Can't find it? here! find it

Showing posts with label Siam. Show all posts
Showing posts with label Siam. Show all posts

Tuesday, June 30, 2009

History of Tattoo

ยันต์ ( Thai Tattoos )

ยันต์
เส้นที่ขีดลากไปมานอกยันต์นั้น หมายถึง "สายรกของพระพุทธเจ้า" ส่วนเส้นที่อยู่ภายในยันต์ เรียกว่า "กระดูกยันต์" ยันต์มีหลายแบบต่างๆ กันไป เช่น
  • ยันต์กลม มีความหมายว่าเป็นพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า ทางศาสนาพราหมณ์ หมายถึงพระพักตร์ของพระพรหม
  • ยันต์สาม เหลี่ยม มีความหมายว่าเป็นพระรัตนตรัย หรือภพทั้งสาม ส่วนทางศาสนาพราหมณ์ให้ความหมายว่าเป็นพระเป็นเจ้าทั้ง 3 ของพราหมณ์ คือ พระอิศวร พระพรหม พระนารายณ์
  • ยันต์สี่เหลี่ยม มีความหมายว่าเป็นทวีปทั้งสี่ หรือธาตุทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ
  • ยันต์รูปภาพ มีทั้งรูปภาพ เทวดา มนุษย์ และสัตว์ต่างๆ ส่วนความหมายก็อยู่ในตัวของรูปภาพนั้นๆ
การลงยันต์หรือการเขียนยันต์นั้นจะใช้อักขระขอม ซึ่งเขียนเป็นตัวย่อของพระคาถาแต่ละบท เพราะหากเขียนพระคาถาลงไปในยันต์ทั้งหมดเนื้อที่คงไม่พอ จึงใช้อักขระย่อ ส่วนตัวเลขที่อยู่ในยันต์ก็ย่อมาจากอักขระของพระคาถา ข้อควรระวังในการลากเส้นยันต์นั้นควรลากทีเดียวให้ตลอดไม่ใช่ลากแล้วหยุด หากลากแล้วหยุดถือว่ายันต์นั้นใช้ไม่ได้ ต้องใช้คาถาหรือสูตรในการต่อเส้นยันต์นั้นใหม่ยันต์นั้นจึงจะใช้ได้ และการลงอักขระให้ระวังอย่าลงอักขระทับเส้นยันต์เพราะจะทำให้ยันต์นั้นใช้ไม่ได้ ท่านเรียกว่าเป็นยันต์ตาบอด การลงยันต์หรือการเขียนยันต์หากยันต์นั้นมีคาถาหรือสูตรกำกับไว้ผู้เขียนจะต้องภาวนาคาถานั้นไปด้วยพร้อมกันการลงยันต์ ฉะนั้นจึงต้องใช้สมาธิสูง ส่วนขั้นตอนและวิธีการลงยันต์พร้อมทั้งสูตรต่างๆ ยังมีอีกมากครับ คลิกที่นี่ครับเพื่ออ่านรายละเอียดสูตรและคาถาเวลาเขียนยันต์

คลัง ภาพยันต์


ยันต์รัตนตรัย
ยันต์รัตนตรัย ความหมาย ความเชื่อ ชนะศัตรู เมตตามหานิยม

ยันต์พุทธคุณ
ยันต์พุทธคุณ ความหมาย ความเชื่อ คุ้มกันสารพัดภัย แคล้วคลาดจากอันตราย

ยันต์มหาศิริมงคล
ยันต์มหาศิริมงคล ความหมาย ความเชื่อ เป็นมงคลยิ่งนัก และคุ้มภัยอันตรายทั้งปวง

ยันต์ยอดมงกุฎด้านหน้า ยันต์ยอดมงกุฎด้านหลัง
ยันต์ยอดมงกุุฎ ความหมาย ความเชื่อ แคล้วคลาด จากอันตรายทั้งปวง (ซ้ายยันต์ยอดมงกุฎด้านหน้า ส่วนขวาเป็นด้านหลัง)

ยันต์บารมีพระพุทธเจ้า
ยันต์บารมีพระพุทธเจ้า ความหมาย ความเชื่อ กันภูตผี ปีศาจ ป้องกันอันตรายทั้งปวง

ยันต์มหาสาวัง
ยันต์มหาสาวัง ความหมาย ความเชื่อ กัน และแก้สารพัดโรคภัย อันตราย

ยันต์เมตตามหานิยม
ยันต์เมตตามหานิยม ความหมาย ความเชื่อ เป็นเมตตามหานิยม เป็นเสน่ห์ทำให้คนรัก

ยันต์มหาอุดด้านหน้า ยันต์มหาอุดด้านหลัง
ยันต์มหาอุด ความหมาย ความเชื่อ คงกระพันชาตรี เมตตามหานิยม (ซ้ายยันต์มหาอุดด้านหน้า ขวาด้านหลัง)

ยันต์ห้ายอด
ยันต์ห้ายอด ความหมาย ความเชื่อ คุ้มกันภัย และอันตรมายทั้งปวง

ยันต์การะเวก
ยันต์กา ระเวก ความหมาย ความเชื่อ ใช้ในทางเมตตามหานิยม เป็นเสน่ห์วิเศษดียิ่งนัก เวลาเข้าไปหาใครก็ตาม เช่น ไปสมัครงาน นัดสัมภาษณ์ นักร้อง นักแสดง นักเทศน์ วิเศษยิ่งนัก

ยันต์ตะกรุดมหาระงับ
ยันต์ตะกรุดมหาระงับ ความหมาย ความเชื่อ เป็นยันต์นะจังงัง ยิง ฟัน แทงไม่เข้า

ยันต์ตะกรุดโทน
ยันต์ตะกรุดโทน ความหมาย ความเชื่อ กันอันตรายจากอาวุธทุกชนิด

ยันต์อาวุธทั้งสี่
ยันต์อาวุธทั้งสี่ ความหมาย ความเชื่อ กันสารพัดภูตผี ปีศาจ ถอนแก้คุณไสยทุกอย่าง

ยันต์โภคทรัพย์
ยันต์โภคทรัพย์ ความหมาย ความเชื่อ ใส่ไว้ในกระเป๋าเงิน ทำให้เงินพอกพูนเพิ่มขึ้น

ยันต์พญาหงส์ทอง
ยันต์พญาหงส์ทอง ความหมาย ความเชื่อ เมตตามหานิยม เป็นเสน่ห์ ทำให้ทุกคนรัก

ยันต์พญาราชสีห์
ยันต์พญาราชสีห์ ความหมาย ความเชื่อ คนเกรงขาม เป็นตบะเดชะ มีอำนาจ

ยันต์พญาเสือ
ยันต์พญาเสือ ความหมาย ความเชื่อ คนเกรงขาม เดินป่าป้องกันสัตว์ร้าย

ยันต์พญาหนุมาน
ยันต์พญาหนุมาน ความหมาย ความเชื่อ อยู่ยงคงกระพัน เมตตามหานิยม

ยันต์ท้าวเวสสุวรรณ
ยันต์ท้าวเวสสุวรรณ ความหมาย ความเชื่อ กันภูตผี ปีศาจทุกชนิด กันและแก้คุณไสย

ยันต์นางกวัก
ยันต์นางกวัก ความหมาย ความเชื่อ สำหรับค้าขายให้มีกำไรดี ร่ำรวยเงินทอง

ยันต์พระเจ้าเปล่งรัศมี
ยันต์พระเจ้าเปล่งรัศมี ความหมาย ความเชื่อ ไปไหนนำติดตัวไปด้วยทำให้คนรักคนหลง

ยันต์พุฒซ้อนหรือยันต์พระเจ้าห้าพระองค์
ยันต์พุฒซ้อน หรือ ยันต์พระเจ้าห้าพระองค์ ความหมาย ความเชื่อ เป็นยันต์ที่โด่งดังมากมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถือเป็นมหายันต์สูงสุดกว่ายันต์ทั้งปวง อุปเทห์ใช้ได้ สารพัดประโยชน์ โดยเฉพาะยันต์พุฒซ้อนได้นำมาใช้ในการลงนะหน้าทอง เมตตามหานิยม โชคลาภ ทำให้ผู้ใหญ่เมตตา ต้องการเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง เป็นมหาเสน่ห์รุนแรง

ยันต์กันสะกด
ยันต์กันสะกด ความหมาย ความเชื่อ กันอันตรายจากโจร ผู้ร้าย

ยันต์เสริมดวงหรือยันต์ห้าแถว
ยันต์ หนุนดวง หรือ ยันต์โภค ทรัพย์ 5 แถว ความหมาย ความเชื่อ เป็นอักขระขอมโบราณ 5 แถว ความยาว 7 นิ้ว กว้าง 2 นิ้วครึ่ง โดยแถวแรกเป็นคาถาเมตตามหานิยม แถวที่ 2 เป็นคาถาหนุนดวงชะตา แถวที่ 3 เป็นคาถาแห่งความสำเร็จ แถวที่ 4 เป็นคาถาราศีประจำตัว และแถวที่ 5 เป็นคาถามหาเสน่ห์ และแต่ละแถวจะมีพระปิดตา ช่วยเปิดช่องทางในการทำธุรกิจ คอยหนุนเรื่องการค้าให้ก้าวหน้า มั่นคงยิ่งขึ้น ถ้าคนดวงไม่ดี การสักต้องสักเป็นยันต์หนุนดวง หรือ ยันต์โภคทรัพย์ 5 แถว เพราะถือว่าเป็นยันต์คุณพระ ที่มีพลังอานุภาพครอบคลุมทุกด้าน และสามารถที่จะเกื้อหนุนดวงที่ตกต่ำให้โดดเด่นขึ้นมาได้

ยันต์เก้ายอด
ยันต์เก้ายอด ความหมาย ความเชื่อ ของยันต์หมายถึงคุณวิเศษของพระพุทธเจ้าทั้ง 9 ประการ ซึ่งแสดงให้เห็นในรูปของยอดแหลมทั้ง 9 ยอด ลายสักยันต์นี้ดีในการป้องกันศาสตราวุธทั้งหลาย

ยันต์หนุมานตัวเก้า
ยันต์หนุมานตัวเก้า ความหมาย ความเชื่อ เหมาะสำหรับอาชีพ ราชการ ตำรวจ หรือองครักษ์เพื่อส่งเสริมให้การงานเจริญก้าวหน้า

ยันต์ชูชก
ยันต์ชู ชก ความหมาย ความเชื่อ ชายแก่ที่แบกถุงเงินบนบ่า ชื่อเขาคือชูชก เริ่มแรกเขาเป็นขอทาน ต่อมาเขากลายเป็นเศรษฐี ลายสักนี้ดีต่อการค้าและทุกท่านที่ต้องการความร่ำรวย

ยันต์แปดทิศ
ยันต์แปดทิศ ความหมาย ความเชื่อ ความเชื่อ ยันต์แปดทิศ มีสรรพคุณ ทางด้านเมตตา อยู่ยงคงกะพัน คุ้มคองทิศทั้งแปด

ยันต์พญากาน้ำ
ยันต์พญากาน้ำ ความหมาย ความเชื่อ มีไว้ค้าขายทางน้ำ

Friday, June 19, 2009

Thai Feudal

ศักดินาไทย

ศักดินา คือ ตัววัดในการปรับไหม และ พินัย ในกรณีขึ้นศาล คนที่ถือศักดินาสูง เมื่อทำผิดจะถูกลงโทษหนักกว่าผู้มีศักดินาต่ำ การปรับในศาลหลวง ค่าปรับนั้นก็เอาศักดินาเป็นบรรทัดฐานการกำหนดระบบศักดินาขึ้นมาก็เพื่อ ประโยชน์ในการกำหนดสิทธิและหน้าที่ของประชาชน หน่วยที่ใช้ในการกำหนดศักดินา ใช้จำนวนไร่เป็นเกณฑ์ แต่มิได้หมายความว่าศักดินาจะเป็นข้อกำหนดตายตัวเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในการ ถือครองที่ดิน

ศักดินา ไม่เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดิน เป็นวิธีการลำดับ"ศักดิ์"ของบุคคลตั้งแต่ขุนนาง ข้าราชการ ลงไปจนถึงไพร่และทาส โดยกำหนดจำนวนที่นามากน้อยตามศักดิ์ของคนนั้น สูงสุดของขุนนางคือ ชั้นเจ้าพระยามีศักดินา 10,000 ไร่ คนธรรมดาสามัญมีศักดินา 25 ไร่ ทาสมีศักดินา 5 ไร่ เป็นต้น

ถ้าเทียบกันก็คล้ายกับ ซี ในระบบราชการปัจจุบัน ที่ทำให้รู้ว่าข้าราชการคนนั้นอยู่ในลำดับสูงต่ำกว่ากันแค่ไหน แต่ศักดินากว้างกว่าคือครอบคลุมทุกคนในราชอาณาจักรเว้นแต่พระมหากษัตริย์

ไม่ได้หมายความว่าคนในระบบศักดินามีที่ดินได้ตามจำนวนศักดินา ในความเป็นจริง ทาสไม่มีสิทธิ์ครอบครองทรัพย์สินที่ดินใด ๆ ทั้งนั้น

http://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/thumb/4/47/King_Ay09_Trailoknat.jpg/246px-King_Ay09_Trailoknat.jpgสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ

ในสมัยกรุงศรีอยุธยา อาจกล่าวได้ว่าเป็นสังคมศักดินา เพราะในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. 1991 - พ.ศ. 2031) พระองค์ได้ทรงตราพระราชกำหนดศักดินาขึ้นมาใช้อย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 1997 โดยกำหนดให้บุคคลทุกประเภทในสังคมไทยมีศักดินาด้วยกันทั้งสิ้น นับตั้งแต่พระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนางผู้ใหญ่ ลงไปถึงบรรดาไพร่ ทาส และพระสงฆ์ ยกเว้นองค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งมิได้ระบุศักดินาเอาไว้ เพราะทรงเป็นเจ้าของศักดินาทั้งปวง

บรรดาศักดิ์ของขุนนางไทยแบ่งออกได้เป็น 9 ระดับคือ

  1. สมเด็จเจ้าพระยา
  2. เจ้าพระยา
  3. พระยาหรือ ออกญา
  4. พระ และ จมื่น
  5. หลวง
  6. ขุน
  7. หมื่น
  8. พัน
  9. นาย

ที่ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นถึงเจ้าพระยาของสยาม มาลงให้ดูกัน
ตามประวัติบอกสั้นๆว่า เจ้าพระยาอภัยราชา เดิมชื่อโรลิน ยัคมินส์ เคยเป็นเสนาบดีชาวเบลเยี่ยมมาก่อน แล้วมารับราชการเป็นที่ปรึกษาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้เป็นเจ้าพระยาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๙
เป็นอัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็มในกระทรวงว่าการต่างประเทศด้วยค่ะ
11425

แต่ที่จริงแล้วชาวต่างชาติคนแรกที่ได้รับตำแหน่ง "เจ้าพระยา" น่าจะเป็น ยามาดา หรือ ออกญาเสนาภิมุข http://benkyoshin.blogspot.com/2009/06/yamada-nakamasa.html
ในรัชสมัย สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ใช่ไหมครับ
หากไม่นับ เจ้าพระยา โชดึกราชเศรษฐีที่เป็นชาวไทยเชื้อสายจีน

พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (เถียน)

พระ ยาโชฎึกราชเศรษฐี (เถียน) เป็นบุตรจีนจือ เกิดปีจอ อัฐศก จุลศักราช 1188 (พ.ศ. 2369) ภูมิลำเนาเดิมอยู่ในคลองสวนพลู ซึ่งเป็นคลองเล็ก ๆ แยกจากแม่น้ำแควป่าสักตรงหัวแง่วัดพนัญเชิง อำเภอพระนครศรีอยุธยา อันเป็นถิ่นที่คนจีนอยู่กันมากในสมัยกรุงศรีอยุธยา ภายหลังจีนเถียนได้สมรสกับท่านสุ่น ชาวบ้านลานตากฟ้า นครชัยศรี เมื่อตอนปลายรัชกาลที่ 3 แล้วลงมาตั้งทำการค้าขายในกรุงเทพ ฯ ที่บ้านริมแม่น้ำเจ้าพระยา ข้างวัดบพิตรภิมุข มีโรงสินค้าอยู่สองฝั่งคลองผดุงกรุงเกษม (เหนือ) ตอนปากคลอง จนมีฐานะมั่งคั่ง มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วไป ครั้นถึงรัชกาลที่ 4 ได้ถวายตัวอยู่ในกรมสมเด็จพระเทพศิรินนทรามาตย์ ได้ช่วยเหลือราชการแผ่นดินด้วยความจงรักภักดีเป็นอันมาก จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นที่ขุนสมุทรโคจร ในกรมท่าซ้าย และเป็นหลวงภาษีวิเศษเมื่อ พ.ศ. 2402 ตำแหน่งเจ้าภาษีนายอากรอยู่ในกรมท่าซ้าย ต่อมาได้รับพระราชทานสัญญาบัตรครั้งแรกเป็นพระพิบูลย์พัฒนากรเมื่อ พ.ศ. 2411 และเป็นพระยานรนาถภัคดีศรีรัชฎากรเมื่อ พ.ศ. 2416 ช่วยราชการคลังในหอรัษฎากรพิพัฒน์ด้านภาษีอากร และเงินรายได้ของแผ่นดิน เมื่อ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) ได้เป็นจางวางกรมสรรพภาษี กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ได้เป็นองค์มนตรีที่ปรึกษาราชการในพระองค์ เป็นผู้มีหน้าที่ในการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ ณ ท้องสนามหลวง และจัดตั้งโรงพยาบาล ได้โดยเสด็จพระราชดำเนินในการประพาสต่างประเทศด้วย เป็นผู้ปฏิสังขรณ์วัดนรนาถสุนทริการาม และกิจการอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในสำเพ็งเป็นครั้งแรกคือ ได้เป็นผู้ทำน้ำปะปาจำหน่าย โดยสูบน้ำขึ้นถังแล้วต่อท่อไปตามบ้าน ซึ่งทำให้ผู้ใช้น้ำได้รับความสะดวกเป็นอันมาก พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (เถียน) ถึงอนิจกรรมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2437 อายุได้ 69 ปี บุตรของท่านคนหนึ่งได้เป็นพระยาธรรมจรรยานุกุลมนตรี (ทองดี) พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (เถียน) เป็นต้นสกุล โชติกเสถียร

http://www.jotikasthira.com/?articles Cradited

Thursday, November 27, 2008

bangrajaan-Strongest stronghold camp


bangrajaan-Strongest stronghold camp of Ayutthaya time
เป็นจังหวัดหนึ่งในประเทศไทยที่มีตำนานอันหาญกล้าของชาวบ้านบางระจันจารึกไว้
บางระจัน(Bangrajan)บางระจันเรื่องราว ของชาวบ้าน ๑๑ คน ที่ กลับกลาย เป็นตำนาน ด้วยต่าง หยิบดาบ สู้กับพม่า ด้วยหัวใจ กล้าต่อกร กับ ทัพพม่า ที่มี ไพรพล มหาศาล...ในเวลานั้น พม่าแบ่ง กำลังออก เป็น ๒ เส้นทาง มังมหานรธา ตีจาก ทิศตะวันตก เน เมียวสีหบดี ตีไล่จาก ทางเหนือ หวังขนาบ กรุงศรี อยุธยา ครานั้น ทัพของ เนเมียว ต้องล่าช้า ไปเนื่องจาก ติดพัน การ ต่อสู้ กับกลุ่ม ชาวบ้านที่ รวมตัว กันในนาม "บางระจัน"เนเมียวสีหบดี แค้นหนัก ที่กองทัพ ของตน พ่ายแพ้ ถึง ๓ ครั้ง จึงเพิ่ม กำลังหนัก เข้าชาว บางระจัน รบกัน อย่าง ถวายหัว แต่คราวนั้น พ่อแท่น หัวหน้า ของชาวบ้าน ถูกยิงได้รับ บาดเจ็บ ทุกคน จึงต้องหา ผู้นำคนใหม่ ขณะนั้น ข่าวการ ชนะพม่า ของบางระจัน กระจายไปทั่ว ชาวบ้าน มากมาย พากัน มารวม ตัวสู้ บางระจัน ได้ผู้ มีฝีมือ อีกสองคน มาช่วย คือ นายดอก ครูมวย จากวิเศษไชยชาญ แลนาย ทองแก้ว ครูดาบ บ้านโพธิ์ ทะเลชื่อกลุ่มโจร ของนายจัน หนวดเขี้ยว เป็นที่ กล่าวขาน ในเวลานั้น บางระจัน จึงส่ง นายอิน มือแม่นธนู นายเมือง คนหนุ่ม ใจกล้า แลพวก เสี่ยงภัย ออกจากค่าย ไปตาม นายจัน ยอมมา ช่วยบางระจัน ทันที เมื่อรู้ว่า พระอาจารย ธรรมโชติ ย้ายจาก เขานางบวช บ้านเกิด ของตน ที่วอดวาย ไปแล้ว มาจำวัด ที่บางระจัน นายจัน หนวดเขี้ยว เป็น นักรบ ประเภท ยอมหัก ไม่ยอมงอ ด้วยครั้งหนึ่ง ตนเคยเสียชีวิต ลูกเมีย ให้กับพม่าเมื่อได้เป็นผู้ นำคนใหม่ จึงเปลี่ยนแปลง บางระจัน ให้ทุกคน มีวินัย และ ไม่ทำอะไร ตามใจ ตัวเอง ทำให้ นายจัน ไม่เป็น ที่ถูกใจ ของนาย ทองเหม็น ขี้เมาพเนจร ที่ชอบ ขี่ควาย แอบออก จากค่าย ไปตีพม่า อยู่บ่อยครั้ง ไม่มีใครรู้ สาเหตุว่า นายทองเหม็น ทำอย่างนั้น เพื่ออะไร เมื่อหยุดจาก การรบ ชาวบ้าน ก็เป็นเพียง ชาวบ้าน ความรัก ของนายเมือง และ อีแตงอ่อน ลูกสาว พ่อแท่น กำลัง ก่อตัวขึ้น อย่างงดงาม พ่อแง่แม่งอน ตามประสา เช่นเดียวกับ นายอิน กับ อีสา เมียรัก ที่เพิ่ง อยู่กินกัน ความกดดัน จากสงคราม ทำให้อีสา ไม่บอกให้ นายอินว่า ตนกำลังท้อง ด้วยกลัวผัว จะเป็นกังวล นายเมือง นายอิน ต้องเสี่ยงภัย กันอีกครั้ง เมื่อต้อง เดินทางไป กรุงศรีอยุธยา เพื่อขอ ปืนใหญ่ แต่เมื่อ ไปถึงกลับ ได้รับการ ปฏิเสธ กลับมา เมื่อนายอิน กลับมา แล้วมารู้ ทีหลังว่า เมียกำลังท้อง แล้วนายปลั่ง เพื่อนรัก ที่ ร่วมรบ กันมา จนบาดเจ็บ พิษไข้ ขึ้นถึงกลับ วิกลจริต ไป ซ้ำมารู้ว่า ตนกำลัง จะมีลูก นึกแค้น พม่าหนัก นัดพา พวกล่องเรือ ไปตีพม่า ถึงในค่าย โดยไม่รู้ว่า พม่าเอง ก็แอบส่ง กำลัง มาตีบางระจัน เช่นกัน
ครั้งนั้น ด้วยใจร้อน นายอิน พาคน ไปตาย มากมาย ซ้ำกลับ มา ค่ายบางระจัน ก็ถูกตี จนยับเยิน คนตาย มากมาย ชาวบ้าน ก็พากัน อพยพ หนีไป นายจัน ท้อใจ จะ กลับไป เป็น กองโจร เหมือนเดิม หากแต่ ได้กำลังใจ อย่าง ไม่คาดคิด จากนาย ทองเหม็น ขี้เมา ที่เป็น อริกัน มาตลอด และรู้ว่า แท้จริงแล้ว นายทองเหม็น เองก็มีอดีต ที่เจ็บปวด ไม่น้อย ไปกว่าตนยามนั้น พม่าได้แต่งตั้ง นายกอง คนใหม่ นามว่า สุกี้ เข้าตี บางระจัน ทัพสุกี้ ครั้งนี้มี กองปืนใหญ่ มาด้วย บางระจัน เอาปืนใหญ่ เข้าสู้ทั้งที่ร้าว อย่างไม่มี ทางเลือก ทุกคน รู้ชะตากรรม ว่า นี่คงเป็น ครั้งสุดท้าย ของบ้าน บางระจัน แล้ว
พระอาจารย์ธรรมโชติได้ให้กำลังใจกับชาวบ้านในหมู่บ้านนี้โดยการทำพิธีสิริมงคล
แต่สุดท้ายเมืองบางระจันก็แตกในวันที่ 26กันยายน ไม่ทราบปีที่แน่ชัด

Friday, September 12, 2008

From Siam to Thailand

ประเทศสยาม นั้นแต่เดิม ไม่ทราบแน่ชัดว่าได้ชื่อนี้มาจากไหน แต่ได้เปลี่ยนชื่อเป็น ประเทศไทย เมื่อ ปี พุทธศักราช ที่ ๒๔๘๒ หรือ
คริตศักราชที่ 1939 ตามประกาศรัฐนิยม ฉบับที่ 1 ของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม
โดยมีความหมายมาจาก คำว่า "ไท" ที่แปลว่าเป็นอิสระ ไม่ขึ้นกับผู้ใด และเสรีภาพ จากปี พ.ศ. ๒๔๘๒นำมาเทียบรัชกาลแล้ว จะพบว่า เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลได้เสด็จขึ้นครองราชย์ ในช่วงระยะเวลา ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๗ จนถึง พ.ศ.๒๔๘๙ ดังนั้นสรุป คือ ประเทศสยามได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นประเทศไทย
ในรัชกาลที่ 8 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลผู้ที่เปลี่ยนคือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม

Siamese empire I'm not sure who make that name,But if we changed from Siam to Thailand are 1939 AD. By the faderal 1st memorial of Superior general Preak Pebulsongkram The word "ไท" means freedom doesn't be colonized by anyone Since 1939. 2 March 1934 King Rama VIII. Since 1934 to 1941. Described is Siam changed into Thailand since the king Rama VIII ,And changer named Superior general Preak Pebulsongkram.

His poster

General P" PEbulsongkram

Thursday, August 21, 2008

thailand were big

แผนที่ประเทศไทย..ก่อนจะเสียดินแดน ถึงปัจจุบัน

พอดีเพื่อนส่งข้อมูลแผนที่แผ่นดินไทย
ในอดีตมาให้ดูพอดูแล้วรู้สึกเสียดายแผ่นดินของเรา ในฐานะคนไทยคนหนึ่งจึงอยากให้น้าๆได้ทราบบ้าง
เผื่อบางท่านอาจยังไม่เคยรู้หรือไม่เคยเห็นที่ใหนมาก่อน ยิ่งได้ฟังข่าวเมื่อวานนี้เกี่ยวกับเขาพระวิหาร
จึงอยากให้คนไทยทุกๆคนรักและสามัคคีกันให้มากกว่านี้ครับ