ์ อุปกรณ์ที่เคลื่อนไหวได้เองขึ้นใช้แทนแรงงานมนุษย์ เช่น ใช้ในอุตสาหกรรมประกอบรถยนต์ การผลิตที่ต้องสัมผัสกับสารพิษอันตราย ใช้ให้เก็บกู้วัตถุระเบิด ฯลฯ และปัจจุบันนี้ยังพยายามสร้างหุ่นยนต์ ที่มีลักษณะละม้ายคล้ายมนุษย์ เพื่อเอามาใช้สำหรับงานบ้านแทน อุปกรณ์ ต่างๆ ที่ว่ามานี้เรียกกันว่า โรบ็อท (ROBOT)





ซึ่งหากเราจะนิยามความหมายของโรบ็อทก็จะได้ว่า คือ เครื่องจักรที่สามารถเคลื่อนไหวและทำงานได้โดยตนเอง ไม่จำเป็นต้องมีรูปร่างอย่างมนุษย์ ส่วนเครื่องจักรที่ใช้รีโมตควบคุมนั้น ไม่ถือว่าเป็นโรบ็อทของแท้ แม้แต่เครื่องจักรอัตโนมัติที่ทำงานซํ้าๆ อยู่กับที่เราก็ไม่ถือว่าเป็นโรบ็อทเช่นกัน เพราะมันทำงานได้จำกัดเพียงอย่างเดียว คอมพิวเตอร์ก็ไม่ใช่โรบ็อท เพราะมันเคลื่อนไหวไม่ได้ หากทว่ามันเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญยิ่งของโรบ็อท


อันคำว่า "โรบ็อท" นี้มีกำเนิดมาจากนักเขียนบทละครชาวเชโก-สโลวะเกีย นามว่า คาเรล คาเพ็ก (Karel Capek) เขาได้แต่งละครเรื่องหนึ่งขึ้นในปี ค.ศ.1920 ในชื่อ "โรบ็อทของรอสซั่ม (Rossum's Universal Robots)" เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหุ่นยนต์ที่ลักษณะคล้ายมนุษย์ ซึ่งเขาขนานนามมันว่า โรโบตา (ROBOTA) แปลว่า กรรมกรผู้ทำงานหนัก และพอละครเรื่องนี้ไปแสดงที่กรุงลอนดอนในปี ค.ศ.1923 คำว่าโรบ็อทในภาษาอังกฤษก็แพร่สะพัดตั้งแต่นั้นมา


แต่อันที่จริง มนุษย์ได้มีการประดิษฐ์ อุปกรณ์ที่เคลื่อนไหวได้มาแต่ครั้งดึกดำบรรพ์แล้วครับ โดยชาวกรีกเรียกมันว่า ออโตมาตา (automata) ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า "อัตโนมัติ" นั่นเอง

เจ้าออโตมาตาชิ้นแรกของโลกประดิษฐ์ขึ้นในราว 400 ปี ก่อน ค.ศ. โดยฝีมือนักวิทยาศาสตร์กรีกชื่อ อาร์คายตาส (ARCHYTAS) แห่งตาเรนตัม เขาทำนกพิราบเทียมที่สามารถบินวนอยู่รอบๆ แขนเขาได้ ปีกของมันขยับขึ้นลงโดยอาศัยพลังงานไอนํ้าหรือแรงลม อาร์คายตาสไม่ได้ทำขึ้นเพื่อเป็นของเล่นเด็กหรอกครับ แต่ใช้มันในการขบคิดทฤษฎีคำนวณเกี่ยวกับเครื่องจักรต่างๆ




ออโตมาตาที่โด่งดังต่อมาในศตวรรษที่ 18 ก็คือ "นักเป่าขลุ่ย (FLAUTIS)" สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1783 โดยวิศวกรฝรั่งเศสชื่อ Jacques de Vaucanson หุ่นยนต์ของเขาสามารถเป่าขลุ่ย ออกมาได้ถึง 12 เพลง อย่างไพเราะ โดยมีการขยับนิ้วมือที่ทำด้วยไม้และมี "ปอดเทียม" ด้วย บรรเลงได้ดีจนบางคนเชื่อมั่นว่าต้องมีนักดนตรี ตัวจริงแอบแฝงอยู่ภายในเครื่องแน่ๆ



และในเวลาไล่เลี่ยกันนั้น คือ ปี ค.ศ. 1769 นักประดิษฐ์ชาวเยอรมันชื่อ โวล์ฟกัง ฟอน เคมเปเลน ก็ได้สร้างหุ่นยนต์เล่นหมากรุกขึ้น โดยเรียกมันว่า "เดอะเติร์ค (THE TURK)" มันสามารถเล่นหมากรุก สู้กับคนได้แบบ (เดิน) ตาต่อตา แถมยังเก่งกาจเอาชนะ ได้เป็นส่วนใหญ่เสียด้วย หากทว่าแท้ที่จริงแล้วมีนักเล่นหมากรุก มืออาชีพซ่อนตัวอยู่ภายในโต๊ะ และคอยขยับเดินตัวหมาก  แหม...แบบนี้ ถือเป็นการหลอกลวง ไม่ใช่ โรบ็อทของแท้แต่อย่างใด





ปลาย ศตวรรษที่ 18 นี้ เป็นยุครุ่งเรืองของหุ่นยนต์ เพราะในปี ค.ศ.1795 ก็มีผู้ประดิษฐ์ของเล่นชิ้นหนึ่งถวายสุลต่าน ทิปปู แห่งอินเดีย เรียกกันว่า "พยัคฆ์แห่งไมซอร์ (THE TIGER OF MYSORE)" เป็นรูปเสือโคร่งทำด้วยไม้ ภายในมีออร์แกนซ่อนอยู่ ไอ้เสือตัวนี้อยู่ใน ท่าหมอบ ตะปบทหารอังกฤษที่นอนแผ่หรา พอหมุนก้านยนต์ที่ไหล่ เจ้าเสือมันก็ขยับเคลื่อนไหวพร้อมกับส่งเสียงขู่คำราม ส่วนทหารเคราะห์ร้ายก็ดิ้นรนและร้องโหยหวน ซึ่งเสียงต่างๆ ก็เกิดจากออร์แกน ที่มีการอัดลมเอาไว้นั่นเอง

อุปกรณ์ของเล่นกลเหล่านี้นิยมทำขึ้นกันมาก โดยเฉพาะในญี่ปุ่นและฝรั่งเศส จัดว่ามีการใช้เทคนิคแปลกๆ ที่ทำให้คนดูพิศวงไปตามๆ กัน



"เอ...มันทำได้ยังไงหวา"

อย่างเช่น ในช่วง ค.ศ.1615-1865 มีการพัฒนาหุ่นกลนี้ขึ้นหลากหลายใน ญี่ปุ่นเรียกกันว่า คารา คูริ และเจ้าหุ่นกลคาราคุริที่น่าทึ่งที่สุด ก็คือตุ๊กตาสาวเสิร์ฟนํ้าชา โดยเมื่อเจ้าของบ้านวางถ้วยนํ้าชา ลงบนถาดที่เจ้าตุ๊กตาหุ่นถืออยู่ นํ้าหนักของถ้วยจะไปกดกลไกด้านล่าง เจ้าตุ๊กตาหุ่นก็จะเริ่มออกเดินช้าๆ ไปหาแขกผู้มาเยือน เมื่อแขกยกถ้วยนํ้าชาขึ้นจากถาด มันก็จะหยุดอยู่กับที่ พอแขกดื่มแล้วและวางถ้วยคืนบนถาด เจ้าตุ๊กตาจะหมุนตัวกลับ แล้วเดินไปอยู่ที่เดิมของมัน...






แต่นั่นก็ยังเป็นโรบ็อทที่ไม่สมบูรณ์แบบ ตามที่มนุษย์ใฝ่ฝัน หุ่นยนต์ตามจินตนาการของมนุษย์ ต้องทำอะไรๆ ได้เกือบเท่าคน
ดังจะเห็นได้จากในนิยาย หรือภาพยนตร์ต่างๆ

อย่างเช่น เจ้าหุ่นของรอสซั่มที่กล่าวมาแล้ว หรือในหนังเงียบเรื่อง "เมโทรโปลิส (Metropolis)" ที่สร้างขึ้นใน ค.ศ.1926 โดยฝีมือผู้กำกับฯ เยอรมันชื่อ ฟริทซ์ แลง มีการใช้หุ่นยนต์ผู้หญิง ซึ่งสามารถเคลื่อนไหวได้ราวกับคนจริงๆ (ใช้เทคนิคถ่ายทำนะครับ เคลื่อนไหวเองไม่ได้) ถือกันว่าเจ้าหุ่นตัวนี้แหละที่เป็นแม่แบบโรบ็อทตัวแรกของโลก



ถัดมาในปี ค.ศ.1956 หนังเรื่อง "โลกต้องห้าม (Forbidden Planet)" เมื่อกัปตันอดัมส์ร่อนยานอวกาศลงบนดาวดวงหนึ่ง ก็มีหุ่นยนต์ ร็อบบี้ เดอะ โรบ็อท มาต้อนรับ

"คุณพูดอังกฤษได้มั้ย" เจ้าร็อบบี้ทักทาย "ถ้าพูดไม่ได้ ผมก็ยังพูดภาษาอื่นได้อีก 187 ภาษา บอกมาละกัน"

เจ้า ร็อบบี้ เดอะ โรบ็อทได้เป็นต้นแบบของตุ๊กตาหุ่นยนต์ของเล่นอีกมากมาย ในรูปแบบของกล่องที่มีสองขาเดินเตาะแตะ ส่วนใหญ่จะใช้การไขลาน



โรบ็อทอีกตัวหนึ่งซึ่งโด่งดังในช่วงปี ค.ศ.1963-1989 อยู่ในหนังทีวีซีรี่ส์ของอังกฤษเรื่อง "Doctor Who" หน้าตาไม่เหมือนคนหรอก แต่เป็นแท่งโลหะที่เลื่อนไปมาได้ในชื่อ เจ้า "ดาเล็คส์"

แล้วก็มีที่แฟนหนังพันธุ์แท้ต้องรู้จักกันดี คือเจ้า "ซีทรีพีโอ" กับ "อาร์ทูดีทู" ในหนัง "สตาร์วอร์" สร้างใน ค.ศ.1980

และหุ่นยนต์มือปราบบู๊ดุเดือดในชื่อ "โรโบค็อป" สร้างใน ค.ศ.1987 โดยเมื่อโปลิศหนุ่ม อเล็กซ์ เมอร์ฟี่ โดนฆาตกรรม สมองของเขาถูกนำมาใส่ในหุ่นยนต์ระดับอัลติเมต กลายเป็น "โรโบค็อป" ตามล่าอาชญากรทั้งหลายจนเกลี้ยงเมือง




ส่วนในโลกแห่งความจริง มนุษย์ได้ประดิษฐ์ โรบ็อท ไว้ใช้งานหลายหลาก
เช่น ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิต ใช้ประกอบการเรียนการสอน ใช้ในห้องแล็บ ใช้เป็นอุปกรณ์การแพทย์ ใช้เป็นรถสำรวจบนพื้นผิวดาวเคราะห์หรือพระจันทร์ แม้กระทั่งในด้านการดนตรีและศิลปกรรมต่างๆ ก็มีการนำเอาโรบ็อทมาใช้ประโยชน์ได้


แต่ สุดยอดโรบ็อทที่มนุษย์ต้องการก็คือ หุ่นยนต์ ที่มีรูปร่างหน้าตาใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุด เดินได้ หยิบจับอะไรต่ออะไรได้ ถือไม้กวาดและผ้าขี้ริ้วทำความสะอาดบ้านได้เองโดยไม่ต้องสั่ง เรียกว่าทำได้สารพัดอย่าง เช่นเดียวกับผู้ช่วยแม่บ้านชั้นดี ซึ่งขณะนี้ก็ได้มีการพัฒนาโรบ็อทแบบนี้จนถึงระดับหนึ่งแล้ว


อย่างเช่น เจ้าอาซิโม (ASIMO) ที่ฮอนด้าสร้างขึ้นใน ค.ศ.2000 หลังจากเพียรค้นคิดอยู่นานถึง 14 ปี และเจ้าโรบ็อทที่พัฒนาขึ้นล่าสุดใน ค.ศ.2003 เจ้ามีช่า (MECHA) หรือ HRP-2 ที่บริษัทคาวาดาของญี่ปุ่นผลิตขึ้นให้เป็นโรบ็อทแห่งอนาคต สามารถลุกขึ้นยืนเองได้เมื่อหกล้ม

ยังไม่พอ...ยังไม่เพียงแต่เป็นหุ่นโลหะไร้จิตใจเท่านั้น มันจะต้องมีความรู้สึกดีใจ เศร้าใจ โกรธเป็น รู้จักนึกคิดเองอีกตะหาก

ถึงจะเป็นโรบ็อทสมบูรณ์แบบ




http://www.artsmen.net/content/show.php?Category=mythboard&No=4306





Saturday, October 24, 2009

Benkyoshin movie variety:Surrogate


            หนังแนวSci-fiที่หน้าตื่นเต้นมากในสายตาผมพูดถึงโลกในยุคอนาคตปี 20XX A.D. ที่การสร้างหุ่นยนต์เป็นไปอย่างต่อเนื่องจนวิวัฒนาการณ์เป็นไปอย่างต่อเี่นื่องจนในที่สุดวิวัฒนาการณ์ของหุ่นยนต์มาถึงขีดสุด โดยที่มีนโยบายและรณรงค์การใช้หุ่น "Surrogates"ซึ่งผลิตโดยบริษัท VSI จำกัดมหาชนกันอย่างแพร่หลาย และเป็นที่นิยมมาก
           เพราะคุณไม่ต้องทำศัยกรรม ไม่ต้องออกนอกบ้านไปใหน ไม่จำเป็นต้องพบปะกันซึ่งๆหน้า
อาชญากรรมลดลงอย่างมากเพราะการทะเลาะเบาะแว้งที่ทำให้ถึงชีวิตนั้นเกิดขึ้นน้อยลง สบายกว่ากันเป็นใหนๆ
           เมื่อทุกคนเอาแต่พึ่งพา Surrogateทำทุกอย่างแทนตน ทำให้ทุกคนขลุกอยู่แต่ในบ้านทำให้กลายเป็นสิ่งที่ทำลายสมรรถภาพของมนุษย์โดยสิ้นเชิง

          ในความคิดของว่าการที่โลกอนาคตเป็นแบบนี้ผมไม่ค่อยชอบเท่าไรนักเพราะรู้สึกเหมือนมันไม่ะรรมชาติ    แต่หนังเรื่องนี้สะท้อนสภาพสังคมในปัจจุบันที่ว่า ชีวิตประจำวันทุกคนจำเป็นต้องใส่หน้ากากเดินเข้าหากันเพื่อเกียรติยศ ชื่อเสียง และความอยู่รอด การเผยธาตุแท้หรือทำอะไรที่มันตรงไปตรงมาจะทำให้เสียเปรียบ
เรื่องสอนผมว่า     
1.ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
2.ทำอะไรย่อมมีผลตามมาเสมอ
3.ยอมรับในสิ่งตนเองเป็น หรือยอมรับความจริงสักนิด

เพลงหนังเรื่องนี้เพราะมาก ขับร้องสุดฮีต(Heat)หรือเร่าร้อนโดย Braking Benjamin-I'll not bow=ข้าจะไม่ยอมแพ้หรือคุกเข่า







I'll not bow-Download here

Tuesday, June 2, 2009

EVP (Electronic voice phenomena)

EVP (Electronic voice phenomena)เครื่องมือบันทึกเสียงวิญญาณและสิ่งลี้ลับ คุณเชื่อมั้ยว่าเสียงที่ออกมาจากเครื่อง คือเสียงจริงของเหล่าวิญญาณ? EVP (Electronic voice phenomena)เครื่องมือบันทึกเสียงวิญญาณและสิ่งลี้ลับ คุณเชื่อมั้ยว่าเสียงที่ออกมาจากเครื่อง คือเสียงจริงของเหล่าวิญญาณ?

Electronic Voice Phenomena EVP เป็นตัวย่อหมายถึงเสียงที่ถูกสร้างขึ้นโดยสิ่งลี้ลับ เสียงเหล่านี้
ถูกบันทึกได้ด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
เสียงเหล่านี้มักจะสั้นมีคำพูดหรือวลีสั้นๆ เสมอประวัติความเป็นมา
เป็นเรื่องราวกล่าวขานมานานถึงนักประดิษฐ์ที่ชื่อ โทมัส เอดิสัน
เป็นคนแรกที่ค้นคว้าเรื่องเสียงประหลาดนี้ ในปี 1920
เขาได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าเขากำลังทำเครื่องมือที่สามารถติดต่อกับคนตายได้
เรื่องราวเหล่านี้ถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์จำนวนมาก หลายปีต่อมา โทมัส เอดิสัน
บอกว่านั่นเป็นเรื่องสนุกที่เขากุขึ้นมา
และเขาก็ไม่ได้สร้างเครื่องมือตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด





ก่อนปี 1980
ซาเลย์ (Attila von Szalay)
เป็นคนแรกที่กล่าวว่าเขาสามารถบันทึกเสียงคนที่ตายไปแล้วได้
เขาทำร่วมกับเรย์มอนด์ เบย์เลส(Raymond Bayless)
สร้างเครื่องบันทึกเสียงพิเศษนี้ขึ้นมาโดยมีไมโครโฟนต่อเข้ากับเครื่องบันทึกเสียงและลำโพง

ซาเลย์พบเสียงมากมายในเทปนั้นโดยที่ขณะบันทึกนั้นไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย
งานค้นคว้าของซาเลย์และเบย์เลส ได้ถูกตีพิมพ์ลง Journal of the American
Society for Psychical Research ในปี 1959 หลังจากนั้นในปี 1979
เบย์เลสเป็นผู้แต่งร่วมในหนังสือชื่อ Phone Calls From the Dead
(โทรศัพท์จากวิญญาณ)



ในปี 1959 ฟรีดิช เยอร์เจนสัน (Friedrich J?rgenson) ผู้สร้างภาพยนตร์ชาวสวีเดน
ได้บอกว่า เขาค้นพบเสียงผู้ชายพูดภาษานอร์เวย์ขณะที่เขากำลังบันทึกเสียงนก
หลังจากนั้นเขาสามารถบันทึกเสียงแบบนี้ได้อีกมาก
รวมถึงเสียงของแม่เขาที่จากไปแล้วด้วย


คอนสแตนติน เราดีฟ (Konstantin Raudive) นักจิตวิทยาชาวลัตเวีย
ได้เข้ามาร่วมทำงานกับเยอร์เจนสัน
และสามารถบันทึกเสียงประหลาดได้มากกว่าหนึ่งแสนชุด
มากกว่าสองหมื่นห้าพันชุดเป็นเสียงที่ชัดเจนมาก
เพื่อเป็นการพิสูจน์เราดีฟได้เชิญอาสาสมัครมาฟัง
และส่วนใหญ่บอกว่าเสียงที่บันทึกได้นั้นชัดเจนทีเดียว
และพวกเขาไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

นักค้นคว้าสิ่งลึกลับจำนวนมาก รวมถึงเดวิด ฟอนทานา (David Fontana)
นักศึกษาสาขาวิชาวิทยาการสังคม มหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ (Cardiff university's
school of Social Sciences) ได้บันทึกไว้ว่าช่วงก่อนปี 1970
เราดีฟได้ทำการบันทึกเสียงภายในห้องปฏิบัติการที่มีฉนวนป้องกันสัญญาณวิทยุจากภายนอก
และเราดีฟได้บอกว่าเสียงส่วนใหญ่ที่บันทึกได้นั้นชัดเจนและฟังรู้เรื่อง

หลังจากเสียงบันทึกของเราดีฟได้ถูกเผยแพร่ก็ได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ
นานาอย่างมากมาย
บางครั้งเสียงที่บันทึกได้กลับพูดคนละเรื่องกับที่นักวิจัยถามออกไป



Saturday, May 16, 2009

Abandoned Heavy Equipment

Abandoned Unused and Unfinished Buildings

Unfinished Russian Structures Under Construction

Abandoned (Never Used) Buildings: In most countries, abandonments remain in the wake of long-deserted structures that once saw heavy use. In Russia, some industrial, medical and administrative abandonments are merely the remnants of failed projects that were nearly completed but never put to use. In a way, these tell a unique kind of history – a history of corrupt and confused leadership, a history absent of the normal metaphorical ghosts that haunt the halls of once-used structures. In short: a history of could-have-beens.

Abandoned Missile Silo Complex

Abandoned Russian Nuclear Missile Silo

Abandoned Missile Silo Complex: Of course, the breakup of the Soviet Union was followed by a significant nuclear disarmament leaving deserted silos scattered about the Russian countryside. The particular complex shown in the image above is located in Latvia and contains four silos as well as a central command and technical support bunker. Now decommissioned, some such silos are open for public tourist visitation.

Abandoned Waterfront Military Bunker

Abandoned Russian Military Fortress Structures

Abandoned Oceanside Fortress: Water fortifications were deemed necessary on the east coast of the Soviet Union to protect against possible attacks from Japan. In the southeast of Russia, Vladivostok is the largest port city on the Pacific Ocean. The fort and miles of tunnels featured in the photographs above have since fallen in disarray, but were once a highly prized (and extravagantly expensive) Russian defense construction project. Today it is a destination for Russian and other visitors complete with antiquated bombs and guided tours.

Abandoned Massive Heavy Equipment

Abandoned Communications and Mining Equipment

Abandoned Heavy Equipment: It is somewhat hard to imagine how incredibly costly and complex industrial and communications machines could ever be worth abandoning, yet in Russia one finds giant mining contraptions and satellite arrays left largely to succumb to the elements. The giant communications dish above is the size of a soccer field yet sits essentially idle today.

Friday, May 15, 2009

Tube Station

The Original Tube Station

pneu_tubes_1(images via: Construction-Tools.com and Chicago Tunnel Company)

The history of the pneumatic tube can be traced back to the 19th century but its beginnings were anything but small or primitive. Inventor Alfred beach received a patent for his pneumatic subway train concept in 1865, and by 1870 an actual working subway was in operation beneath the streets of New York! Formally known as the Beach Pneumatic Transit, the subway featured a single car that ran for a single block: 312 feet from Warren Street to Murray Street in an 8-foot wide tunnel under Broadway. Beach’s idea was ahead of its time and the subway closed in 1873. It would be thirty years before another, non-pneumatic subway would run beneath the streets of New York.

pneu_tubes_1b(image via: Jamd)

Above is an 1868 illustration of what Beach had in mind: an elevated pneumatic train system combined with a pneumatic mail dispatch system featuring surprisingly large wheeled canisters. The “U.S. Pneumatic Dispatch” sounds like something out of Sky Captain and the World of Tomorrow!

Have Cash, Can Carry

pneu_tubes_2(images via: BrassRegisters.com and The Cash Railway Website)

It wasn’t long before inventors and entrepreneurs created more practical applications for the pneumatic tube concept. One of the earliest was the Cash Carrier, a system designed for in-store use that moved cash & coins through large department stores. Patented by D. Brown on July 13, 1875, pneumatic cash carriers installed before the turn of the century were still running well decades later.

Coring The Big Apple

pneu_tubes_3(images via: Wired New York Forum)

From 1897 to 1953, the New York City Post office used a wide-ranging pneumatic tube system operated by the Tubular Dispatch Company to move mail across the city. By 1914 fully 30 percent of the city’s first class mail was being shuttled across town through the tube system, which included one very long stretch that ran the length of the Brooklyn Bridge.

Taking Stock of Pneumatics

pneu_tubes_63(images via: Scripophily)

The creation, construction and operation of pneumatic networks took time and money… especially money. Companies who sought to fund the expansive systems of the era issued stock to lessen the financial load on themselves. Several pneumatic tube company stock certificates from 1906 (above top) and 1920 (above, bottom) depict the great expectations companies had for these revolutionary, futuristic pneumatic networks. One wonders how investors in these companies made out.

Wind Power Around the World

pneu_tubes_4(images via: Pneumatic Networks and Berliner Unterwelten)

Pneumatic tube networks were the toast of the Brass Age and could be found in London, Paris, Berlin and Vienna. The Berlin pneumatic dispatch system operated from 1865 to 1976, encompassing over 400 kilometers (250 miles) of tubes and surviving (mostly) 2 major wars.

Posta Pneumatica

pneu_tubes_5a(images via: Buispost EU and Ian Ridpath)

Pneumatic mail… the term has an almost Steampunk vibe to it but it actually existed - the stamps above prove it. While most countries running pneumatic networks allowed users to pay with regular postage stamps, Italy issued a variety of dedicated Posta Pneumatica stamps, some of which are shown above. The most recent stamps were issued in 1966 with an expiry date of February 12, 1992.

pneu_tubes_5b(images via: Linns)

Here are some more of these beautiful Italian stamps, though one wishes the engravers would have used the mechanics of Italy’s pneumatic mail network for their subject matter.

William Lamson, the Wizard of Tubes

pneu_tubes_8(images via: Obvious and The Cash Railway Website)

An American, William Stickney Lamson, was the leading light of the pneumatic tube mania that swept the developing world in the late 19th century. Lamson’s tube networks snaked through most every major city in Europe and North America. What’s most remarkable is that Lamson remained synonymous with pneumatic tube networks for so long, and that his systems had to meet different requirements in almost every application.

“Pneumatic Tubes, Ladies’ Lingerie…”

pneu_tubes_9(images via: World Architecture Images and Discovery.com)

One of the most successful applications of pneumatic tube networks was in large department stores where they were indispensable for quickly moving cash, messages and even small items of merchandise to precise locations. The first intraweb, one might say. The pioneer in deploying an in-store pneumatic tube system was Wanamaker’s, a Philadelphia retailing legend, way back in 1880 - a year after they installed electric lighting.

The Perkiest Coffee EVAR

pneu_tubes_7(images via: Curious Expeditions)

The Roasting Plant has come up with a novel use for pneumatic tubes. The popular New York coffee roaster & retailer employs the Roasting Plant Javabot™ to perfectly prepare one of a number of specialty coffee beans to perfection. The device then dispenses beans or ground coffee to customers through a series of pneumatic tubes. Owner Mike Caswell experimented with a prototype Javabot system in his home basement using vacuum cleaner parts - he’s come a long way since then.

From Somewhere to St. Elsewhere

pneu_tubes_10(images via: Swisslog and Adanac)

When moving small packages quickly from one place to another within a self-contained area, pneumatic tube systems can’t be beat. Indeed, modern tube networks are installed in new hospitals, older systems are added to and original systems just keep on ticking along, as they have very few moving parts to wear out. Hospitals are ideal locations for tube systems; they move medical samples from one area to another quickly - and in hospitals, speed can save lives.

Here’s a short video of a modern pneumatic tube network used for promotional purposes. It looks like some old Victorian’s idea of a utopian transportation network… which was actually the idea in the first place!

Pneumatic tube network schematic, via Asimumut

YouTube? No, PneuTube

pneu_tubes_11(images via: Jimsmash!!! and Trixiebedlam)

What does the future hold for pneumatic tubes? As long as there’s air, they’ll work - even in airless space if they’re aboard a space station (or Death Star). If you think about it, very few of the great inventions from the early industrial age have evolved so little over the years. It’s a tribute to sound engineering and straightforward mechanics. When the future finally arrives, pneumatic tubes will bring us there!

pneu_tubes_12

Monday, October 27, 2008

18 miracle in science

18 เรื่องเหลือเชื่อทางวิทยาศาสตร์

๑. เส้นเลือดในร่างกายมนุษย์มีความยาวรวม 62,000 ไมล์ ถ้านำมันมาเรียงต่อกันเป็นทางยาวจะได้ความยาว ถึง 2.5 เท่าของเส้นรอบวงโลก
1.Humen's blood vassel have totally 62,000 miles long. If you put it together. It may long as a gloab's radius.

๒. The Great Barrier Reef (แนวปะการังที่ยาวทีสุดในโลกบริเวณออสเตรเลีย) เป็นโครงสร้างสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีความยาวกว่า 2000 กิโลเมตร
2.The Great Barrier Reef are the logest Austrarian things. 2,000 miles long.

๓. โอกาสที่โลกจะถูกโจมตีด้วยอุกาบาตขนาดใหญ่ อยู่ที่ 9300 ปีต่อครั้ง
3. World may taking big asteroid attack once per 9300 years

๔. ดาวนิวตรอนขนาดเท่าหัวแม่มือมีน้ำหนักกว่า 100 ล้านตัน
4.Neutron star which is big as head finge. Are 100,000,000 Tons

๕. พายุเฮอริเคนหนึ่งลูกผลิตพลังงานเท่ากับระเบิดขนาด 1 เมกะตันจำนวน 8000 ลูก
5. A Hurricane are producing the fire power as 8000 granades.

๖. คาดว่ามีพยาธิปากขอ ซึ่งดูดเลือดเป็นอาหารอยู่ในร่างกายมนุษย์โลกเรา 700 ล้านคน
6.Somebody predict that. 700,000,000 people have parasites in the body.

๗. Fred Rompelberg คือผู้ขี่จักรยานด้วยความเร็วที่สุดในโลกด้วยความเร็ว 166.94 ไมล์ต่อชั่วโมง
7.Fred Rompelberg are the fastest bicycle rider in the world. About 166.94mile/1 hour

๘. มนุษย์เราสามารถคิดค้นแสงเลเซอร์ที่มีความสว่างกว่าแสงอาทิตย์ 1 ล้านเท่า
8.Humen has discovered Laser which is lighter than sun X1,000,000

๙. 65% ของผู้ป่วยออทิสติคส์ เป็นคนถนัดซ้าย
9. 65% of Ortistic patient are good at left hand.


๑0. Finnish pine tree (ต้นสนชนิดหนึ่งในฟินแลนด์) มีความยาวของรากแต่ละต้นรวมแล้วกว่า 30 ไมล์
10.Finnish pine tree root are about 30 miles distance



http://www.istockphoto.com/file_thumbview_approve/785243/2/istockphoto_785243_lone_pine.jpg
๑๑. จำนวนเกลือที่อยู่ในน้ำทะเลทั่วโลกเรา สามารถปกคลุมพื้นผิวทวีปทั่วโลกได้หนากว่า 500 ฟุต
11. Salt that's in this world. Can cover this earth about 500 feet.

๑๒. กลุ่มแก๊สระหว่างหมู่ดาวในราศีธนู มีส่วนประกอบของแอลกอฮอล์นับหมื่นล้านล้านลิตร
12. Gases that in the group of the star called "Arrows,or archer up to you"
hascontains Alchohol 10,000,000,000 litre.
๑๓. หมีขั้วโลกสามารถวิ่งด้วยความเร็ว 25 ไมล์ต่อชัวโมง และกระโดดได้สูงกว่า 6 ฟุต
13. White bare can run 25 mile/hours fast, and jump highter than 6 feet
๑๔. กล้อง infared จับภาพหมีขั้วโลกได้ยากมาก เนื่องจากคุณสมบัติของขนของมัน
14. Infared camera aren't be able to capture the north pole bare, Because of it's hair.
๑๕. เฉลี่ยแล้วในหนึ่งปี คนเราจะกินสัตว์จำพวกเห็บลิ้นไร โดยไม่ได้ตั้งใจไป 430 ตัวต่อคนต่อปี
15.Unfortunatly. We may eat somekind of lices,and louse about 430/a year
๑๖. รากของต้น Rye(ข้าวชนิดหนึ่งใช้หมักสุรา) สามารถแผ่ขยายไปได้ถึง 400 ไมล์
16. Rye's root are able to spread around 400 mile
๑๗. อุณหภูมิบนพื้นผิวของดาวพุธสูงกว่า 430 องศาเซลเซียสในเวลากลางวัน แต่ลดลงต่ำกว่า ติดลบ 180 องศาเซลเซียสในเวลากลางคืน
17. Mercyry's temperature are higher than 430 celcius degree in the morning, And lower than 180 degree in a night
๑๘. ภายใน 24 ชั่วโมง ต้นโอ๊กขนาดใหญ่ขับน้ำ(ในรูปของไอน้ำ)ออกมา 10 - 25 แกลลอน 18. In 24 hours Oak tree are about to steam the water 10-25 gallon
๒๐. ผีเสื้อรับรู้รสด้วยขาหลังของมัน โดยประสาทการรับรู้ทำงานโดยการสัมผัส ทำให้มันรู้ว่าใบไม้และดอกไม้ที่มันสัมผัส มีรสชาติอย่างไรและกินได้หรือไม่
20 Butterfly are tasting by the back legs. Those making body knows that's be able to eat or not?

Thursday, October 23, 2008

Becteria 250,000,000 years

ข่าวจากสำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่านักชีววิทยาได้ทำการปลุก แบคทีเรียซึ่งมีอายุถึง 250 ล้าน
ปีให้ตื่นจากการหลับไหล นับว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีอายุยืนยาวที่สุดตั้งแต่เคยมีการบันทึกทีเดียว สปอร์ของแบคทีเรียดังกล่าวได้ฝังตัวอยู่ในผลึกเกลือ ซึ่งค้นพบที่รัฐนิวแม็กซิโก ประเทศสหรัฐอเมริกา เจ้าแบคทีเรียนิททรานี้มีชื่อว่า Bacillus permians ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง โดยนักชีววิทยาได้เจาะเข้าไปในผลึกเกลืออย่างระมัดระวัง และ ดูดเอาของเหลวจากข้างในผลึก แล้วนำมาเพาะให้งอกงามอีกครั้งหนึ่ง การมีค้นพบครั้งนี้นับเป็นการกระตุ้นคำถามสำคัญที่ว่า ในเมื่อแบคทีเรียดังกล่าว มีชีวิตยืนยาวได้ถึง 250 ล้านปี เป็นไปได้หรือไม่ว่ามันจะสามารถมีชีวิตได้อีก ต่อไปอีก 250 ล้านปีข้างหน้า หรือมากกว่านั้น หลักฐานข้างต้นทำให้เป็นไปได้ว่า แบคทีเรียอาจจะมีอายุยืนยาวพอ ที่จะสามารถขนถ่าย จากดาวดวงหนึ่งไปยังอีกดวง หรือจากระบบสุริยะจักรวาลหนึ่ง ไปยังอีกอัน หรือชีวิตบนโลกจะมาจากห้วงอวกาศ?

Sunday, October 19, 2008

power from mind

พลัง............จิตใต้สำนึก

จิตใต้สำนึก คือฐานข้อมูลของความคิด และความรู้สึกที่เกิดขึ้นซ้ำกันบ่อยๆ จนตกตะกอนแล้วจิตใต้สำนึกไม่ได้เชื่อมต่อกับทวารทั้งห้า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ดังนั้นจึงไม่รับรู้ว่า เห็นอะไร ได้ยินอะไร แต่จะบันทึกเฉพาะส่วนที่เป็นความรู้สึกพร้อมกับภาพในจินตนาการเท่านั้นหากคุณรู้สึกอิจฉาริษยาในความสำเร็จ
การได้เลื่อนตำแหน่งหรือความร่ำรวยของผู้อื่นจิตใต้สำนึกก็จะเข้าใจว่า คุณไม่ต้องการสิ่งเหล่านี้ จึงบันดาลให้คุณไม่มีโอกาสได้พบดังนั้นจึงควรร่วมแสดงความยินดีกับผู้ที่ประสบความสำเร็จ เพื่อส่งสัญญาณ ไปยังจิตใต้สำนึกว่า คุณก็ต้องการประสบสิ่งเหล่านี้เช่นกันจิตใต้สำนึกจะไม่เข้าใจสมมติของโลก เช่นจำนวนเงิน แต่จะบันทึกไว้ในรูปของความรู้สึกแทนดังนั้นคนที่ทำบุญสิบบาท ด้วยความรู้สึกศรัทธาเต็มเปี่ยม กับคนที่ทำบุญแสนบาทด้วยความศรัทธาเท่ากันข้อมูลที่จะบันทึกไว้ในจิตใต้สำนึกก็จะเท่ากัน จิตใต้สำนึกจะแยกไม่ออกระหว่างภาพในจินตนาการกับภาพจากประสบการณ์จริงดังนั้น การที่คุณสร้างจินตนาการในใจขึ้น ก็เหมือนกับเป็นการบอกจิตใต้สำนึกบันทึกภาพนี้ไว้บันดาลให้เกิดขึ้นจริงต่อไปจิตใต้สำนึกเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึก ต่างจากจิตสำนึกซึ่งเกี่ยวข้องกับความคิดและสมองจิตใต้สำนึกไม่เข้าใจภาษา แต่จะบันทึกเฉพาะสิ่งที่เป็นความรู้สึก
จึงไม่เข้าใจคำว่า "ไม่" "อย่า" ดังนั้นคุณจึงควรคิดแต่ทางบวก อย่าไปคิดในสิ่งที่ตัวเองไม่ต้องการ เช่นไม่ควรคิดว่าฉันไม่อยากอ้วนแต่ให้เปลี่ยนเป็นรูปร่างในฝันของฉันคือผอมเพรียวเมื่อคุณฝึกคิดบวกจนเป็นนิสัย จิตใต้สำนึกก็จะบันดาลให้สิ่งที่ดิดเกิดขึ้นจริงแล้วจะพบว่าสิ่งดีๆ เข้ามาสู่ชีวิตคุณมากมายอย่างไม่น่าเชื่อแต่ทั้งนี้การจินตนาการภาพในใจนั้น จะไม่มีวันเกิดขึ้นจริงได้หากคุณมีความอยาก เกิดขึ้นในใจเพราะความอยากหรือพุทธศาสนาเรียกว่า ตัณหา เป็นตัวปิดกั้นศักยภาพการทำงานของพลังจิตใต้สำนึก เพราะความอยาก ทำให้คุณวิตกกังวล รุ่มร้อน ไม่สงบ และผลที่ตามมาคือความไม่เชื่อมั่น และเกิดความลังเลสงสัย ดังนั้นต้องลดอยาก หยุดอยาก และไม่คิดอยาก แต่จงเปลี่ยนเป็นความเชื่อแทน

Thursday, October 9, 2008

Lost animal kinds

สัตว์สาปสูญ
คนยุคนี้คงหมดสิทธิเห็น

............................................................................
สัตว์พันธุ์ครึ่งม้าลายครึ่งลา
1




1.สัตว์พันธุ์ครึ่งม้าลายครึ่งลา ซึ่งเคยมีในประเทศอาฟริกาใต้ เมื่อทศวรรษ 1860 ถูกตามล่ากวาดล้างให้สิ้นซากเพื่อขายทอดตลาดด จนสูญพันธุ์แค่กลางปี 1880 เท่านั้น


แรดขน ตัวยาว 5 เมตร
2

2.แรดขน ตัวยาว 5 เมตร เคยมีชีวิตอยู่เมื่อ 6,000 - 9,000 ปีมาแล้ว เป็นสัตว์ดุร้าย กินหญ้าเป็นอาหาร แรดชนิดนี้คนสมัยโบราณเคยวาดไว้ตามผนังถ้ำ


กวางไอริช
3

3.กวางไอริช อาศัยอยู่ในแถบยุโรป เอเซีย และอาฟริกาเหนือ ตัวสูง 2 เมตร (วัดถึงไหล่) ความกว้างของเขา 4 เมตร มักอยู่กันเป็นฝูง มนุษย์สมัยก่อนใช้เขาของมันเป็นเครื่องประดับในบ้าน กวางไอริชถูกกำจัด จนสูญพันธ์เรียบร้อย ด้วยฝีมือของมนุษย์และจากภัยน้ำแข็ง เมื่อ 11,000 ปีมาแล้ว


วัวทะเลพันธุ์สเตลเลอร์ ตัวยาว 10 เมตร
4

4.วัวทะเลพันธุ์สเตลเลอร์ ตัวยาว 10 เมตร ซึ่งค้นพบในปี ค.ศ.1741 และถูกมนุษย์ล้างผลาญเป็นอาหารหมดสิ้นในปี ค.ศ.1768


นกโมของนิวซีแลนด์ ตัวสูง 4 เมตร หนัก 225 กิโลกรัม
5

5.นกโมของนิวซีแลนด์ ตัวสูง 4 เมตร หนัก 225 กิโลกรัม พบเมื่อ 100 ปีมาแล้ว สูญพันธุ์ไปในชั่วระยะเวลาไม่กี่ปี เพื่อสนองความอยากได้ขนของมนุษย์ โธ่ ตายเพราะขนแท้ๆเชียว


กระทิงขนยาว
6

6.กระทิงขนยาวรุ่มร่ามเหล่านี้ คล้ายกับความที่เคยกินหญ้าอยู่ในที่ราบอเมริกา เมื่อ 11,000 ปีมาแล้ว สัตว์ดุร้ายสนิดนี้สูง 2 เมตร มีโหนกตรงส่วนหลัง และเขายาวถึง 2 เมตร

Monday, August 25, 2008

Visit ghost

# ทุกวิธีต้องทำระหว่าง 4ทุ่ม ถึง เที่ยงคืน และต้องไม่เลยเที่ยงคืนเพราะจะถือว่าเป็นวันใหม่
# ทุกวิธีห้ามใส่พระ ยกเว้นวิธีที่8
# วันที่ทำแล้วมีโอกาสเห็นมากที่สุดคือวันพุธ และ วันอาทิตย์
# คนที่มีโอกาสเห็นได้ง่ายสุดคือคนที่เกิดวันพุธ วันศุกร์ และ วันอาทิตย์
# ทุกวิธีอาจจะให้มีคนอื่นอยู่ด้วยก็ได้ยกเว้นบางวิธีที่จะระบุว่าคุณต้องทำคนเดียว
# ทุกวิธีที่ต้องหลับตาหากคุณเปลี่ยนใจไม่อยากเห็น ให้เอาอุปกรณ์ทุกอย่างออก แล้วค่อยลืมตา

*วิธีที่1* “มองลอดใต้หว่างขา” (เห็นผี 21 คน)
1. นำใบไม้ (จากต้นใดก็ได้) ที่ร่วงลงมาจากต้นไม้ ต้องเป็นของต้นนั้นจริง ๆ และร่วมลงมาไม่ห่างจากลำต้นมากนัก หากอยู่ใกล้รากจะยิ่งดี
2. ยืนในที่โล่ง และต้องมองเห็นพระจันทร์ หันหน้าไปทางทิศตะวันออกหันหลังไปทางทิศตะวันตก (เพื่อเวลาก้มจะได้ก้มไปทางทิศตะวันตก)
3. นำใบไม้ที่เก็บมา เอาไว้ในฝ่ามือ (จะทำมืออย่างไรก็ได้ แต่ห้ามพนมมือ)
4. หมุนตัวตามเข็มนาฬิกา (หมุนซ้าย) ช้า ๆ เมื่อมาหยุดที่เดิม (ทิศตะวันออกที่หันหน้าไว้ตั้งแต่แรก) ให้ท่องว่า “พุทโธทายะ” (เหมือนผีถ้วยแก้วเลย) ทำแบบนี้ 3 รอบ(ท่อง 3 ครั้งด้วย)
***เพื่อให้เห็นภาพ*** รอบที่1 ยืนหันไปทางทิศตะวันออก หมุนซ้ายไปจนมาหยุดที่จุดเริ่มต้นแล้วท่องว่า “พุทโธทายะ” และทำต่อไป รอบที่ 2 และรอบที่3
5. หลับตานึกถึงใบไม้ที่อยู่ในมือ กับต้นเจ้าของใบไม้ แล้วให้คิดว่าใบไม้ในมือ คือพลังงานอย่างหนึ่งที่จะเรียกวิญญาณมาได้ และนึกเอาว่าใบไม้นี้ได้ตายไปแล้วจึงได้หลุดมาจากต้นไม้ เพราะฉะนั้นเราติดต่อกับวิญญาณได้ เหมือนที่ติดต่อกับใบไม้ที่ตายแล้วใบนี้
6. ค่อย ๆ ก้มหน้าลง (ระหว่างนี้ห้ามลืมตาเด็ดขาด) เมื่อคุณก้มและพร้อมแล้ว “ให้ตั้งสติดี ๆ” แล้วลืมตา
7. แล้วผีจะมาให้เห็น
***หากเห็นอะไรห้ามวิ่ง ไม่ว่าสิ่งที่เห็นจะอยู่ไกล หรือมาประจันหน้าก็ตาม ต้องทำตามนี้ก่อน***
1. เงยหน้าขึ้น ทิ้งใบไม้ลงพื้นทันที
2. หมุนตัวทวนเข็มนาฬิกา (หมุนย้อนกลับไปทางขวานั่นเอง) 3 รอบ โดยไม่ต้องท่องอะไรเลย
3. เมื่อกลับถึงบ้านต้องล้างหน้า 3 ครั้ง ก่อนล้างให้ท่อง “พุทโธ” แล้วเป่าลมลงน้ำจึงค่อยล้างหน้าทำแบบนี้ 3 ครั้ง

*วิธีที่2* “ตัดเล็บตอนกลางคืน” (เห็นผี 12 คน)
***ขอย้ำเลยวิธีนี้ ต้องทำระหว่าง 4 ทุ่ม ถึง เที่ยงคืน เพราะต้องไม่ให้โพล้เพล้ หรือ เป็นวันใหม่”***
1. ตัดเล็บมือเท่านั้น โดยเริ่มจากนิ้วก้อย ,นิ้วโป้ง ,นิ้วนาง ,นิ้วชี้ และนิ้วกลาง(ตัดจากนอกเข้าในนั่นเอง)โดยเริ่มตัดจากมือขวาก่อน และทำแบบเดียวกันกับมือซ้าย
*เล็บที่ตัดห้ามหักหรือขากเด็ดขาดต้องเป็นโค้งตามรูปเล็บ มิเช่นนั้นจะไมได้ผล*
2. น้ำเศษเล็กที่ตัดห่อใส่ผ้าอะไรก็ได้แต่ต้องเป็นสีดำ (ต้องใช้แล้ว ไม่ใช่ผ้าใหม่)
3. นำไปวางไว้ทางทิศตะตก (เช่นเคย) ของที่พักอาศัย
4. เมื่อคุณเข้านอนได้ไม่นาน จะมีคนมานั่งตัดเล็บอยู่ตรงปลายเท้าที่คุณนอน (เสียงดัง “แก๊กๆ”นั่นแหละ) เป็นการตัดเล็บของเค้ามาคืนคุณ
5. ถ้าอยากเห็นก็ลืมตาแต่ห้ามโวยวาย เพราะเขาจะไปแล้วคุณอาจจะซวยได้ (เพราะถือว่าเค้ามาดี โดยที่เขาคิดว่าเราเอาเล็บไปแลก หรือไปเล่นกับเขา แล้วเขาก็เลยเอาของเขามาคืน)
6. เมื่อคุณตื่นในตอนเข้า ให้ไปยังจุดที่คุณเอาเล็บไปวางไว้ คลี่ห่อผ้าออก จะพบเล็บของคนอื่นไม่ใช่ของคุณ
7. ให้คุณพูดเบา ๆ ว่า “ขอบคุณ” แล้วเอาไปฝังไว้ที่ใดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในที่พักอาศัยของคุณ (แต่ห้ามทิ้งหรือเผาโดยเด็ดขาด)

*วิธีที่3* “หันหลังให้กระจกแล้วกลืนน้ำลาย” (เห็นผี 16 คน)
# วิธีนี้ต้องทำคนเดียวเท่านั้น
# วิธีนี้ต้องทำก่อนเที่ยงคืน 6 นาที
# นาฬิกาที่คุณใช้เป็นเกณฑ์ในกาวัด ให้ยึดเรือนใดเรือนหนึ่งในบ้านได้เลย
1. ยืนหันหลังให้กระจก (ครั้งนี้จะทิศใดก็ได้) ตอนเวลา 5 ทุ่ม 54 นาที
2. กลืนน้ำลาย 1 ครั้ง ทุก ๆ 1 นาที
3. พอครบ 6 นาที หมายความว่าคุณกลืนน้ำลายไปแล้ว 6 ครั้ง และถึงเวลาเที่ยงคืนพอดี
4. หลับตาแล้วหันไปทางกระจก (จะหันซ้ายหรือขวาก็ได้แต่ช้า ๆ) แล้วกลืนน้ำลายอีกครั้ง (เป็นครั้งที่7) แล้วลืมตา และผีจะมาให้เห็น
5. เมื่อคุณต้องการยุติพิธี ให้หลับตากลืนน้ำลายอีกครั้ง เป็นอันจบพิธี

*วิธีที่4* “ดีดลูกคิดตอนกลางคืน” (เห็นผี 32 คน)
# ลูกคิดที่ใช้ดีด ให้ดีดอันที่มีรางยาวที่สุดเท่านั้น
# ต้องอยู่คนเดียว เพราะต้องใช้สมาธิอย่างมาก
1. ให้ลูกคิดทุกลูก ในทุกรางอยู่สุดรางที่หันมาหาตัวเรา
2. ดีดีลูกคิดขึ้นโดยให้ลูกคิดออกจากตัวทีละลูก(ต้องมีสมาธิมากๆ) ไล่ไปตั้งแต่รางแลก ไปจนรางสุดท้าย
3. ตั้งสมาธิให้ดีอย่างมาก แล้วจับรางลูกคิดตั้งขึ้น ให้ลูกคิดวิ่งกลับมาที่เดิมในตอนแรก
4. มองรอดช่องรางลูกคิด(รางใดก็ได้) แล้วผีก็จะมาให้เห็น
5. หลังจาการทำเรียบร้อยแล้ว ให้ทิ้งลูกคิดนั้นทันที *ห้าม* นำกลับมาใช้อีกเป็นเป็นอันขาด

*วิธีที่5* “เอามุ้งคลุมหัวตอนกลางคืน” (เห็นผี 6 คน)
1. เอามุ้งมาครอบหัวไว้ (หลับตาตั้งแต่ก่อนคลุมแล้ว)
2. ท่อง มะ-อะ-อุ 7 ครั้ง (อย่าลืมว่าต้องหลับตา)
3. ลืมตา แล้วผีจะมาให้เห็น

*วิธีที่6* “ใส่เสื้อกลับแล้วนอนห้อยหัว” (เห็นผี 31 คน)
# ต้องทำคนเดียว
1. ใส่เสื้อโดยการเอาข้างหลังมาอยู่ข้างหน้า (ถ้ามีกระดุม ก็เอากระดุมไว้ขางหลังนั่นเอง)
2. นอนลงบนที่นอนที่สูงกว่าพื้น แล้วห้อยหัวลงมอง (เหมือนแหงนหน้า)
3. แล้วผีจะมาให้เห็น

*วิธีที่7* “แหงนหน้ามองตรงบันได” (เห็นผี 42 คน)
# ต้องทำคนเดียว
1. นั่งบนบันไดชั้นบนสุด แล้วลงมาทีละขั้นทั้งที่ยังนั่งอยู่ (ใช้ก้นลงบันได้นั่นเอง)
2.เมื่อถึงขั้นสุดท้าย ให้ยังคงนั่งอยู่ที่ขั้นสุดแล้ว แล้วจึงแหงนหน้ามองกลับขึ้นไปชั้นบนสุด
3. แล้วผีจะมาให้เห็น

*วิธีที่8* “สวมพระกลับหลัง” (เห็นผี 28 คน)
# ต้องทำคนเดียว
1. สวมพระโดยคล้องสร้อยพระไว้ด้านหลัง(ให้เหมือนที่อยู่ด้านหน้าเลย)
2. ยื่นแขนซ้ายออกไปข้าง ๆ แล้วทำมุมข้อศอกโดยให้กำปั้นทิ่มลงพื้น และให้ข้อศอกตั้งฉากกับพื้น
3. มองลอดผ่านช่องแขน แล้วจะเห็นผี

ขอร้องน่ะครับ ไม่เชื่อ ก็อย่าลบหลู่ นะคับ มันตามคุณได้ทุกที่ มันอาจจ้องมองคุณอยู่ตอนนี้!!! ระวังไว้ด้วยคับ ไม่ได้ขู่

Visit ghost

# ทุกวิธีต้องทำระหว่าง 4ทุ่ม ถึง เที่ยงคืน และต้องไม่เลยเที่ยงคืนเพราะจะถือว่าเป็นวันใหม่ 
# ทุกวิธีห้ามใส่พระ ยกเว้นวิธีที่8 
# วันที่ทำแล้วมีโอกาสเห็นมากที่สุดคือวันพุธ และ วันอาทิตย์ 
# คนที่มีโอกาสเห็นได้ง่ายสุดคือคนที่เกิดวันพุธ วันศุกร์ และ วันอาทิตย์ 
# ทุกวิธีอาจจะให้มีคนอื่นอยู่ด้วยก็ได้ยกเว้นบางวิธีที่จะระบุว่าคุณต้องทำคนเดียว 
# ทุกวิธีที่ต้องหลับตาหากคุณเปลี่ยนใจไม่อยากเห็น ให้เอาอุปกรณ์ทุกอย่างออก แล้วค่อยลืมตา 


*วิธีที่1* “มองลอดใต้หว่างขา” (เห็นผี 21 คน) 
1. นำใบไม้ (จากต้นใดก็ได้) ที่ร่วงลงมาจากต้นไม้ ต้องเป็นของต้นนั้นจริง ๆ และร่วมลงมาไม่ห่างจากลำต้นมากนัก หากอยู่ใกล้รากจะยิ่งดี 
2. ยืนในที่โล่ง และต้องมองเห็นพระจันทร์ หันหน้าไปทางทิศตะวันออกหันหลังไปทางทิศตะวันตก (เพื่อเวลาก้มจะได้ก้มไปทางทิศตะวันตก)
3. นำใบไม้ที่เก็บมา เอาไว้ในฝ่ามือ (จะทำมืออย่างไรก็ได้ แต่ห้ามพนมมือ) 
4. หมุนตัวตามเข็มนาฬิกา (หมุนซ้าย) ช้า ๆ เมื่อมาหยุดที่เดิม (ทิศตะวันออกที่หันหน้าไว้ตั้งแต่แรก) ให้ท่องว่า “พุทโธทายะ” (เหมือนผีถ้วยแก้วเลย) ทำแบบนี้ 3 รอบ(ท่อง 3 ครั้งด้วย) 
***เพื่อให้เห็นภาพ*** รอบที่1 ยืนหันไปทางทิศตะวันออก หมุนซ้ายไปจนมาหยุดที่จุดเริ่มต้นแล้วท่องว่า “พุทโธทายะ” และทำต่อไป รอบที่ 2 และรอบที่3 
5. หลับตานึกถึงใบไม้ที่อยู่ในมือ กับต้นเจ้าของใบไม้ แล้วให้คิดว่าใบไม้ในมือ คือพลังงานอย่างหนึ่งที่จะเรียกวิญญาณมาได้ และนึกเอาว่าใบไม้นี้ได้ตายไปแล้วจึงได้หลุดมาจากต้นไม้ เพราะฉะนั้นเราติดต่อกับวิญญาณได้ เหมือนที่ติดต่อกับใบไม้ที่ตายแล้วใบนี้ 
6. ค่อย ๆ ก้มหน้าลง (ระหว่างนี้ห้ามลืมตาเด็ดขาด) เมื่อคุณก้มและพร้อมแล้ว “ให้ตั้งสติดี ๆ” แล้วลืมตา 
7. แล้วผีจะมาให้เห็น 
***หากเห็นอะไรห้ามวิ่ง ไม่ว่าสิ่งที่เห็นจะอยู่ไกล หรือมาประจันหน้าก็ตาม ต้องทำตามนี้ก่อน*** 
1. เงยหน้าขึ้น ทิ้งใบไม้ลงพื้นทันที 
2. หมุนตัวทวนเข็มนาฬิกา (หมุนย้อนกลับไปทางขวานั่นเอง) 3 รอบ โดยไม่ต้องท่องอะไรเลย 
3. เมื่อกลับถึงบ้านต้องล้างหน้า 3 ครั้ง ก่อนล้างให้ท่อง “พุทโธ” แล้วเป่าลมลงน้ำจึงค่อยล้างหน้าทำแบบนี้ 3 ครั้ง 

*วิธีที่2* “ตัดเล็บตอนกลางคืน” (เห็นผี 12 คน) 
***ขอย้ำเลยวิธีนี้ ต้องทำระหว่าง 4 ทุ่ม ถึง เที่ยงคืน เพราะต้องไม่ให้โพล้เพล้ หรือ เป็นวันใหม่”*** 
1. ตัดเล็บมือเท่านั้น โดยเริ่มจากนิ้วก้อย ,นิ้วโป้ง ,นิ้วนาง ,นิ้วชี้ และนิ้วกลาง(ตัดจากนอกเข้าในนั่นเอง)โดยเริ่มตัดจากมือขวาก่อน และทำแบบเดียวกันกับมือซ้าย 
*เล็บที่ตัดห้ามหักหรือขากเด็ดขาดต้องเป็นโค้งตามรูปเล็บ มิเช่นนั้นจะไมได้ผล* 
2. น้ำเศษเล็กที่ตัดห่อใส่ผ้าอะไรก็ได้แต่ต้องเป็นสีดำ (ต้องใช้แล้ว ไม่ใช่ผ้าใหม่) 
3. นำไปวางไว้ทางทิศตะตก (เช่นเคย) ของที่พักอาศัย 
4. เมื่อคุณเข้านอนได้ไม่นาน จะมีคนมานั่งตัดเล็บอยู่ตรงปลายเท้าที่คุณนอน (เสียงดัง “แก๊กๆ”นั่นแหละ) เป็นการตัดเล็บของเค้ามาคืนคุณ 
5. ถ้าอยากเห็นก็ลืมตาแต่ห้ามโวยวาย เพราะเขาจะไปแล้วคุณอาจจะซวยได้ (เพราะถือว่าเค้ามาดี โดยที่เขาคิดว่าเราเอาเล็บไปแลก หรือไปเล่นกับเขา แล้วเขาก็เลยเอาของเขามาคืน)
6. เมื่อคุณตื่นในตอนเข้า ให้ไปยังจุดที่คุณเอาเล็บไปวางไว้ คลี่ห่อผ้าออก จะพบเล็บของคนอื่นไม่ใช่ของคุณ 
7. ให้คุณพูดเบา ๆ ว่า “ขอบคุณ” แล้วเอาไปฝังไว้ที่ใดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในที่พักอาศัยของคุณ (แต่ห้ามทิ้งหรือเผาโดยเด็ดขาด) 

*วิธีที่3* “หันหลังให้กระจกแล้วกลืนน้ำลาย” (เห็นผี 16 คน) 
# วิธีนี้ต้องทำคนเดียวเท่านั้น 
# วิธีนี้ต้องทำก่อนเที่ยงคืน 6 นาที 
# นาฬิกาที่คุณใช้เป็นเกณฑ์ในกาวัด ให้ยึดเรือนใดเรือนหนึ่งในบ้านได้เลย 
1. ยืนหันหลังให้กระจก (ครั้งนี้จะทิศใดก็ได้) ตอนเวลา 5 ทุ่ม 54 นาที 
2. กลืนน้ำลาย 1 ครั้ง ทุก ๆ 1 นาที 
3. พอครบ 6 นาที หมายความว่าคุณกลืนน้ำลายไปแล้ว 6 ครั้ง และถึงเวลาเที่ยงคืนพอดี 
4. หลับตาแล้วหันไปทางกระจก (จะหันซ้ายหรือขวาก็ได้แต่ช้า ๆ) แล้วกลืนน้ำลายอีกครั้ง (เป็นครั้งที่7) แล้วลืมตา และผีจะมาให้เห็น 
5. เมื่อคุณต้องการยุติพิธี ให้หลับตากลืนน้ำลายอีกครั้ง เป็นอันจบพิธี 

*วิธีที่4* “ดีดลูกคิดตอนกลางคืน” (เห็นผี 32 คน) 
# ลูกคิดที่ใช้ดีด ให้ดีดอันที่มีรางยาวที่สุดเท่านั้น 
# ต้องอยู่คนเดียว เพราะต้องใช้สมาธิอย่างมาก 
1. ให้ลูกคิดทุกลูก ในทุกรางอยู่สุดรางที่หันมาหาตัวเรา 
2. ดีดีลูกคิดขึ้นโดยให้ลูกคิดออกจากตัวทีละลูก(ต้องมีสมาธิมากๆ) ไล่ไปตั้งแต่รางแลก ไปจนรางสุดท้าย 
3. ตั้งสมาธิให้ดีอย่างมาก แล้วจับรางลูกคิดตั้งขึ้น ให้ลูกคิดวิ่งกลับมาที่เดิมในตอนแรก 
4. มองรอดช่องรางลูกคิด(รางใดก็ได้) แล้วผีก็จะมาให้เห็น 
5. หลังจาการทำเรียบร้อยแล้ว ให้ทิ้งลูกคิดนั้นทันที *ห้าม* นำกลับมาใช้อีกเป็นเป็นอันขาด 

*วิธีที่5* “เอามุ้งคลุมหัวตอนกลางคืน” (เห็นผี 6 คน) 
1. เอามุ้งมาครอบหัวไว้ (หลับตาตั้งแต่ก่อนคลุมแล้ว) 
2. ท่อง มะ-อะ-อุ 7 ครั้ง (อย่าลืมว่าต้องหลับตา) 
3. ลืมตา แล้วผีจะมาให้เห็น 

*วิธีที่6* “ใส่เสื้อกลับแล้วนอนห้อยหัว” (เห็นผี 31 คน) 
# ต้องทำคนเดียว 
1. ใส่เสื้อโดยการเอาข้างหลังมาอยู่ข้างหน้า (ถ้ามีกระดุม ก็เอากระดุมไว้ขางหลังนั่นเอง) 
2. นอนลงบนที่นอนที่สูงกว่าพื้น แล้วห้อยหัวลงมอง (เหมือนแหงนหน้า) 
3. แล้วผีจะมาให้เห็น 

*วิธีที่7* “แหงนหน้ามองตรงบันได” (เห็นผี 42 คน) 
# ต้องทำคนเดียว 
1. นั่งบนบันไดชั้นบนสุด แล้วลงมาทีละขั้นทั้งที่ยังนั่งอยู่ (ใช้ก้นลงบันได้นั่นเอง) 
2.เมื่อถึงขั้นสุดท้าย ให้ยังคงนั่งอยู่ที่ขั้นสุดแล้ว แล้วจึงแหงนหน้ามองกลับขึ้นไปชั้นบนสุด 
3. แล้วผีจะมาให้เห็น 

*วิธีที่8* “สวมพระกลับหลัง” (เห็นผี 28 คน) 
# ต้องทำคนเดียว 
1. สวมพระโดยคล้องสร้อยพระไว้ด้านหลัง(ให้เหมือนที่อยู่ด้านหน้าเลย) 
2. ยื่นแขนซ้ายออกไปข้าง ๆ แล้วทำมุมข้อศอกโดยให้กำปั้นทิ่มลงพื้น และให้ข้อศอกตั้งฉากกับพื้น 
3. มองลอดผ่านช่องแขน แล้วจะเห็นผี

ขอร้องน่ะครับ ไม่เชื่อ ก็อย่าลบหลู่ นะคับ มันตามคุณได้ทุกที่ มันอาจจ้องมองคุณอยู่ตอนนี้!!! ระวังไว้ด้วยคับ ไม่ได้ขู่

Sunday, August 24, 2008

mind

จิตใจปกติเป็นอย่างไร?

Do you know what a normal mind is?

นั่งรถกับคนเป็นโรคจิต Sitting with the abnormal on the car.

วันหนึ่ง ดิฉันได้รับโทรศัพท์จากชายหนุ่มอายุ ๒๗ ปีคนหนึ่ง ซึ่งเคยมาเรียนไท้เก็กกับ

Once a day I've got tel. call from a guy about 27 year. He has had studied taijiqian with me 3 years ago

ฉันประมาณ ๓ ปีก่อนหน้านั้น เขามาเพียง ๓ หรือ ๔ ครั้ง แล้วก็หายหน้าไป วันนั้น เขาโทรมาเพื่อ

,But He come to study just about 3-4 times only . That day he has called me to request the book named "ใบไม้กำมือเดียว(leaf on once hand)"

ขอหนังสือเรื่อง ใบไม้กำมือเดียว จากดิฉัน ดิฉันจึงพูดกับเขาว่า หากมีเวลา ควรมาเรียนไท้เก็กกับ

From me. I've told him that. "If you have the time to study Tai ji qian. Please come to study together.

ฉันอีก แล้วดิฉันจะได้สอนเรื่องการฝึกสติปัฏฐานให้ เพื่อเขาจะสามารถเข้าใจหนังสือของดิฉันได้ดี ขึ้น

,And i will teaching you about the sharp of the brain to you. So he can understand my book more clear.

พอดีชายหนุ่มคนนี้อยู่ใกล้บ้าน ดิฉันจึงรับอาสาที่จะรับไปมหาวิทยาลัยในรถของดิฉันด้วย เมื่อชวนคุย ดิฉันจึงทราบว่า เขาเพิ่งฟื้นตัวจากโรคจิตเภทชนิดหนึ่ง ยังอยู่ในการดูแลของคุณ

Fortunately this guy are near my home. So i offer him to take him with my car.

When i talking to him. I know surly that he has cured himself from "A kind of brain problems" He still under the psycho doctor cares.

หมอโรคจิต รักษาด้วยยาและทำจิตบำบัดอยู่ บอกว่า สาเหตุที่เขาต้องการหนังสือของดิฉันเพราะดิฉันได้พูดเรื่องการทำใจให้ว่าง

He curing him by the new generation medicine and he has the progress of brain examination said. That he want this book to make himself calm down.

จากความคิด ซึ่งเป็นเรื่องที่ดึงดูดความสนใจของเขาตั้งแต่แรก

From this opinion. Already making him interesting at the 1st step.

ดิฉันไม่ได้รู้สึกหวั่นไหว ถึงแม้รู้ว่ากำลังนั่งรถไปกับคนที่จิตใจไม่ค่อยปกติก็ตาม รู้สึก

I didn't feel fear or afraid. Even i known that i am sitting with the psycho person.Feel pity

สงสาร จึงพยายามให้เขาพูดถึงปัญหาส่วนตัวที่ทำให้จิตใจของเขาไม่ปกติ ซึ่งดิฉันสรุปได้ว่าชาย

So i asking him the deep problem that making him becoming like this.

หนุ่มคนนี้ได้สูบกัญชาในช่วงที่เขามาเรียนไท้เก็กกับดิฉัน ในใจของเขาจึงสร้างเรื่องต่าง ๆ ขึ้นมา

He said that he taking the opium. Between at the time that. We have taijiqian lesson. So his head making everything are real.

ซึ่งเขาคิดว่าจริงไปหมด หลังจากที่ได้อ่านหนังสือของดิฉันครั้งแรกซึ่งดิฉันได้พูดเรื่อง

After he read that book. That telling him to making mind stay calm.

ใจว่างจากจิต void และเรื่องการตรัสรู้ enlightenment นั้น เขาเชื่อว่าเขาได้บรรลุธรรมและตรัสรู้

From the void and the enlightenment that making him to reach the enlightenment.

แล้ว ดิฉันเดาว่า คุณแม่ของเขาคงได้ทำลายหนังสือเล่มนั้นไปแล้วเมื่อลูกชายมีความเจ็บป่วยทาง

And i've predict that his mother has had discard that book since she known that he has psycho problems.

ใจ จึงเป็นสาเหตุที่ชายหนุ่มคนนี้ต้องการได้หนังสือของดิฉันไปอีกเล่มหนึ่ง แต่ดิฉันก็ตัดสินใจไม่

And this guy trying to get this book from me. So i refused. Or he may being more or even worse.

ให้หนังสือของดิฉันแก่ชายหนุ่มคนนี้ เพราะคิดว่าจะไปทำให้จิตใจของเขาสับสนมากกว่าที่เป็นอยู่

We ought let the Dr. to cure him to making him to be normal 1st, But "THIS" is the true problem. Nobody known that what is the "absolute normal!?!?"

ควรให้คุณหมอโรคจิตรักษาจนกว่าจิตใจของเขาจะเป็นปกติเสียก่อนดีกว่า แต่นี่แหละคือตัวปัญหาที่แท้จริง มีใครรู้จริง ๆ หรือไม่ว่า จิตใจที่ปกติจริง ๆ นั้นเป็นอย่างไร

โรคจิตไม่มีแผล psycho are no scar

โรคจิตเป็นโรคที่ซับซ้อน ยากที่จะรักษา เพราะไม่มีแผลให้เห็นอย่างชัดเจนเหมือน

Psycho are the complicate disease. Hard to cure, Because they are no clearly scar like the body scar

โรคกายซึ่งเป็นเรื่องตรงไปตรงมา ใครไม่สบายกายก็ไปหาคุณหมอ ท่านสำรวจโรคและให้ยา

Who sick just go to Dr. Observate and X-ray and then gives you the medicine.

มารับประทานเพื่อแก้โรคนั้น ๆ แต่แผลใจไม่มีรอยช้ำ อักเสบ ขูด ข่วน เป็นหนอง หรือ แตกหักให้

,But psycho are none clearly damages. Those are connected to the memory ,thinking, and the feeling. And those are nothing, And how could you judge that he has those problem?

เห็นอย่างชัดเจน ความเจ็บป่วยทางจิตใจเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับ ความคิด ความจำ ความรู้สึก ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีรูปร่างทั้งสิ้น แล้วเราจะรู้หรือตัดสินได้อย่างไรว่า ความเจ็บป่วยของจิตใจเป็นอย่างไร

ความรู้ทางการแพทย์เชื่อว่า จิตใจอยู่ที่สมอง ฉะนั้น การรักษาโรคทางจิตใจ คือ การไปรักษาที่สมอง ฉะนั้น เรามาดูกันก่อนว่า ผู้เชี่ยวชาญทางจิตใจ mind expert ได้ถกเถียงเรื่อง จิตใจ ว่าอย่างไร ดิฉันอ่านบทความนี้จากผู้วิจารณ์หนังสือ ชื่อ A.C. Grayling วิจารณ์หนังสือชื่อ Consciousness ซึ่งแปลว่า ความรู้สึกตัว เขียนโดย Rita Carter ซึ่งพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ Daily Mail วันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๐๐๒ เขาพูดว่า

โดยประเพณีแล้ว ปัญหาของจิตใจ mind และความรู้สึกตัว consciousness อยู่ในเครือข่ายของปรัชญา แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา นักประสาทวิทยา neurologists นักจิตวิทยา psychologists และนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ โดยร่วมมือกับนักปรัชญา ได้นำเสนอทฤษฎีและวิธีการใหม่ ๆ ที่จะช่วยให้เข้าใจเรื่องความรู้สึกตัวของมนุษย์ซึ่งล้วนมีพลังมาก แต่ถึงแม้ว่าผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับกิจกรรมบางส่วนของสมองแล้ว เช่น ส่วนที่เกี่ยวกับการเห็น การได้ยิน การใช้ภาษา การเคลื่อนไหว และ สิ่งอื่น ๆ มันก็ยังมีความลึกลับ และ ความคลุมเครืออยู่อีกมากมายทีเดียว บางคนก็บอกว่า ความรู้สึกตัว consciousness เป็นองค์กรที่อิสระจากสมองและวัตถุอย่างอื่น บางคนก็บอกว่า หัวสมองและจิตใจเป็นเรื่องเดียวกัน บางคนก็บอกว่าสมองเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดจิตใจ บางคนก็บอกว่า ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมเป็นผลของกิจกรรมของสมอง บางคนก็พูดว่า เราไม่มีวันเข้าใจได้ว่าความรู้สึกตัวจะเกิดจากสมองได้อย่างไร และ ยังมีคนที่ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงว่ามีสิ่งที่เรียกว่า ความรู้สึกตัว consciousness นั้นไม่มี

คุณเห็นได้ว่า บทสรุปสั้น ๆ ของคุณ A.C Graying ก็สามารถช่วยให้เราเห็นภาพรวมของความคิดของผู้เชี่ยวชาญเรื่องสมองและจิตใจของมนุษย์ เมื่อพิจารณาจากการถกเถียงของผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตใจเหล่านั้นแล้ว เห็นได้ชัดว่า พวกเขาก็ยังไม่ได้เข้าใจเรื่องจิตใจอย่างทะลุปรุโปร่ง ว่ามันคืออะไรอย่างแน่นอน ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก เพราะหากผู้ชำนาญทางจิตใจ mind experts ยังไม่สามารถเข้าใจได้ว่าจิตใจคืออะไร และทำงานอย่างไรแล้ว เขาจะรักษาคนไข้ที่เป็นโรคจิตให้กลับคืนสู่ความปกติได้อย่างไร และที่รักษากันอยู่นี้ เขารักษากันอย่างไร และตัดสินได้อย่างไรว่า จิตใจของคนไข้นี้หายเป็นปกติแล้วซึ่งต่างจาก คนที่จิตใจยังไม่หายเป็็นปกติอย่างไร เขาเอามาตรฐานอะไรมาวัดและตัดสินความปกติที่แตกต่างจากความผิดปกติ

เราจึงจำเป็นต้องเจาะลึกเข้าไปสู่เรื่องของจิตใจ เพื่อทำความเข้าใจเรื่องความเป็นปกติของจิตใจ ว่ามันคืออะไรกันแน่ และมนุษย์เราจะเข้าถึงความเป็นปกตินั้นได้อย่างไร



sourced by ไอน์สไตน์ถามพระพุทธเจ้าตอบ(Einstien asking and Buddha answer.)

Thursday, August 21, 2008

Men and Women

นักวิจัยเผย ผู้หญิงมากกว่าชาย เกือบเก้าแสนคน

นักวิจัยเผย ผู้หญิงมากกว่าชาย เกือบเก้าแสนคน



ประชากร


          นักวิจัยเผย สถิติ ประชากรไทย ผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เกือบ 9 แสนคน ระบุ อาจส่งผบต่อภาวะการสืบพันธ์ได้


         
ศาสตราจารย์ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยถึงผลการศึกษาเรื่องความไม่สมดุลของประชากรชาย-หญิงในประชากรไทยว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเกิดวิกฤตการณ์ความไม่สมดุลทางเพศ ซึ่งจากข้อมูลการคาดการณ์จำนวนประชากรของสถาบัน เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม มีประชากรหญิงมากกว่าชายจำนวน 870,000 คน และในปี 2558 จะมีประชากรหญิงเพิ่มขึ้นมากเป็น 1,167,000 คน และเพิ่มขึ้นเป็น 1,532,000 คน  


          ในปี 2568 สาเหตุสำคัญเพราะอัตราการตายของประชากรชายมากกว่าหญิง โดยปี 2549 พบว่าอัตราการตายของประชากรชายมากกว่าหญิงในทุกกลุ่มอายุ แต่จะมากที่สุด คือ ในกลุ่มอายุ 20-24 ปี สาเหตุที่ประชากรชายตาย อันดับ 1 คือ การติดเชื้อเอดส์ รองลงมาคืออุบัติเหตุ และความรุนแรง


          ทั้งนี้ ความไม่สมดุลทางเพศจะส่งผลถึงการจับคู่แต่งงาน และยิ่งผู้หญิงมีแนวโน้มเป็นโสดมากขึ้น แต่งงานช้าลง ซึ่งจะส่งผลต่อภาวะการสืบพันธุ์ของประเทศไทย 

Sunday, August 10, 2008

Chinese wonders

มรดกโลกบนแผ่นดินใหญ่
กลุ่มโบราณสถานพระราชวังโปตาลาในลาซา
กลุ่มโบราณสถานพระราชวังโปตาลาในลาซา

กำแพงเมืองจีน
กำแพงเมืองจีน

ถ้ำผาหลงเหมิน
ถ้ำผาหลงเหมิน

เทือกเขาหวงซาน
เทือกเขาหวงซาน

พระพุทธรูปเล่อซาน
พระพุทธรูปเล่อซาน

พระราชวังต้องห้าม
พระราชวังต้องห้าม

เมืองโบราณผิงเหยา
เมืองโบราณผิงเหยา

สุสานจิ๋นซีฮ่องเต
สุสานจิ๋นซีฮ่องเต

หอสักการะฟ้าเทียนถัน
หอสักการะฟ้าเทียนถัน

หุบเขาจิ่วจ้ายโกว
หุบเขาจิ่วจ้ายโกว