โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม เรื่องที่ผมนำเสนอหรือรวบรวมมาและผิดพลาดบ้างก็ขออภัยมา ณ ที่นี่ Trust in dream,Trust in what seek, And you shall discovers.
Can't find it? here! find it
Wednesday, October 14, 2009
Fact-ข้อเท็จจริง
โอดะ โนบุนากะ(ไดเมียวแห่งอาณาจักรญี่ปุ่น ผู้สั่งการให้สังหารพระที่อาศัยอยู่บนภูเขาฮอนโจถึง28,000รูปไม่เว้นแม้ กระทั่งเณรเพราะความขัดแย้งระหว่างศาสนาและพระแห่งวัดฮอนโจ
เพราะพระสงฆ์ที่วัดฮอนโจมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มกบฏอิคโคชู(โจรใต้ของญี่ปุ่น)เกี่ยวข้องกับการสะสมผลิตภัีณฑ์ต้องห้ามเช่นปืนใหญ่ ปืนซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มปืนมหาบรรลัยของสมัยนั้น โนบุนากะจำต้องทำเช่นนั้นเพรคาะความจำเป็นอาจจริงอยู่ที่โนบุนากะนับถือคริสต์
กล่าวคืออิคโคชูนั้นเป็นกลุ่มเคร่งศาสนาพุทธอย่างเอาเป็นเอาตายใครท่องบทสวดมะโม(ของญี่ปุ่นนะ)3 จบได้ แผ่เมตตาได้ ฯลฯ จะได้รับการยกเว้น
แต่ถ้าแต่งตัวเด่นชัดเช่นโพกหัว(มุสลิมที่เผลอหลุดเข้ามา) ห้อยสร้อยไม้กางเขน ใส่เสื้อสีดำยาวยันเข่า(คริสต์)หรือผิวดำปานหมึก ก็ถูกยิงทันทีไม่มีถาม
โนบุนากะัใช้เวลายุ่งอยู่กับการรวมประเทศด้วยวิธีที่ไร้ซึ่งความปรานีแต่ทว่าการรบแบบไร้ซึ่งความปรานีนั้นเป็นเรื่องธรมดาอยู่แล้ว ใหนยังจะถูกพวกอิคโคชูรังควานอีก กลุ่มนี้ติดอาวุธที่ทันสมัยที่สุด กันน้ำ แถมยังยิงได้ไกลมากและพลังทำลายล้างในสมัยนั้นไม่ต้องพูดถึง เพราะเกราะสมัยนั้นมันเอาปืนพวกนี้ไม่อยู่หรอก
และแน่นอนว่าหากมีเบาะแสเกี่ยวกับพวกกบฏที่ใหนต้องรีบไปสังหารที่นั่นและแน่นอน วัดฮอนโจ ซึ่งมีกบฏจากวัดฮอนกัง วัดฮอนโนจิ และอีกหลายสถานที่ๆมีส่วนเกี่ยวข้องกับกบฏโนบุนางะ เลยไม่รอช้าไม่งุ่มง่ามเร่งสังหารหมู่วัดนั้นเพื่อให้กบฏตายหมด
Saturday, June 20, 2009
History of Japan
ยุคโบราณ
ยุคหิน
จากการค้นคว้าทางโบราณคดีพบว่ามีผู้อาศัยอยู่บนหมู่เกาะญี่ปุ่นกว่า 100,000 ปีมาแล้ว ตั้งแต่ครั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของผืนแผ่นดินทวีปเอเชีย คนโบราณที่อาศัยอยู่ในหมู่เกาะญี่ปุ่นในยุคหินได้ หาเลี้ยงชีพด้วยการล่าสัตว์ และเก็บของป่ามาเป็นอาหาร อีกทั้งเมื่อประมาณ 30,000 กว่าปีก่อนได้มีวัฒนธรรมการทำหินเป็นมีดและการประดิษฐ์อาวุธเช่นหอกเข้ามา จากภาคพื้นทวีปมาสู่ดินแดนญี่ปุ่น ยุคนี้ยังคงดำรงเรื่อยมากระทั่งสิ้นสุดยุคน้ำแข็งสุดท้ายที่ ได้สิ้นสุดลงในช่วงประมาณ 12,000 - 11,000 ปี ซึ่งทำให้วิถีชีวิตของมนุษย์ทั่วโลกได้เปลี่ยนไปอย่างมาก ดินแดนญี่ปุ่นเว้นแต่หมู่เกาะทางตะวันตกเฉียงใต้จึงสิ้นสุดยุคหินข้าสู่ยุค โจมง
ยุคโจมง
ต่อมาในยุคโจมง (縄文時代, โจมงจิได) ในช่วงประมาณ 10,000 ปีที่แล้วก็ได้มีการผลิตเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำจากหินด้วยความประณีต มีการพัฒนาวิธีการล่าสัตว์โดยใช้คันธนูและลูกธนู ตลอดจนมีการผลิตภาชนะเครื่องปั้นดินเผาใส่อาหารและเก็บรักษาอาหาร ยุคประมาณ 14,000 ปี ถึง 300 ปี ก่อนคริสต์ศักราชเรียกว่า สมัยโจมง ตามรูปแบบเครื่องปั้นดินเผาโจมงที่มีลวดลายเป็นเชือก
ยุคยะโยอิ
ต่อมาเมื่อประมาณ 500 ถึง 300 ปีก่อนคริสต์ศักราช จนถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 3 ญี่ปุ่นได้เปลี่ยนเข้าสู่ยุคยะโยอิ (弥生時代, ยะโยะอิจิได) คำว่ายะโยอินั้นได้มาจากแขวงหนึ่งในเขตบุงเกียว กรุงโตเกียว ซึ่งเป็นสถานที่แรกที่ค้นพบร่องรอยเกี่ยวกับยุคนี้
ช่วงต้นของยุคยะโยอิปรากฏให้เห็นถึงการที่ได้เรียนรู้ถึงการเกษตร เช่นการปลูกข้าว การทำเครื่องใช้โลหะ และการเคารพบูชาภูติผีปีศาจซึ่งเป็นัวฒนธรรมที่เข้ามาทางเกาหลีและแผ่นดิน ใหญ่ [1] ชาวญี่ปุ่นใช้เครื่องมือเครื่องใช้ทำด้วยเหล็กที่ใช้ในการเพาะปลูกในชีวิต ประจำวัน เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร และใช้ดาบที่ทำด้วยทองแดงและกระจกในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา การจัดแบ่งงานทำให้ช่องว่างระหว่างผู้ปกครองดินแดนและผู้อยู่ใต้การปกครอง กว้างขึ้น ในช่วงนี้รัฐเล็กๆ จำนวนมากจึงได้ก่อตัวขึ้นทั่วประเทศ
การกล่าวถึงญี่ปุ่นครั้งแรกปรากฏขึ้นในบันทึกของราชสำนักจีนสมัยราชวงศ์ฮั่น โฮ่วฮั่นชู (จีนตัวเต็ม: 後漢書; จีนตัวย่อ: 后汉书) ในปี 57 ก่อนคริสตกาล [2] บันทึกได้กล่าวถึงชาววะ (倭) ที่ข้ามทะเลมาส่งบรรดาการนั้นประกอบไปด้วย 100 กว่าเผ่า หนังสือเว่ย (魏書/魏书) ที่เขียนขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 3 ยังได้กล่าวอีกว่าประเทศดังกล่าวเป็นการรวมตัวของรัฐเล็กๆ กว่า 30 รัฐ ที่มีผู้ปกครองเป็นสตรีชื่อว่าฮิมิโกะแห่งยะมะไทโคะกุ (邪馬台国の卑弥呼)
แหล่งโยะชิโนะงะริ (吉野ヶ里遺跡) เป็นแหล่งโบราณคดีขนาดใหญ่ของยุคยะโยอิที่ตั้งอยู่บนเกาะคิวชู การขุดค้นปรากฏให้เห็นถึงส่วนที่เก่าแก่ที่สุดที่ถูกสร้างขึ้นในช่วง 400 ปีก่อน ค.ศ. วัตถุส่วนมากที่ขุดค้นพบนั้นเป็นวัตถุที่ทำจากโลหะสัมฤทธิ์ รวมทั้งสิ่งที่นำเข้ามาจากจีนเลว
ยุคกลาง
ยุคโคะฟุง
ราวปี พ.ศ. 793 (ค.ศ. 250) เรื่อยมาจนถึงการเข้ามาของศาสนาพุทธ กระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ 7 เรียกว่ายุคโคะฟุง (古墳時代, โคะฮุงจิได) ตั้งชื่อตามสุสานที่นิยมสร้างขึ้นกันในยุคดังกล่าวทั่วประเทศ รัฐเล็กๆ เหล่านั้นค่อยๆ รวมตัวกัน และต่อมาไม่นาน ก็มีชาวจีนจำนวนหนึ่งย้ายมาตั้งถิ่นฐานในญี่ปุ่น และนำอารยธรรมแบบจีนมาเผยแผ่ญี่ปุ่น ซึ่งขณะนั้นอารยธรรมญี่ปุ่นยังไม่เจริญนัก ทำให้อารยธรรมญี่ปุ่นส่วนมากมีอิทธิพลมาจากจีน และจนถึงปัจจุบันอารยธรรมญี่ปุ่นก็ยังคล้ายคลึงกับจีนอยู่ไม่มากก็น้อย
ในศตวรรษที่ 4 กลุ่มผู้มีความเข้มแข็งทางการเมืองซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่ที่ราบยะมะโตะ (ใกล้จังหวัดนาราในปัจจุบัน) ได้มีอำนาจปกครองประเทศตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 จนถึงศตวรรษที่ 6 มีการพัฒนาทางด้านเกษตรกรรมขนานใหญ่ และวัฒนธรรมจีนรวมทั้งลัทธิขงจื๊อและศาสนาพุทธได้เผยแพร่เข้ามาในประเทศ ญี่ปุ่นผ่านทางเกาหลี ถึงปลายศตวรรษที่ 4 ได้มีการติดต่อระหว่างญี่ปุ่นกับอาณาจักรบนคาบสมุทรเกาหลี ศิลป อุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การทอผ้า งานโลหะ การฟอกหนัง และการต่อเรือ
ญี่ปุ่นได้รับเอาตัวอักษรแบบจีนซึ่งมีรากฐานมาจากอักษรภาพมาใช้ และโดยผ่านทางสื่อตัวอักษรนี้เอง ชาวญี่ปุ่นได้เรียนความรู้เบื้องต้นทางการแพทย์ การใช้ปฏิทินและดาราศาสตร์ ตลอดจนปรัชญาของลัทธิขงจื๊อ
ยุคอะซึกะ
ยุคอะซึกะ (飛鳥時代, อะซึกะจิได) คือยุคที่ศูนย์กลางของระบอบกษัตริย์ยะมะโตะตั้งอยู่ในอะซึกะ จังหวัดนะระ ดำรงอยู่ตั้งแต่ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 6 ถึง 8 ในปี ค.ศ. 538 เมื่อศาสนาพุทธได้เข้ามาในญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกจากประเทศอินเดียโดยผ่านทาง จีนและเกาหลี ผู้ปกครองประเทศญี่ปุ่นได้ถือระบบการปกครองของจีนเป็นแนวทางในการสร้างระบบ การปกครองของตน
ราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 6 ราชวงศ์สุยของจีนได้ทำการรวมประเทศใหม่อีกครั้งในรอบ 400 ปี เจ้าชายโชโตะกุ ผู้สำเร็จราชกาลแทนจักรพรรดินีซุยโกะจึงทรงส่งคณะราชทูต "เคนซุยชิ" ไปเจริญสัมพันธไมตรีกับจีน แล้วด้วยเหตุนี้ ญี่ปุ่นจึงได้รับนวัตกรรมใหม่ๆ จากแผ่นดินใหญ่มาเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นยังทรงตรากฎหมาย 17 มาตรา ที่มีใจความสำคัญเกี่ยวกับการจัดระบบของการเมืองการปกครอง และความสงบสุขในบ้านเมืองอีกด้วย และเพื่อให้พุทธศาสนาเฟื่องฟูในญี่ปุ่น พระองค์ยังทรงมีพระดำริให้สร้าง วัดโฮริว วัดไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน
ยุคนะระ
ญี่ปุ่นก้าวเข้าสู่ยุคนะระในปี พ.ศ. 1253 (ค.ศ. 710) เมื่อเมืองหลวงถาวรแห่งแรกของญี่ปุ่น เฮโจเกียวได้รับการสถาปนาขึ้นโดยสร้างตามแบบเมืองฉางอาน (เมืองซีอานใน ปัจจุบัน) เมืองหลวงของจีนในขณะนั้น มีราชวงศ์ของญี่ปุ่นเป็นผู้ปกครอง ราชวงศ์ญี่ปุ่นประทับอยู่ที่เมืองนะระโดยตลอดและขยายอำนาจไปทั่วประเทศทีละ น้อยจนรวมประเทศเป็นปึกแผ่นได้ (ยกเว้นโอะกินะวะ และฮอกไกโด) หากแต่ว่าระบอบการปกครองในยุคนี้ใช้ตามแนวคิดแบบจีน ซึ่งเมื่อมาใช้กับญี่ปุ่นแล้ว ไม่เหมาะสมนัก และเกิดผลกระทบจากความไม่เหมาะสมนั้น และเกิดเป็นผลกระทบแบบลูกโซ่ ผลสุดท้ายคือ ต้องขึ้นภาษีประชาชนอย่างหนัก ทำให้เฮโจเกียวเป็นเมืองหลวงได้ไม่นานนัก และเพื่อหนีอิทธิพลของพระในศาสนาพุทธที่มีอำนาจมาก เมืองหลวงเฮโจวเกียวจึงถูกย้ายไปยังนะงะโอะกะเกียวในปี พ.ศ. 1327 (ค.ศ. 784) และต่อมาที่เฮอังเกียวในปี พ.ศ. 1337 (ค.ศ. 794)
ทางด้านวัฒนธรรม การแต่งตัว สถาปัตยกรรม ฯลฯ ยังปรากฏให้เห็นวัฒนธรรมที่ยังคงแบบจีนอยู่ อาจจะมีความแตกต่างกันนิดหน่อยในรายระเอียดย่อยๆ เช่นบันทึกที่เขียนเป็นตัวอักษรจีนแต่อ่านเป็นภาษาญี่ปุ่น โคะจิกิ (古事記, บันทึกทางประวัติศาสตร์) นิฮงโชะกิ (日本書紀, บันทึกทางประวัติศาสตร์) มังโยชู (万葉集, บันทึกเกี่ยวกับวรรณกรรม) ฟูโดะกิ (風土記, บันทึกเกี่ยวกับภูมิอากาศ) อิทธิพลดังกล่าวน่าจะมากจากการที่ราชสำนักญี่ปุ่นได้ส่งคณะราชทูตสู่ราชวงศ์ถังของจีน "เคนโตชิ" (遣唐使) ไปสู่แผ่นดินใหญ่เป็นจำนวนมากเพื่อรับวัฒนธรรม และสิ่งของต่างๆ จากเส้นทางสายไหม เช่นถ้วยแก้วจากยุโรปตะวันออกกลับ มาสู่ญี่ปุ่นอีกด้วย ตามบันทึกของวรรณคดีประวัติศาสตร์ทั้ง 2 ฉบับนั้น ได้กล่าวถึงการสถานปนาประเทศญี่ปุ่นไว้ว่า ประเทศญี่ปุ่นได้ถูกสถาปนาขึ้นในปี 660 ปีก่อนคริสตกาล โดยจักรพรรดิจิมมุ ผู้เป็นเชื้อสายโดยตรงของเทพเจ้าอะมาเตระสุ เรื่องนี้จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ไม่มีใครทราบแน่นอน แต่นักประวัติศาสตร์หลายคนเชื่อว่าบางส่วนของบันทึกดังกล่าวเป็นเรื่องจริง แต่จักรพรรดิที่มีพระองค์จริงพระองค์แรกคือจักรพรรดิโอจิง จักรพรรดิลำดับที่ 15 และพระราชสันตติวงศ์ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน และหลังจากยุคนะระเป็นต้นมา อำนาจในการบริหารประเทศโดยตรงได้เริ่มออกห่างออกจากราชสำนักญี่ปุ่น มาสู่ขุนนางในราชสำนัก โชกุน ทหาร และนายกรัฐมนตรีในปัจจุบันในที่สุด
ยุคเฮอัง
ญี่ปุ่นได้สร้างอารยธรรมใหม่ขึ้นพร้อมๆ กับการล่มสลายของนะระ โดยยุคถัดมาคือ ยุคเฮอัง (平安時代, เฮอังจิได) เมื่อเมืองหลวงใหม่ซึ่งเลียนแบบเมืองหลวงของประเทศจีน "เฮอังเกียว" ได้รับการสถาปนาเมื่อปี พ.ศ. 1337 (ค.ศ. 794) การย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่เมืองเฮอังเกียว นับเป็นจุดเริ่มต้นของสมัยเฮอันซึ่งดำรงอยู่ยาวนาน รุ่งเรือง และยิ่งใหญ่ที่สุดสมัยหนึ่งของการพัฒนาการในประเทศญี่ปุ่น การติดต่อกับประเทศจีนหยุดชะงักลงในช่วงปลายศตวรรษที่ 9 และอารยธรรมญี่ปุ่นเริ่มที่จะมีลักษณะและรูปแบบเป็นของตนเอง
สิ่งเหล่านี้นับเป็นกระบวนการของการผสมกลมกลืนและการปรับเปลี่ยน โดยที่สิ่งต่างๆ ซึ่งญี่ปุ่นรับมาจากภายนอกค่อยๆ กลายเป็นรูปแบบของญี่ปุ่นไปโดยปริยาย ตัวอย่างที่เห็นได้โดยทั่วไปของกระบวนการนี้ คือการพัฒนาของตัวอักษรญี่ปุ่นในสมัยเฮอัน ความซับซ้อนของการเขียนของจีนทำให้นักเขียนและพระคิดค้นรูปพยางค์ขึ้นสอง ระบบโดยยึดรูปแบบอย่างของจีน ภายในกลางสมัยเฮอัน ได้มีการปรับปรุงพยัญชนะที่เรียกกันว่า ฮิระงะนะ และคะตะคะนะ และนำมาใช้กันอย่างกว้างขวาง เช่นการนำมาเขียนในวรรณคดีเรื่องนิทานเกนจิ (源氏物語) นับเป็นการเปิดทางให้แก่งานเขียนที่มีรูปแบบเป็นของญี่ปุ่นอย่างแท้จริง และมีการใช้กันอย่างแพร่หลายแทนถ้อยคำสำนวนที่ยืมมาจากภาษาจีน
ชีวิตในเมืองหลวงเป็นชีวิตที่หรูหราและสะดวกสบาย ขณะที่ราชสำนักใช้เวลาทั้งหมดไปกับศิลปะและความสุขทางสังคม อำนาจที่เคยมีเหนือกลุ่มที่มีอิทธิพลทางการทหารในหัวเมืองต่างๆจึงเริ่มจะ คลอนแคลน อำนาจในการควบคุมอาณาจักรอย่างมีประสิทธิภาพได้หลุดมือไป ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 11 อำนาจการปกครองบ้านเมืองได้หลุดไปอยู่ในมือของตระกูลฟุจิวะระ และได้กลายเป็นสิ่งล่อใจสำหรับตระกูลนักรบที่เป็นปรปักษ์ต่อกันในช่วงปลาย ยุค ได้แก่ ตระกูลมินะโมะโตะ และไทระ ซึ่งเป็นตระกูลที่สืบทอดเชื้อสายมาจากจักรพรรดิองค์ก่อนๆ ทั้งสองตระกูล ตระกูลมินะโมะโตะและไทระได้ต่อสู้ในการรบที่โด่งดังที่สุด และมีความรุนแรงมากในยุคกลางอันวุ่นวายสับสนของญี่ปุ่น ในที่สุดตระกูลมินะโมะโตะเป็นฝ่ายชนะสงคราม โดยได้ทำลายล้างตระกูลไทระจนพินาศในศึกดันโนะอุระ (Battle of Dannoura) อันเกริกก้องและเลื่องลือในปี พ.ศ. 1728 (ค.ศ. 1185) ซึ่งเป็นจุดจบของยุคเฮอัง
เมืองหลวงเฮอังเกียว หรือเกียวโตะยังคงมีฐานะเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่นมาอีกกว่า 600 ปี กระทั่งสิ้นสุดยุคเอะโดะในปี พ.ศ. 2410 (ค.ศ. 1867) และย้ายเมืองหลวงมาที่โตเกียวในอีก 2 ปีต่อมา
ยุคคะมะกุระ
ชัยชนะของตระกูลมินะโมะโตะแสดงถึงความเสื่อมของบัลลังก์อำนาจทางการเมือง ของจักรพรรดิอย่างแท้จริง และเป็นจุดเริ่มต้นของการปกครองโดยระบอบศักดินา ยุคกลางของญี่ปุ่น ภายใต้การปกครองของโชกุน หรือผู้ปกครองทางการทหารที่สืบต่อกันมาอีก 700 ปี
ถัดจากยุคเฮอัง คือ ยุคคะมะกุระ (鎌倉時代, คะมะกุระจิได) เริ่มต้นในปี พ.ศ. 1728 (ค.ศ. 1185) ต่อมาในปี พ.ศ. 1735 (ค.ศ. 1192) โยะริโตะโมะ หัวหน้าตระกูลมินะโมะโตะที่เป็นผู้ชนะสงครามได้สถาปนาระบบโชกุน หรือรัฐบาลทหารขึ้น ที่เมืองคะมะกุระใกล้กับนครหลวงโตเกียวในปัจจุบัน และยึดอำนาจบริหารบางประการที่เคยเป็นอำนาจของจักรพรรดิในกรุงเกียวโตะ เพื่อต้านสิ่งที่ถือว่าเป็นความเสื่อมของเกียวโตะที่ได้ฝักใฝ่ในสันติภาพ โชกุนที่เมืองคะมะกุระได้สนับสนุนความมัธยัสถ์อดออมและศิลปะการต่อสู้ ป้องกันตัว ตลอดจนความมีระเบียบวินัยซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่จะฟื้นฟูอำนาจการควบคุมทั่ว ทั้งแผ่นดินอย่างมีประสิทธิภาพกลับคืนมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมกลุ่มที่มีอิทธิพลทางการทหารในจังหวัดที่อยู่ไกล ออกไป สมัยคะมะกุระ ซึ่งเป็นชื่อเรียกยุคของระบบโชกุนของโยริโตะโมะเป็นยุคที่มีแนวคิดในเรื่อง ของความกล้าหาญและรักเกียรติยศ (bushido) ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของซามูไร
ในปี พ.ศ. 1761 (ค.ศ. 1213) อำนาจที่แท้จริงได้เปลี่ยนมือจากตระกูลมินาโมะโตะไปยังตระกูลโฮโจ ซึ่งเป็นตระกูลทางภรรยาของโยะริโมะโตะโดยเป็นผู้สำเร็จราชการให้โชกุน ตระกูลโฮโจค้ำจุนรัฐบาลที่เมืองคะมะกุระไว้ได้จนถึง พ.ศ. 1876 (ค.ศ. 1333) ในระหว่างนั้นกองทัพมองโกลได้บุกตอนเหนือของเกาะคิวชูถึง 2 ครั้ง ในปี พ.ศ. 1817 (ค.ศ. 1274) และ พ.ศ. 1824 (ค.ศ. 1281) ถึงแม้ว่าจะมีอาวุธที่ด้อยกว่าแต่นักรบญี่ปุ่นก็สามารถรักษาพื้นที่ไว้ได้ และป้องกันไม่ให้ผู้รุกรานบุกลึกเข้าไปตอนในของประเทศ หลังจากที่กองทัพเรือส่วนใหญ่ของชนเผ่ามองโกลประสบความเสียหายอย่างหนักจาก พายุไต้ฝุ่นที่ญี่ปุ่นเรียกว่า "คะมิคะเซ่" ในการบุกญี่ปุ่นทั้งสองครั้ง กองทัพมองโกลจึงได้ถอยทัพไปจากญี่ปุ่น และอำนาจของค่ายทหารคะมะกุระก็หมดลงในปีเดียวกันนั้นเอง
ยุคมุโระมะจิ
ถัดจากยุคคะมะกุระ ก็เข้าสู่ยุคการฟื้นฟูอำนาจการปกครองโดยจักรพรรดิในช่วงสั้นๆ ตั้งแต่ พ.ศ. 1876 จนถึง พ.ศ. 1879 แล้วต่อมาก็เข้าสู่ ยุคมุโระมะจิ (室町時代, มุโระมะจิจิได) ตระกูลอะชิคะงะได้ขึ้นเป็นตระกูลโชกุน โดยมีโชกุนพระองค์แรกคืออะชิคะงะ ทะกะอุจิ มี บะกุฮุ (幕府) หรือค่ายทหารอยู่ที่มุโระมะจิในกรุงเกียวโต ยุคนี้มีการพัฒนาระบบชลประทาน การเพาะปลูก และเกิดการเติบโตของกิจการค้าขายและบริการ ในยุคนี้ระเบียบวินัยที่เคร่งครัดของลัทธิบุชิโดแสดง ให้ปรากฏทั้งในด้านความงามทางศิลปะและศาสนา และมีอิทธิพลลึกล้ำต่อศิลปะของประเทศ ลักษณะเด่นซึ่งคงอยู่แม้ในปัจจุบันนี้คือลักษณะของความอดกลั้น และความเรียบง่าย ยุคนี้ยังเป็นยุคแรกที่ชาวตะวันตกกลุ่มแรก ชาวโปรตุเกสได้เข้ามาสู่ญี่ปุ่นในปี
แต่ในปี พ.ศ. 1984 (ค.ศ. 1441) เกิดการลอบสังหารโชกุนขึ้น ทำให้การปกครองระบอบโชกุนเสื่อมถอยลง และเกิดเป็นสงครามกลางเมื่องขึ้นในปี พ.ศ. 2019 (ค.ศ. 1476) สงครามดำเนินมาอย่างยาวนานกว่า 100 ปี จนญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคย่อยๆ เรียกว่ายุคเซงโงะกุที่มีความหมายว่ายุคสงครามกลางเมือง ในปี พ.ศ. 2111 โนะบุนะงะ โอะดะ ซึ่งอยู่ในสถานะเจ้าเมืองได้เป็นใหญ่ในบริเวณตอนกลางของเกาะฮอนชูและ ต้องการรวบรวมประเทศให้เป็นปึกแผ่น ในปีเดียวกันนั้นเขาจึงเริ่มกำจัดอิทธิพลอำนาจของมุโระมะจิ และสร้างอารยธรรมอะซุจิโมโมะยะมะขึ้นมาแทน ในขณะเดียวกันก็สร้างความมั่นคงแก่ตนด้วย ในปี พ.ศ. 2116 อารยธรรมมุโระมะจิหายไป อารยธรรมอะซุจิโมโมะยะมะขึ้นมาแทนที่ ดังนั้นช่วง พ.ศ. 2111 - 2116 จึงเป็นช่วงเปลี่ยนแปลงอารยธรรมในปฏิทินเหตุการณ์ญี่ปุ่น พ.ศ. 2086 (ค.ศ. 1543)
ยุคอะซุจิโมโมะยะมะ
ญี่ปุ่นเข้าสู่ ยุคอะซุจิโมโมะยะมะ (安土桃山時代, อะซุจิโมะโมะยะมะจิได) ในปี พ.ศ. 2116 (ค.ศ. 1573) เป็นยุคสั้นๆ ที่มีผู้สถาปนาคือ โอะดะ โนะบุนะงะ เขามีเจตนารมณ์ที่จะรวมประเทศญี่ปุ่นที่ยังไม่เป็นปึกแผ่นให้อยู่ในผู้นำ เพียงคนเดียว แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่วัดฮนโนในปี พ.ศ. 2125 (ค.ศ. 1582) โนะบุนะงะเสียชีวิต โทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิ นายพลนายหนึ่งของเขาจึงได้เป็นผู้สืบทอดเจตนารมณ์ต่อมา และสามารถรวบรวบประเทศญี่ปุ่นได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2133 (ค.ศ. 1590) [3]
ยุคนี้เป็นยุคที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ เซรามิก ภาพวาด เครื่องเงิน อุปกรณ์เกี่ยวกับชา ฯลฯ ซึ่งทำให้นับได้ว่ายุคนี้เป็นยุคที่หรูหราที่สุดยุคหนึ่งของญี่ปุ่น วัฒนธรรมใหม่ๆ จากตะวันตก เช่นการใช้ปืนคาบศิลา การสอนคริสต์ศาสนาก็ได้เจริญรุ่งเรืองในยุคนี้ด้วย
แต่ได้ไม่นาน สุขภาพที่ไม่ดี และอำนาจต่างๆ ในตัวฮิเดะโยะชิได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง อันเนื่องมาจากการยกทัพบุกเกาหลีที่ ไม่ประสบความสำเร็จ และปัญหารอบตัวที่รอบล้อมตัวเขาอยู่ เจ้าเมือง 5 เมืองจึงตั้งตนเป็นใหญ่และสงครามแย่งชิงอำนาจกันอีกครั้ง การรบสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2143 (ค.ศ. 1600) โดยเจ้าเมือง โทะกุงะวะ อิเอะยะสึ
ยุคเอะโดะ
อิเอะยะสึตั้งตนเป็นผู้ปกครองญี่ปุ่นทั้งประเทศที่มีอำนาจอย่างแท้จริง โดยขึ้นดำรงตำแหน่งโชกุนที่เมืองเอโดะ ล้มล้างอารยธรรมโมโมะยะมะ และสร้างอารยธรรมใหม่ขึ้น ทำให้ยุคอะซุจิโมโมะยะมะจบลงใน ค.ศ. 1603 และปีเดียวกันนั้นก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ ยุคเอะโดะ (江戸時代, เอะโดะจิได) ซึ่งเป็นจุดแห่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น โชกุนอิเอะยะสึได้สร้างแบบแผนแทบจะทุกแง่มุมของวิถีชีวิตของประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันทางการเมืองและสังคมให้เป็นแบบอย่างต่อมาอีก 265 ปี
การที่โชกุนโทะกุงะวะดำเนินการปิดประเทศจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิงในปี พ.ศ. 2182 (ค.ศ. 1639) นับเป็นวิธีหนึ่งที่จะรักษาเสถียรภาพของโครงสร้างทางสังคมและการเมืองที่อิ เอะยะสึได้ก่อตั้งขึ้น ชาวตะวันตกกลุ่มแรกได้เดินทางมาถึงชายฝั่งญี่ปุ่นในศตวรรษก่อนคือในสมัยมุโร มาจิ พ่อค้าชาวโปรตุเกสขึ้นบกที่เกาะเล็กๆ เกาะหนึ่งทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่นในปี พ.ศ. 2086 (ค.ศ. 1543) โดยได้นำอาวุธปืนเข้าในประเทศญี่ปุ่น อีกไม่กี่ปีต่อมาคณะผู้สอนศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกนำโดยนักบุญ ฟรานซิสโก ซาเวียร์ ตลอดจนชาวสเปนอีกหลายกลุ่มได้เดินทางเข้ามาในประเทศญี่ปุ่น กลุ่มพ่อค้าชาวเนเธอร์แลนด์ และอังกฤษก็ได้เข้ามาตั้งรกรากในแผ่นดินญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน
การหลั่งไหลเข้ามาของชาวยุโรปมีผลกระทบต่อญี่ปุ่นอย่างมาก คณะผู้สอนศาสนาทำให้ชาวญี่ปุ่นเปลี่ยนศาสนากันมาก โดยเฉพาะทางตอนใต้ของญี่ปุ่น โชกุนตระหนักดีว่าศาสนาคริสต์อาจจะมีอานุภาพในการทำลายทัดเทียมกับอาวุธปืน ที่เข้ามาในญี่ปุ่น ในที่สุดได้มีการสั่งห้ามเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในญี่ปุ่น และโชกุนโทะกุงะวะได้ออกคำสั่งห้ามชาวต่างชาติทุกคนเข้าประเทศญี่ปุ่น ยกเว้นกลุ่มพ่อค้าชาวเนเธอร์แลนด์กลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งที่ถูกจำกัดบริเวณอยู่ที่เกาะเดะจิมะที่อ่าวนะงะซะกิ ตลอดจนชาวจีนจำนวนหนึ่งที่อาศัยอยู่ที่นะงะซะกิ และทูตจากราชวงศ์ลีของ ประเทศเกาหลีที่เดินทางมาญี่ปุ่นเป็นครั้งคราว เป็นเวลา 250 ปีที่ญี่ปุ่นได้ติดต่อกับโลกภายนอกผ่านกลุ่มคนเหล่านี้เท่านั้น นักวิชาการญี่ปุ่นได้รับความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการแพทย์ตะวันตกและวิทยา ศาสตร์แขนงอื่นๆ โดยผ่านทางกลุ่มพ่อค้าที่เมืองเดะจิมะในระหว่างระยะเวลาแห่งการแยกตัวอยู่ อย่างโดดเดี่ยวอันยาวนานของประเทศ
ประชากรทั้งหมดแบ่งออกเป็น 4 ระดับ เรียกกันว่า "มิบุงเซ" (身分制) ประกอบด้วย:
- นักรบ (武士, บุชิ) หรือ ซามูไร (ประมาณร้อยละ 5 ของประชากรทั้งหมด)
- ชาวไร่ชาวนา (農民 , โนมิง, ประมาณร้อยละ 80 ของประชากรทั้งหมด)
- ช่างฝีมือ (職人, โชะกุนิง)
- พ่อค้า (商人, โชนิง)
สำหรับช่างฝีมือและพ่อค้านั้นบางครั้งจะเรียกรวมกันว่า ชาวเมือง (町人, โจนิง) และอยู่ใต้การปกครองของเหล่านักรบ มีเพียงชาวนาเท่านั้นที่อาศัยอยู่ในชนบท ที่เหลืออีกสามชนชั้นจะอาศัยอยู่ในเมืองซึ่งสร้างอยู่รายรอบปราสาทของไดเมียวในแต่ละท้องถิ่น
ความสงบสุขจากการปิดประเทศเป็นเวลานานทำให้ชนที่อยู่ใต้อำนาจปกครองอย่าง เช่นชาวเมืองได้มีโอกาสที่จะประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ใหม่ๆ ขึ้นมาไปเป็นทางของตนเอง มีการแสดงคะบุกิเกิด ขึ้นตามเมืองใหญ่ต่างๆ ทั่วประเทศ มีการวาดภาพอุกิโยะที่แสดงถึงชีวิตประจำวันของชาวเมืองและชาวนา ซึ่งแตกต่างจากภาพที่ชนชั้นปกครองเขียนอย่างชัดเจน พอมาถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 18 ได้เกิดความนิยมในการเรียนวิทยาการใหม่ๆ เช่น แพทยศาสตร์ ดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ คณิตศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ฯลฯ ชาวนาเองที่มีหน้าที่ทำนายังต้องมาศึกษาวิทยาการเหล่านี้เพื่อคิดคำนวณผล กำไรที่ตนเองได้ การศึกษาที่เสมือนกับการเรียนพิเศษที่เรียกว่า เทระโกะยะ (寺子屋) จึงได้รับความนิยมอย่างมาก
ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 และต้นศตวรรษที่ 19 ญี่ปุ่นตกอยู่ภายใต้ความกดดันที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้เปิดประเทศสู่โลกภายนอก อีกทั้งโครงสร้างทางสังคมและการเมืองอันเข้มงวดที่อิเอะยะสึเป็นผู้กำหนด ขึ้นภายในประเทศญี่ปุ่น ก็เริ่มที่จะทำให้เกิดความตึงเครียดอันเนื่องมาจากยุคสมัยที่เปลี่ยนไป
ในปี พ.ศ. 2396 (ค.ศ. 1853) พลเรือจัตวา แมทธิว ซี เพอร์รี แห่งสหรัฐอเมริกา นำกองเรือ 4 ลำเข้ามาในอ่าวโตเกียว พลเรือจัตวาแมทธิวกลับมาอีกครั้งในปีถัดมา และประสบความสำเร็จในการชักจูงให้ญี่ปุ่นลงนามในสนธิสัญญาสัมพันธไมตรีกับประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อมาในปีเดียวกันนั้นเอง ญี่ปุ่นได้ลงนามในสนธิสัญญาทำนองเดียวกันกับประเทศรัสเซีย อังกฤษ และเนเธอร์แลนด์ ดังนั้นจึงเป็นการเปิดประเทศญี่ปุ่นอีกครั้งหนึ่ง สี่ปีต่อมาสนธิสัญญาเหล่านี้ได้ถูกเปลี่ยนเป็นสนธิสัญญาทางการค้า และญี่ปุ่นได้ลงนามในสนธิสัญญาทำนองเดียวกันนี้กับประเทศฝรั่งเศสด้วย
ผลกระทบจากเหตุการณ์เหล่านี้ เพิ่มความกดดันแห่งกระแสทางสังคมและการเมือง ซึ่งกัดกร่อนรากฐานของโครงสร้างระบบศักดินาทีละน้อย ความวุ่นวายครั้งใหญ่ได้เกิดขึ้นกินเวลาประมาณทศวรรษ จนกระทั่งระบบศักดินาของโชกุนโตกุงาวะได้สิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2410 (ค.ศ. 1867) และได้ถวายอำนาจอธิปไตยทั้งมวลคืนพระจักรพรรดิในการปฏิรูปเมจิ (Meiji Restoration) ในปีต่อมา
ยุคใหม่
ยุคเมจิ
การปฏิรูปเมจิ ทำให้ยุคเอะโดะสิ้นสุดใน พ.ศ. 2411 (ค.ศ. 1868) และปีเดียวกันนั้นนับเป็นการเริ่มต้นของยุคเมจิ เป็นสมัยที่เด่นที่สุดสมัยหนึ่งในบรรดาประวัติศาสตร์ของประเทศ ภายใต้การปกครองของสมเด็จพระจักรพรรดิเมจิ ญี่ปุ่นได้บรรลุความสำเร็จในการพัฒนาประเทศโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่ทศวรรษ กล่าวคือการสร้างสรรค์ประเทศให้เข้าสู่ยุคใหม่ด้วยอุตสาหกรรม พัฒนาสถาบันทางการเมืองและรูปแบบของสังคมแบบใหม่ ทั้งที่ประเทศตะวันตกต้องใช้เวลาพัฒนานานนับศตวรรษ
ในช่วงปีแรกๆ ของการครองราชย์ สมเด็จพระจักรพรรดิเมจิทางย้ายเมืองหลวงจากกรุงเกียวโตไปอยู่ที่เมืองเอโดะ ซึ่งเป็นที่ตั้งของรัฐบาลระบบศักดินาที่ผ่านมา และได้ทรงเปลี่ยนชื่อเมืองหลวงเป็นโตเกียว ซึ่งแปลว่า "เมืองหลวงตะวันออก" มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ตลอดจนตั้งคณะรัฐมนตรี และสถาบันนิติบัญญัติระบบสองสภา ยกเลิกการแบ่งชนชั้นแบบเก่าของสมัยศักดินา ญี่ปุ่นทั้งประเทศทุ่มเทพลังงานและความกระตือรือร้นในการศึกษาและรับ อารยธรรมตะวันตกมาใช้
การปฏิรูปเมจิเหมือนกับการทลายของเขื่อนที่กอปรด้วยพลังและแรงผลักดัน สะสมมานับศตวรรษ ต่างชาติเองรู้สึกถึงความรุนแรงและความตื่นตัวที่เกิดจากการปลดปล่อยพลัง เหล่านี้ออกมาในฉับพลัน ก่อนจะสิ้นศตวรรษที่ 19 ญี่ปุ่นเข้าร่วมสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่หนึ่ง ระหว่างปี ค.ศ. 1894-95 ซึ่งลงเอยด้วยชัยชนะของญี่ปุ่น ผลของสงครามคือญี่ปุ่นได้ไต้หวันมาจากจีน สิบปีต่อมาญี่ปุ่นประสบชัยชนะอีกครั้งหนึ่งในสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น ระหว่างปี ค.ศ. 1904-05 และยึดได้ซัคคาลินตอนใต้ ซึ่งยกให้รัสเซียเมื่อปี ค.ศ. 1875 เพื่อแลกกับเกาะคูริล และทำให้ชาวโลกรับรู้ว่าญี่ปุ่นมีความสนใจในดินแดนแมนจูเรียเป็นพิเศษ หลังจากที่ได้กำจัดอำนาจอื่นๆ ที่จะมามีอิทธิพลเหนือเกาหลีแล้ว ในตอนแรกญี่ปุ่นได้จัดการให้เกาหลีเป็นดินแดนในอารักขา และผนวกเกาหลีในเวลาต่อมาคือในปี ค.ศ. 1910
สมเด็จพระจักรพรรดิเมจิทรงปกครองประเทศด้วยความเข้าใจถ่องแท้และสร้าง สรรค์ ซึ่งการปกครองของพระองค์ช่วยนำประเทศให้ผ่านพ้นช่วงทศวรรษแห่งการเปลี่ยน แปลง พระองค์เสด็จสวรรคตในปี ค.ศ. 1912 ก่อนจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อสงครามโลกครั้งนี้สิ้นสุดลง ญี่ปุ่นก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจของโลก เพราะญี่ปุ่นได้เข้าร่วมสงครามโลกเนื่องจากได้ทำสัญญาเป็นพันธมิตรกับประเทศ อังกฤษไว้เมื่อปี ค.ศ. 1902 และสมเด็จพระจักรพรรดิไทโช ได้เสด็จขึ้นครองราชย์ต่อจากสมเด็จพระจักรพรรดิเมจิ ใน ค.ศ. 1912 ทำให้ปี 1912 นับเป็นปีสิ้นสุดของยุคเมจิ และเป็นจุดเริ่มต้นของ ยุคไทโช และจักรพรรดิไทโชเสด็จสวรรคตใน ค.ศ. 1926 และสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโต ครองราชย์ต่อจากสมเด็จพระจักรพรรดิไทโช ซึ่งทำให้ปี 1926 เป็นจุดสิ้นสุดสมัยไทโช และเป็นจุดเริ่มต้นของยุคโชวะ
ยุคไทโช และโชวะ
สมัยโชวะได้เริ่มต้นด้วยบรรยากาศแห่งความหวัง อุตสาหกรรมของประเทศยังคงเจริญเติบโตต่อไปโดยไม่หยุดยั้ง และดูเหมือนว่าการเมืองของญี่ปุ่นหยั่งรากลึกด้วยการปกครองระบบสภา อย่างไรก็ตาม ปัจจัยใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นเริ่มที่จะก่อให้เกิดความวุ่นวายสับสน ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกทำให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นไม่มั่นคง ความเชื่อมั่นในพรรคการเมืองของประชาชนได้ลดน้อยลงหลังจากมีการเปิดโปง เรื่องอื้อฉาวหลายเรื่อง พวกหัวรุนแรงใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ในช่วงนี้ และกลุ่มทหารฉวยโอกาสที่เปิดให้พวกตนในช่วงเวลาอันสับสนวุ่นวาย อิทธิพลของพรรคการเมืองค่อยๆ ลดน้อยลง หลังจากเหตุการณ์ลูกั๋วเฉียว (Lugouqiao Incident) ซึ่งก่อให้เกิดสงครามกับจีน พรรคการเมืองเหล่านี้ถูกบีบให้รวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อความร่วมมือใน ยามสงคราม และในที่สุดได้มีการยุบพรรคการเมืองทั้งหมด และตั้งพรรคการเมืองแห่งชาติขึ้นมาแทน เนื่องจากสภาไดเอ็ตถูกลดบทบาทจนไม่ต่างจากตรายางเท่าใดนัก ทำให้ไม่มีการคัดค้านจากทางสภานิติบัญญัติเกี่ยวกับกระแสเหตุการณ์ทั้งหลาย ที่นำไปสู่การเกิดสงครามแปซิฟิกในปี ค.ศ. 1941
ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1945 ญี่ปุ่นซึ่งเหน็ดเหนื่อยและอ่อนล้าจากลงครามโลกครั้งที่สอง ได้ยอมรับข้อตกลงยอมแพ้สงครามของฝ่ายสัมพันธมิตร และประชาชนได้วางอาวุธตามพระราชโองการของสมเด็จพระจักรพรรดิ เป็นเวลานานกว่า 6 ปี หลังจากแพ้สงคราม ญี่ปุ่นตกอยู่ใต้การควบคุมของฝ่ายสัมพันธมิตร ส่วนใหญ่ได้แก่ประเทศสหรัฐอเมริกา ภายใต้อำนาจของฝ่ายยึดครองซึ่งนำโดย พลเอกดักลาส แม็คอาเธอร์
- ห้ามมีกองกำลังป้องกันประเทศและคณะปฏิวัติ เว้นแต่กองกำลังความมั่นคงภายในประเทศ
- ญี่ปุ่นต้องชาติแห่งประชาธิปไตยเท่านั้นถ้าไม่พอใจผู้นำคนใด ใช้ประชาธิปไตยในการตัดสิน และมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
- สหประชาชาติและรัฐบาลญี่ปุ่นต้องสนับสนุนญี่ปุ่น ในด้านการส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ ของญี่ปุ่นและชาติอื่นๆ ยูเนสโก และรัฐบาลญี่ปุ่นต้องสนับสนุน ด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม เทคโนโลยีนวัตกรรมต่างๆ การสร้างสรรค์และพัฒนาเปลี่ยนในทางที่ดีให้กับญี่ปุ่นให้รวดเร็วทันต่อโลกา ภิวัฒน์ และสนับสนุนอาริยะ
- ห้ามชนชาติหรือปถุชนองค์กรใดๆ มาทำการแยกประเทศหรือถือกรรมสิทธิ์ใดๆในญี่ปุ่นเด็ดขาด เว้นแต่ ทางธุรกิจและข้อตกลงในกฎหมายเท่านั้น
- ข้าราชการทุกๆกระทรวงในญี่ปุ่นนอกจากได้รับเงินเดือนแล้วยังได้รับ เงินพิเศษ ค่าคอมมิชชั่น และทำธุรกิจอื่นๆได้ ผสานด้วยกฎหมายญี่ป่น
แต่ห้าม สร้างผลกระทบทางด้าน เศรษฐกิจ ความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ การศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม เทคโนโลยีนวัตกรรมต่างๆ การสร้างสรรค์และพัฒนา ต่อญี่ปุ่นเด็ดขาด
- สหประชาชาติต้องคุ้มครองการรุกรานต่างๆให้กับญี่ปุ่น
- ขอให้สหประชาชาติจงเป็นพยานให้กับสนธิสัญญาสันติภาพ ซานฟรานซิสโก ณ ครั้งนี้ ให้คงธำรงไว้ตลอด
ในปี ค.ศ. 1951 ญี่ปุ่นลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพ ซานฟรานซิสโก ซึ่งแสดงว่าญี่ปุ่นได้กลับคืนสู่ประชาคมนานาชาติในฐานะที่เป็นรัฐปฏิรูป จากการลงนามในสนธิสัญญาดังกล่าว ญี่ปุ่นได้สิทธิในการบริหารกิจการต่างประเทศคืนมาหลังจากที่ได้ถูกตัดสิทธิ ไประหว่างการถูกยึดครอง
งานเร่งด่วนที่สุดประการหนึ่งที่จะต้องดำเนินการหลังสงครามโลก ได้แก่ การฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจ ด้วยความสนับสนุนและเห็นอกเห็นใจจากสหรัฐอเมริกาและชาติอื่นๆ ญี่ปุ่นได้เข้าเป็นสมาชิกขององค์การระหว่างประเทศหลายแห่ง ซึ่งทำให้ญี่ปุ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการค้าเสรีหลายฝ่ายระหว่างประเทศ ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1960 ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศที่เข้มแข็งทางเศรษฐกิจเพียงพอที่จะแข่งขันในตลาดเสรี ของโลกได้เป็นอย่างดี
พร้อมๆ กับการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ ญี่ปุ่นใช้ความพยายามในการปรับปรุงสถานะทางการทูตระหว่างประเทศ เริ่มต้นด้วยเมื่อญี่ปุ่นได้เข้าเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติใน ค.ศ. 1956 ญี่ปุ่นได้มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการประชุมอภิปรายระหว่างประเทศทางด้าน การเมืองตลอดจนเศรษฐกิจและสังคม ในปี ค.ศ. 1960 ได้มีการทบทวนสนธิสัญญาทางด้านความมั่นคงที่ทำไว้กับสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1951 เพื่อจะได้อำนวยประโยชน์ต่อกันและกันยิ่งขึ้น ญี่ปุ่นได้ชำระเงินค่าปฏิกรรมสงครามจนครบภายในกลางทศวรรษที่ 1960 หลังจากการเจรจาหลายครั้งที่ยืดเยื้อ ญี่ปุ่นได้สถาปนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับสาธารรณรัฐเกาหลีในปี ค.ศ. 1965 เพียง 20 ปีหลังจากแพ้สงคราม ญี่ปุ่นก็ฟื้นตัวจากความพินาศอันเกิดจากสงครามได้เกือบจะสมบูรณ์ มหกรรมกีฬาโอลิมปิค เมื่อปี ค.ศ. 1964 ที่โตเกียว เป็นสัญลักษณ์แห่งความเชื่อมั่นใหม่ของชาวญี่ปุ่น และบทบาทของประเทศก็เพิ่มขึ้นในหมู่ประชาคมระหว่างประเทศ
นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1945 ญี่ปุ่นมีเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศอย่างเห็นได้ชัด พรรคอนุรักษ์นิยมมีเสียงข้างมากในสภาไดเอ็ตเป็นนิจ ยกเว้นช่วงเวลาสั้นๆ ที่ญี่ปุ่นมีรัฐบาลสังคมนิยมในปี ค.ศ. 1947 และ 1948
หลังจากช่วงกลางทศวรรษที่ 1960 ญี่ปุ่นเริ่มประสบปัญหาใหม่ๆ หลายประเภททั้งภายในและภายนอก เมื่อมีความพอใจในปัจจัยจำเป็นในชีวิตแล้ว ประชาชนเริ่มจะแสวงหาเป้าหมายอื่นๆ โดยเฉพาะการปรับปรุงคุณภาพชีวิต นักเรียนนิสิตนักศึกษาแสดงความไม่พอใจต่อโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ประชาชนหลายกลุ่มเรียกร้องให้มีการปรับปรุงแก้ไขความไม่เท่าเทียมกันในสังคม และปัญหามลพิษซึ่งเกิดจากการที่ประเทศมุ่งพัฒนาทางเศรษฐกิจเป็นปัญหาที่ ประชาชนให้ความสนใจเพิ่มขึ้น
เศรษฐกิจญี่ปุ่นที่มีอัตราการเติบโตต่ำ ในช่วงทศวรรษที่ 1970 ตลอดจนสภาพเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่ทรุดหนักลงเรื่อยๆ มีอิทธิพลอย่างมากต่อชีวิตของชาวญี่ปุ่น โดยก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางความคิด และการดำเนินชีวิต ชาวญี่ปุ่นมีค่านิยมที่ต่างกันไปมากขึ้น และชาวญี่ปุ่นจำนวนมากให้ความสำคัญกับการแสดงออกและการแสวงหาเป้าหมายส่วน บุคคล การที่สหรัฐอเมริกาคืนโอกินาวา (เกาะริวกิว และเกาะไดโตะ) ให้ญี่ปุ่น ในปี ค.ศ. 1972 และการฟื้นสัมพันธไมตรีกับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนในปีเดียวกัน จัดว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญสองเหตุการณ์ในช่วงทศวรรษที่ 1970 สำหรับบทบาทของญี่ปุ่นในเศรษฐกิจโลก ญี่ปุ่นดำเนินมาตรการหลายอย่างเพื่อเปิดตลาดการค้าของตน ในฐานะที่เป็นสมาชิกสำคัญของความตกลงทั่วไปเกี่ยวกับอัตราภาษีศุลกากรและการ ค้า (General Agreement on Tariffs and Trade) และองค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Cooperation and Development) ซึ่งมุ่งที่จะรักษาการค้าเสรี ทำให้ในปัจจุบันญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญในด้านการค้า การเงิน และความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1975 ญี่ปุ่นเป็นสมาชิกของการประชุมสุดยอดประจำปีระหว่าง 7 ประเทศทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งได้เคยจัดขึ้นที่กรุงโตเกียว ในปี ค.ศ. 1979 และ 1986
เมื่อพิจารณาถึงกำลังของประเทศ และความคาดหวังของประเทศอื่นๆ ต่อบทบาทระหว่างประเทศของญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นนี้ ดังนั้นจากช่วงกลางทศวรรษที่ 1980 รัฐบาลญี่ปุ่นได้มีท่าทีที่แน่ชัดในการขยายความช่วยเหลือแก่ประชาคมโลก
ใน ค.ศ. 1989 จักรพรรดิฮิโระฮิโตะเสด็จสวรรคต จักรพรรดิอะกิฮิโตะ ขึ้นครองราชย์ต่อ ทำให้ปี 1989 นี้ เป็นปีสิ้นสุดของยุคโชวะ และเป็นจุดเริ่มต้นของเฮเซ และญี่ปุ่นก็คงอยู่ในเฮเซจนถึงปัจจุบัน
Friday, June 19, 2009
ศักดินาญี่ปุ่น(Japan feudal)
ศักดินาญี่ปุ่น
รัฐบาล bakufu , หรือ "รัฐบาลเต๊นท์" เพราะทหารมักจะอยู่ในเต๊นท์ ระบบศักดินาญี่ปุ่นนั้นเริ่มโดย
Minamoto Yoritomo
![]()
ระบบจะเป็นแบบนี้

1st : Emperor จักพรรดิ

2nd: shogun จอมพล
3rd: Samurai ซามูไร
4th: normal soldiers พวกอาชิงารุอะไรทำนองนี้
5th: citizens ประชาชน
6th: peasants และพวกชนชั้นชาวนา
Thai Feudal
ศักดินา คือ ตัววัดในการปรับไหม และ พินัย ในกรณีขึ้นศาล คนที่ถือศักดินาสูง เมื่อทำผิดจะถูกลงโทษหนักกว่าผู้มีศักดินาต่ำ การปรับในศาลหลวง ค่าปรับนั้นก็เอาศักดินาเป็นบรรทัดฐานการกำหนดระบบศักดินาขึ้นมาก็เพื่อ ประโยชน์ในการกำหนดสิทธิและหน้าที่ของประชาชน หน่วยที่ใช้ในการกำหนดศักดินา ใช้จำนวนไร่เป็นเกณฑ์ แต่มิได้หมายความว่าศักดินาจะเป็นข้อกำหนดตายตัวเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในการ ถือครองที่ดิน
ศักดินา ไม่เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดิน เป็นวิธีการลำดับ"ศักดิ์"ของบุคคลตั้งแต่ขุนนาง ข้าราชการ ลงไปจนถึงไพร่และทาส โดยกำหนดจำนวนที่นามากน้อยตามศักดิ์ของคนนั้น สูงสุดของขุนนางคือ ชั้นเจ้าพระยามีศักดินา 10,000 ไร่ คนธรรมดาสามัญมีศักดินา 25 ไร่ ทาสมีศักดินา 5 ไร่ เป็นต้น
ถ้าเทียบกันก็คล้ายกับ ซี ในระบบราชการปัจจุบัน ที่ทำให้รู้ว่าข้าราชการคนนั้นอยู่ในลำดับสูงต่ำกว่ากันแค่ไหน แต่ศักดินากว้างกว่าคือครอบคลุมทุกคนในราชอาณาจักรเว้นแต่พระมหากษัตริย์
ไม่ได้หมายความว่าคนในระบบศักดินามีที่ดินได้ตามจำนวนศักดินา ในความเป็นจริง ทาสไม่มีสิทธิ์ครอบครองทรัพย์สินที่ดินใด ๆ ทั้งนั้น
ในสมัยกรุงศรีอยุธยา อาจกล่าวได้ว่าเป็นสังคมศักดินา เพราะในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. 1991 - พ.ศ. 2031) พระองค์ได้ทรงตราพระราชกำหนดศักดินาขึ้นมาใช้อย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 1997 โดยกำหนดให้บุคคลทุกประเภทในสังคมไทยมีศักดินาด้วยกันทั้งสิ้น นับตั้งแต่พระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนางผู้ใหญ่ ลงไปถึงบรรดาไพร่ ทาส และพระสงฆ์ ยกเว้นองค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งมิได้ระบุศักดินาเอาไว้ เพราะทรงเป็นเจ้าของศักดินาทั้งปวง
บรรดาศักดิ์ของขุนนางไทยแบ่งออกได้เป็น 9 ระดับคือ
- สมเด็จเจ้าพระยา
- เจ้าพระยา
- พระยาหรือ ออกญา
- พระ และ จมื่น
- หลวง
- ขุน
- หมื่น
- พัน
- นาย
ที่ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นถึงเจ้าพระยาของสยาม มาลงให้ดูกัน
ตามประวัติบอกสั้นๆว่า เจ้าพระยาอภัยราชา เดิมชื่อโรลิน ยัคมินส์ เคยเป็นเสนาบดีชาวเบลเยี่ยมมาก่อน แล้วมารับราชการเป็นที่ปรึกษาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้เป็นเจ้าพระยาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๙
เป็นอัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็มในกระทรวงว่าการต่างประเทศด้วยค่ะ
แต่ที่จริงแล้วชาวต่างชาติคนแรกที่ได้รับตำแหน่ง "เจ้าพระยา" น่าจะเป็น ยามาดา หรือ ออกญาเสนาภิมุข http://benkyoshin.blogspot.com/2009/06/yamada-nakamasa.htmlในรัชสมัย สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ใช่ไหมครับ
หากไม่นับ เจ้าพระยา โชดึกราชเศรษฐีที่เป็นชาวไทยเชื้อสายจีน
พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (เถียน)
พระ ยาโชฎึกราชเศรษฐี (เถียน) เป็นบุตรจีนจือ เกิดปีจอ อัฐศก จุลศักราช 1188 (พ.ศ. 2369) ภูมิลำเนาเดิมอยู่ในคลองสวนพลู ซึ่งเป็นคลองเล็ก ๆ แยกจากแม่น้ำแควป่าสักตรงหัวแง่วัดพนัญเชิง อำเภอพระนครศรีอยุธยา อันเป็นถิ่นที่คนจีนอยู่กันมากในสมัยกรุงศรีอยุธยา ภายหลังจีนเถียนได้สมรสกับท่านสุ่น ชาวบ้านลานตากฟ้า นครชัยศรี เมื่อตอนปลายรัชกาลที่ 3 แล้วลงมาตั้งทำการค้าขายในกรุงเทพ ฯ ที่บ้านริมแม่น้ำเจ้าพระยา ข้างวัดบพิตรภิมุข มีโรงสินค้าอยู่สองฝั่งคลองผดุงกรุงเกษม (เหนือ) ตอนปากคลอง จนมีฐานะมั่งคั่ง มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วไป ครั้นถึงรัชกาลที่ 4 ได้ถวายตัวอยู่ในกรมสมเด็จพระเทพศิรินนทรามาตย์ ได้ช่วยเหลือราชการแผ่นดินด้วยความจงรักภักดีเป็นอันมาก จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นที่ขุนสมุทรโคจร ในกรมท่าซ้าย และเป็นหลวงภาษีวิเศษเมื่อ พ.ศ. 2402 ตำแหน่งเจ้าภาษีนายอากรอยู่ในกรมท่าซ้าย ต่อมาได้รับพระราชทานสัญญาบัตรครั้งแรกเป็นพระพิบูลย์พัฒนากรเมื่อ พ.ศ. 2411 และเป็นพระยานรนาถภัคดีศรีรัชฎากรเมื่อ พ.ศ. 2416 ช่วยราชการคลังในหอรัษฎากรพิพัฒน์ด้านภาษีอากร และเงินรายได้ของแผ่นดิน เมื่อ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) ได้เป็นจางวางกรมสรรพภาษี กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ได้เป็นองค์มนตรีที่ปรึกษาราชการในพระองค์ เป็นผู้มีหน้าที่ในการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ ณ ท้องสนามหลวง และจัดตั้งโรงพยาบาล ได้โดยเสด็จพระราชดำเนินในการประพาสต่างประเทศด้วย เป็นผู้ปฏิสังขรณ์วัดนรนาถสุนทริการาม และกิจการอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในสำเพ็งเป็นครั้งแรกคือ ได้เป็นผู้ทำน้ำปะปาจำหน่าย โดยสูบน้ำขึ้นถังแล้วต่อท่อไปตามบ้าน ซึ่งทำให้ผู้ใช้น้ำได้รับความสะดวกเป็นอันมาก พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (เถียน) ถึงอนิจกรรมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2437 อายุได้ 69 ปี บุตรของท่านคนหนึ่งได้เป็นพระยาธรรมจรรยานุกุลมนตรี (ทองดี) พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (เถียน) เป็นต้นสกุล โชติกเสถียร
http://www.jotikasthira.com/?articles CraditedMonday, May 25, 2009
Hell prison of Thailand

แม้ปัจจุบัน อุทยานแห่งชาติตะรุเตา (หรือบางทีเรียกว่า "ตะรูเตา") จังหวัดสตูล จะได้รับการส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ แต่จุดขายอีกประการหนึ่งของสถานที่แห่งนี้คือเรื่องราวในอดีตอันเคยเป็นสถาน ที่คุมขังนักโทษที่ยังอยู่ในความทรงจำของคนไทยมาตลอด เช่น เมื่อปีที่แล้ว (พ.ศ.2551) มีนักการเมืองท่านหนึ่งเสนอจะให้จับกุมฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของตนไปกักขัง ที่เกาะแห่งนี้เช่นอดีต เมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ Paul Adirex หรือคุณปองพล อดิเรกสาร ก็ได้เขียนนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่อง "โจรสลัดแห่งตะรุเตา" และย้อนหลังจากนั้นไปอีกจนถึงวันที่ 30 มกราคม 2519 ภาพยนตร์เรื่อง "นรกตะรูเตา" ของรณภพฟิล์มก็ได้ออกฉายต้อนรับตรุษจีนในปีนั้นที่โรงภาพยนตร์เพชรรามาและเพ ชรเอ็มไพร์ ซึ่งปัจจุบันได้รับการอนุรักษ์มาจัดจำหน่ายในรูปแบบ DVD โดย ทริปเปิ้ลเอกซ์ฟิล์ม
ลองมาดูความเป็นมาของการใช้เกาะตะรุเตาเป็นที่กักขังนักโทษกันก่อนครับ คำว่า "ตะรุเตา" หรือ "ตะรูเตา" นี้ เพี้ยนมาจากคำในภาษามาเลย์ว่า Pulau Tertua ซึ่งแปลว่า the island of old หรือเกาะอันเก่าแก่โบราณอะไรทำนองนั้น (ในไตเติ้ลภาพยนตร์จะเขียนว่า "ตะรูเตา" แต่ข้อมูลที่ได้ส่วนใหญ่จะเขียนว่า "ตะรุเตา" ครับ) เกาะนี้อยู่ในทะเลอันดามันเขตจังหวัดสตูล พิกัด 6 องศา 35 ลิบดาเหนือและ 99 องศา 39 ลิบดาตะวันออก มีพื้นที่ประมาณ 1,490 ตารางกิโลเมตร ในปี พ.ศ.2479 รัฐบาลได้ให้กรมราชทัณฑ์สำรวจพื้นที่เพื่อจัดตั้งนิคมสำหรับกักกันและฝึก อาชีพให้นักโทษ ซึ่งทางกรมฯ ก็ได้เลือกเกาะแห่งนี้ ด้วยเหตุว่าเป็นเกาะใหญ่อยู่กลางทะเลลึก มีคลื่นลมมรสุมรุนแรง มีจระเข้และฉลามชุกชุม เป็นปราการทางธรรมชาติที่สามารถป้องกันการหลบหนีของนักโทษได้อย่างดี นักโทษคดีอุกฉกรรจ์ชุดแรกจำนวน 500 คน ถูกส่งลงมายังทัณฑสถาเกาะตะรุเตา ในปี พ.ศ.2481 และส่งทยอยลงมาเรื่อยๆ จนเพิ่มขึ้นสูงถึง 3,000 คน ในปีเดียวกัน ปีถัดมาคือพ.ศ.2482 รัฐบาลก็ส่งนักโทษการเมืองมายังเกาะตะรุเตา อีก 70 คน ส่วนใหญ่เป็นนักโทษคดีกบฏบวรเดชและกบฏนายสิบ โดยแยกนักโทษการเมืองมากักไว้ที่อ่าวตะโละอุดัง ส่วนนักโทษอื่นคุมขังที่อ่าวตะโละวาว เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2484 สภาพความแร้นแค้นได้ลุกลามไปทั่ว ขนาดในเมืองบนแผ่นดินใหญ่ยังย่ำแย่ แล้วเกาะตะรุเตาจะขนาดไหน ทั้งความอดอยากและโรคภัยไข้เจ็บได้คร่าชีวิตนักโทษไปกว่า 700 คน ผู้คุมและนักโทษบางส่วนก็ผันตัวเองมาเป็นโจรสลัด ออกปล้นสะดมเรือสินค้าที่แล่นผ่านเพื่อยังชีพ และทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดทหารอังกฤษจากมาเลเซียจึงอาสารัฐบาลไทย นำทหารจำนวน 300 นาย ยกพลขึ้นบกที่เกาะตะรุเตา เมื่อวันที่ 15 มี.ค.2489 เข้าปราบปรามโจรสลัดจนราบคาบ และต่อมาในปีพ.ศ.2491 กรมราชทัณฑ์จึงประกาศยกเลิกนิคมฝึกอาชีพตะรุเตาไปในที่สุด และได้รับการจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติตะรุเตาเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2517
ลองมาดูเรื่องราวในภาพยนตร์กันบ้าง

รถบรรทุกที่ขนนักโทษจากสถานีรถไฟไปท่าเรือ ไม่กลัวนักโทษโดดหนีเลยเหรอ?
ภาพยนตร์เริ่มเรื่องด้วยฉากดำมืดพร้อมกับการบรรยายว่า หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 มีการกวาดล้างผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลโดยถือว่ากบฎต่อแผ่นดิน โทษประหารหรือส่งไปตายทั้งเป็น อะไรประมาณนี้ ซึ่งฟังดูไม่ค่อยเป็นธรรมกับคณะราษฎรผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองเท่าไหร่นัก แต่เดี๋ยวผมจะกลับมาวิจารณ์ตรงนี้อีกที จากนั้นมามาที่สถานีรถไฟควนเนียง จังหวัดสตูล รถไฟที่ขนนักโทษการเมืองได้เข้าสู่ชานชาลา ผู้คุมขานชื่อเรียกนักโทษลงจากขบวนรถ อันได้แก่ พระยาสราวุฒิวิจารณ์ พันโทหลวงพิษณุรักษ์เสนา ร้อยเอกสกลสมรรถการ ถวัลย์ ศรีวัฒนา เฉลา ตาทิพย์ ขุนราชกิจกลการ หลวงสรรพจนานุกิจ สิบเอกทวี วัฒนา สิบเอกอัคนี วิโรจน์ ฯลฯ ชื่อเหล่านี้ผมต้องเดาตัวสะกดเอาเองทั้งนั้นนะครับ โดยมีเจ้าหน้าที่ 3 คนที่จะเป็นผู้ร้ายสำคัญตลอดทั้งเรื่อง ได้แก่ จ่าเผื่อน แสง และวอน มารับ ผลจากการที่เบียดเสียดยัดเยียดกันมาในตู้โบกี้ท่ามกลางความร้อน ทำให้นักโทษจำนวน 54 คน ตายไป 10 คน ร่อแร่ 5 คน คงเหลือเพียง 39 คน ขณะที่รถไฟกำลังออกจากสถานี นักโทษนามอัคนีเกิดเพ้อคิดถึงภรรยาที่ใกล้คลอดลูกออกวิ่งตามรถไฟไป คุณจ่าเผื่อนก็เริ่มปฏิบัติหน้าที่ผู้ร้ายด้วยการชักปืนยิงอัคนีทิ้งที่ชาน ชลานั้นเอง ร้อยเอกสกลพยายามจะเข้าไปช่วยอัคนีแต่หลวงพิษณุรักษ์หรือพรายห้ามไว้ก่อน จากนั้นจ่าเผื่อนก็นำนักโทษที่เหลือขึ้นรถบรรทุกเพื่อต่อเรือนำไปเกาะตะรู เตา ระหว่างที่ถูกลำเลียงลงเรือ สกลพยายามใช้มีดเจาะท้องเรือ แต่พรายได้ห้ามไว้อีกจนเป็นปากเสียงกันอยู่พักหนึ่ง จากนั้นนักโทษทั้งหมดก็ขึ้นฝั่งเข้าสู่เรือนกักกันที่เกาะตะรูเตา

ปืนกลบนป้อมคำรามอย่างน่ากลัว แต่ไม่ถูกใครเลย...
คืนแรกที่มาถึง จ่าเผื่อนกับพวกก็สั่งให้ลูกน้องนำขุนชัยชิดซึ่งเป็นกะเทยหรือที่สมัยนี้ เรียกว่าตุ๊ดออกจากที่พัก อ้างว่าไม่ตรวจอาการไม่สบาย แต่ที่แท้ก็เอาไปจัดการ "อัดถั่วดำ" นั่นแหละครับ แต่เอ! สมัยนั้นมีศัพท์สะแลงว่า "ถั่วดำ" หรือยังก็ไม่ทราบ แต่ในเรื่องมีการใช้คำนี้จริงๆ เอาเป็นว่าพอเช้าขึ้นมา ขณะที่บรรดานักโทษกำลังกล้ำกลืนกินข้าวกับแกงกาบกล้วยกับเนื้อเค็มที่ต้อง เสียตังค์ซื้อเพิ่มเติม ขุนชัยชิดกินข้าวไม่ลง เดินปลีกตัวไปที่โขดหินชายหาด ผู้คุมหัวโล้นชื่อนายวอนได้เข้าไปหาและพูดจาเยาะเย้ยลวนลามท่านขุนตุ๊ดต่างๆ นานา ท่านขุนทนไม่ไหวจึงชักมีดที่ซ่อนไว้แทงนายวอนเข้าให้ แล้ววิ่งหนีลงน้ำทะเล คราวนี้จึงเกิดการปั่นป่วน โดยเจ้าวอนร้องเรียกให้ผู้คุมคนอื่นมาช่วย บรรดานักโทษก็วิ่งออกจากโรงอาหารอันซอมซ่อออกมาดูเหตุการณ์ ปืนกลบนป้อมก็ยิงสนั่นหวั่นไหวไปหมด (แต่ไม่รู้ตั้งใจยิงสกัดใครหรือแค่ยิงขู่กันแน่) นายกลั่นคนขับรถไฟซึ่งมาจากโคราชเช่นเดียวกับขุนชัยชิดพยายามฝ่ากระสุนปืนกล ว่ายน้ำไปช่วยท่านขุนกลับเข้าฝั่ง และแล้วจ่าเผื่อนก็คว้าปืนยาวมายิงขุนชัยชิดกับนายกลั่น ยิงได้แม่นกว่าปืนกลบนหอคอยเป็นไหนๆ ทั้งสองจะตายทันทีหรือเปล่าไม่ทราบ แต่ที่แน่ๆคือต้องกลายเป็นเหยื่อฉลามไปในที่สุด สกลไม่พอใจจนเกิดเรื่องชกต่อยกับเผื่อนแต่สู้เผื่อนไม่ได้ถูกชกสลบไป พอดีผู้บัญชาการโผล่มาห้ามไม่ให้เผื่อนทำร้ายสกลมากกว่านั้น จึงเรียกนักโทษที่เหลือมาประชุมชี้แจง จากนั้น สกลถูกขังเดี่ยวกลางแดดจนค่ำ จึงถูกนำกลับมารวมกับเพื่อนนักโทษในโรงนอน

สองพระเอกคู่กัดถูกมัดกลางน้ำ
ผู้กองสกลทำท่าเหมือนจะหมดฤทธิ์อยู่ครู่หนึ่งก็หาเรื่องเยาะเย้ยถากถาง พรายหรือพันโทหลวงพิษณุรักษ์เสนาต่อจากที่เคยเถียงกันมาก่อนบนเรือ เรื่องมันมีอยู่ว่าในเหตุการณ์กบฎบวรเดชนั้น ผู้กองสกลเป็นผู้บังคับหน่วยปืนกลจากโคราชที่ได้เข้ามาต่อสู้กับฝ่ายรัฐบาล อย่างดุเดือด ส่วนพันโทหลวงพิษณุรักษ์เป็นนายทหารเสนาธิการจากพิษณุโลกที่เดิมจะต้องเข้า มาช่วยทัพจากจังหวัดอื่นเข้ายึดกรุงเทพฯด้วยกัน แต่หลวงพิษณุรักษ์ตัดสินใจถอนกำลังกลับเพราะทหารจากหัวเมืองทางใต้ไม่มาเข้า ร่วม กำลังทางโคราชก็หยุดอยู่แค่ดอนเมือง จึงไม่มีทางชนะแน่ แต่สกลเห็นว่าเป็นการตัดสินใจทิ้งเพื่อนในยามคับขันอย่างคนขี้ขลาด และโยงไปถึงเรื่องที่หลวงพิษณุรักษ์หรือพรายพยายามห้ามปรามสกลไม่ให้ช่วย เพื่อนมาหลายครั้งก็เพราะความขี้ขลาดและกลัวสกลจะเด่นเกินหน้า พูดไปพูดมาจนกระทั่งเกิดการชกต่อยกันอีกจนได้ จ่าเผื่อนเข้ามาจัดการสงบศึกและจับพรายกับสกลใส่กุญแจมือไว้ด้วยกัน แต่สกลก็ฉวยโอกาสทีเผลอลากพรายหนีออกมาด้วยกันได้อย่างเหลือเชื่อ ทั้งสองวิ่งหนีกันไปทะเลาะกันไปในป่าลึกพอสมควร จนในที่สุดก็ถูกจ่าเผื่อนจับได้อีก คราวนี้จ่าเผื่อนจับคนทั้งสองมัดไว้กับเสาต้นหนึ่งกลางน้ำรอเวลาให้จระเข้ เข้ามากิน แล้วเอาพระเครื่องของทั้งสองพระเอกไปให้ท่านขุนอะไรก็ไม่ทราบคนที่เป็นผู้ บัญชาการซึ่งบ้าพระเครื่องเป็นชีวิตจิตใจ แล้วอย่างนี้สองพระเอกคู่กัดของเราจะรอดได้อย่างไร?

สองนางเอกมาพบพระเอกขณะกำลังจะเป็นเหยื่อจระเข้

ป้าเปี๊ยกเราตอนนั้นนอกจากจะยังสาวยังสวยแล้ว ยังมีแรงสู้กับจระเข้ด้วย 555!
ทางหนึ่งบรรดาเพื่อนนักโทษได้ขอให้หมอปรีชา นายแพทย์ประจำเกาะช่วยนำพระเครื่องไปติดสินบนผู้บัญชาการบ้างเพื่อให้หมอ สามารถทำหน้าที่สืบข่าวและช่วยเหลือทั้งสองพระเอก อีกทางหนึ่งพอดีจังหวะที่บุหงาลูกสาวนายหมีชาวบ้านที่ทางการอนุญาตให้อาศัย บนเกาะกับตันหยง หญิงสาวที่นายหมีเลี้ยงต้อยไว้หวังจะทำเมียเข้ามาพบสองพระเอกถูกมัดกลางน้ำ และจระเข้กำลังจะเข้าไปจัดการอยู่พอดี บุหงาซึ่งชาติก่อนจะเป็นไกรทองหรือตะเภาแก้วตะเภาทองก็ไม่ทราบจึงได้ชักมีด ลงไปสู้กับจระเข้อย่างไม่คิดชีวิต ตันหยงเลยต้องพลอยลงไปช่วยแก้มัดสองพระเอกแล้วพากันมารุมสกรัมเจ้าจระเข้ เคราะห์ร้ายแล้วพาบุหงาที่ถูกจระเข้ฟาดหางสลบกลับมายังบ้านของนายหมีผู้เป็น พ่อของบุหงา ทีแรกตันหยงก็แสดงอาการรังเกียจผู้ชายและหึงหวงบุหงาที่เริ่มจะชอบพ่อพราย ออกหน้าออกตา ไปๆมาๆก็สองคู่พระคู่นางก็จับคู่เลิฟซีนกันซะอย่างนั้น ขณะกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม นายหมีก็โผล่เข้ามาขัดขวางซะก่อน แล้วหมอปรีชาก็มาห้ามนายหมีอีกที เฮ้อ! เอาเป็นว่าหมอปรีชาก็สามารถนำสองพระเอกของเรากลับไปอยู่กับเพื่อนนักโทษได้

สภาพเรือนนอนที่พระเอกของเราสู้กันไม่กี่ทีก็แทบจะพังหมด
เพื่อไม่ให้เยิ้นเย้อเกินไป ผมจะขอข้ามประเด็นย่อยๆ มาเล่าเฉพาะเรื่องความพยายามหนีของบรรดานักโทษก็แล้วกันครับ ครั้งแรกพรายได้วางแผนให้พรรคพวกจัดหามะพร้าวแห้งจำนวนประมาณ 40 ลูกต่อคนกับร่างแหที่จะทำเป็นแพสำหรับแต่ละคนใช้เดินทางในทะเล แต่บุหงาซึ่งแอบได้ยินพรายพูดคุยกับเจ้าคุณสราวุฒิแต่แรกแล้วไม่อยากให้ พระเอกของเราจากไป ได้แอบมาขโมยมะพร้าวแห้งและร่างแหไปทิ้งเสีย ผลของการที่แผนล้มเหลวทำให้นักโทษสองคนคือหลวงจักรกับขุนราชกิจหนีเตลิดไป ถูกกับดักของผู้คุมถึงแก่ความตาย เมื่อพรายรู้เข้าก็โกรธบุหงาอย่างมาก ต่อมาเจ้าคุณสราวุฒิได้วางแผนให้หมอปรีชานำเงินไปว่าจ้างนายหมีนำเรือพาหนี ออกไปตอนกลางคืน และแล้วจ่าเผื่อนกับพวกได้กระทำทารุณนักโทษขณะให้ทำงานตัดไม้จนเกิดการ ต่อสู้กัน นักโทษส่วนหนึ่งถูกฆ่าตาย อีกกลุ่มหนึ่งหลบเข้าป่าไปเตรียมตัวหนีออกจากเกาะโดยไม่ทราบว่านายหมีได้แอบ ส่งข่าวให้จ่าเผื่อนแล้ว จ่าเผื่อนให้ลูกน้องไปเอาตัวหมอปรีชามาทรมาน ผู้บัญชาการมาพบเข้าก็ถูกเผื่อนสังหาร จากนั้นก็เกิดการตามล่าและการต่อสู้กันระหว่างนักโทษที่จะหลบหนีจากเกาะกับ บรรดาผู้คุม แม้ว่าจ่าเผื่อนจะต้องเป็นผู้ร้ายตายตอนจบ แต่ฝ่ายพระเอกก็ต้องแลกด้วยชีวิตของหมอปรีชา ตันหยง และร้อยเอกสกลเช่นกัน มีนักโทษขึ้นเรือหนีไปถึงเกาะลังกาวีได้ 5 คน บวกกับบุหงานางเอกของเราที่เกาะแพมะพร้าวที่ลากมากับเรือด้วย

โรงอาหาร

สุขา
ถึงแม้ภาพยนตร์จะกล่าวอ้างตั้งแต่ไตเติ้ลเรื่องว่า "สร้างจากเรื่องจริง" แต่ในทัศนะของผม ควรจัดอยู่ในประเภทภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์เท่านั้นครับ แม้ว่าในประวัติศาสตร์จะได้มีการนำนักโทษการเมืองจากคดีกบฎบวรเดช และกบฏนายสิบ ไปกักขังอยู่ ณ เกาะตะรูเตาจริงๆ แต่การสร้างบทภาพยนตร์นั้นเห็นได้ชัดว่าปรุงแต่งขึ้นมาตามความนิยมของหนัง ไทยสมัยก่อนที่ต้องมีเรื่องบู๊ๆ เข้าไว้ จนคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงไปมาก เท่าที่ผมพอจะค้นคว้าได้ มีข้อเท็จจริงบางประการที่ท่านควรทราบไว้ประกอบการชมภาพยนตร์ ได้แก่
- วันเวลาที่นักโทษการเมืองมาถึงและหลบหนี นักโทษการเมืองได้ถูกเคลื่อนย้ายจากแดน 6 มาถึงเกาะตะรุเตาในวันที่ 16 กันยายน 2482 หลังจากนั้นเพียงเดือนเดียว ในคืนวันที่ 18 ตุลาคม นักโทษจำนวน 5 คน (ดังรายชื่อที่จะกล่าวในตอนต่อไป) ได้หลบหนีออกจากเกาะโดยติดสินบนผู้คุมและจ้างเรือไปขึ้นฝั่งที่เกาะลังกาวี ซึ่งขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของอาณานิคมของอังกฤษ ในช่วงเวลาดังกล่าวสงครามมหาเอเชียบูรพายังไม่เกิด จึงเป็นไปไม่ได้ที่บรรดานักโทษจะเห็นฝูงบินญี่ปุ่นบินผ่านเกาะดังในภาพยนตร์

- ภาพยนตร์กล่าวว่ามีการขนย้ายนักโทษมาโดยรถไฟจำนวน 54 คน ตายไป 10 คน ร่อแร่ 5 คน (ซึ่งคงจะตายด้วยนั่นแหละ) คงเหลือเพียง 39 คน ถูกยิงตายที่สถานี 1 คน เหลือเดินทางไปที่เกาะตะรุเตา 38 คน แต่จากการค้นคว้าของปองพล อดิเรกสาร ระบุว่ามีนักโทษการเมืองบนเกาะ 70 คน แต่หารายชื่อได้เพียง 59 คน

- นักโทษที่หลบหนีมีทั้งหมด 5 คน คือ พระยาศราภัยพิพัฒ (เลื่อน ศราภัยวนิช) พระยาสุรพันธเสนี (อิ้น บุนนาค) ขุนอัคนีรถการ (อั๋น ไชยพฤกษ์) นายหลุย คีรีวัต และนายแฉล้ม เลี่ยมเพ็ชรรัตน์ ผู้มีความรู้ด้านโหราศาสตร์ และสอนวิชานี้ให้กับเพื่อนนักโทษมาตั้งแต่ยังถูกควบคุมตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และเป็นผู้หาฤกษ์ยามสำหรับการหลบหนี ในด้านการดำเนินการนั้น ได้มีการจ้างให้นายหมี ศรีวิโรจน์ ชาวเกาะที่ทางราชการให้อาศัยบนเกาะ กับนายแถว เชาวนาศัย ผู้คุมซึ่งเป็นลูกเขยนายหมีเป็นคนดำเนินการ ด้วยการว่าจ้างเป็นเงิน 5,000 บาท เป็นอันว่านายหมีมีตัวตนจริง แต่ไม่ได้เป็นว่าที่พ่อตานักโทษการเมืองรายใด ไม่ได้เป็นผู้ทรยศต่อคณะผู้หลบหนีจนเกิดการต่อสู้วุ่นวายแต่อย่างใด และไม่ทราบว่าบุตรสาวท่านจะเป็นไกรทองหญิงหรือเปล่า
- ความโหด ร้ายทารุณต่อบรรดานักโทษ นับตั้งแต่การขนนักโทษแบบเบียดเสียดยัดเยียดกันมาในรถไฟนั้น บทความที่ผมพอหาได้บอกว่าเกิดขึ้นจริง แต่ไม่ได้กล่าวถึงว่ามีการเจ็บป่วยล้มตายหรือไม่ ส่วนการปฏิบัติของบรรดาเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่นำโดยจ่าเผื่อนต่อนักโทษที่ ทั้งดุด่านักโทษอย่างหยาบคายและมีการลงโทษอย่างโหดเหี้ยมพร้อมจะยิงทิ้ง ทันทีราวกับผักปลานั้น ก็ไม่สอดคล้องกับข้อความที่ระบุว่า เดิมทีกรมราชทัณฑ์ไม่ได้เข้มงวดกับนักโทษการเมืองมากนัก ค่อนข้างจะให้เกียรติและให้อิสระกับนักโทษการเมืองเหล่านี้ด้วยซ้ำ จนกระทั่งนักโทษทั้ง 5 คนหลบหนีออกไปได้ดังกล่าว จึงเริ่มมาเข้มงวดกับคนที่เหลือมากขึ้น และความโหดร้ายที่จริงนั้น มาจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆและความอดอยากขาดแคลน มากกว่าที่จะมาจากเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์
- บทพูดบางตอนมีการกล่าวถึงนักโทษกลุ่มอื่นๆ รวมถึงนักโทษหญิงบ้างเล็กน้อย แต่ตลอดทั้งเรื่องมีแต่เรื่องราวของนักโทษการเมืองเท่านั้น
ตัวละครที่มีตัวจริงในประวัติศาสตร์เท่าที่พอนึกออก มีดังนี้

- พระยาสราวุฒิวิจารณ์ รับบทโดย อดุลย์ ดุลยรัตน์ ตัวจริงคือ พระยาศราภัยพิพัฒ (เลื่อน ศราภัยวนิช) ประวัติของท่านมีในวิกิภาษาไทยครับ

หมอปรีชา (ซ้าย) มาตรวจอาการของ ไท บุญเปี่ยม (ขวา)
- ไท บุญเปี่ยม บรรณาธิการและนักเขียนที่เป็น โรคท้องมาร ผมเคยอ่านเรื่องเกี่ยวกับตะรูเตาในวารสารเก่าเล่มหนึ่ง ถ้าจำไม่ผิดคือ "ฟ้าเมืองไทย" กล่าวว่ามีนักโทษคนหนึ่งเป็นโรคท้องมาร แต่จำชื่อจริงของท่านไม่ได้ จำได้แต่ว่าในบทความดังกล่าวเล่าว่าตอนที่ท่านต้องลงมือเจาะท้องตัวเองให้ หนองมันไหลออกมาเพราะไม่มีหมอมารักษานั้น ท่านใช้ตะปูที่สนิมเขรอะไม่ใช่เหล็กที่ดูเงางามอย่างในหนัง และภายหลังดูเหมือนจะเสียชีวิตด้วยโรคบาดทะยัก ไม่ใช่ถูกผู้คุมยิง

- โหรเฉลา รับบทโดย สีเทา ตัวจริงคือ โหรแฉล้ม เลี่ยมเพ็ชรรัตน์ โหรชื่อดังท่านหนึ่งในอดีตดังปรากฏเรื่องราวในศิลปวัฒนธรรมฉบับที่อ้างถึงข้างท้าย

หลวงสรรพจนานุกิจ (คนกลาง) ขณะเขียนปทานุกรม
- หลวงสรรพจนานุกิจ นักโทษที่มีงานอดิเรกใน การเขียนพจนานุกรม ตัวจริงนั้นมีบรรดาศักดิ์สุดท้ายก่อนลาออกจากราชการ เมื่อพฤศจิกายน 2475 ก่อนเกิดกบฎบวรเดช คือ "หลวงมหาสิทธิโวหาร" หรือในชื่อที่เรายังคงได้ยินชื่อเสียงมาจนทุกวันนี้ ก็คือ "สอ เสถบุตร" นั่นเอง หากยังไม่ทราบประวัติของท่านและความเป็นมาของพจนานุกรมของท่านที่ปัจจุบัน ยังคงมีอยู่กระทั่งในรูปแบบอิเล็คทรอนิคส์ ก็หาอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากลิงค์ข้างท้ายครับ

ผู้บัญชาการขณะอบรมนักโทษ
- ผู้บัญชาการที่ในหนังได้ยินเรียกเพียงว่า "ท่านขุน" นั้น น่าจะเป็นคนเดียวกับ ขุนอภิพัฒน์สุรทัณฑ์ ที่คุณปองพล อดิเรกสาร เล่าไว้ในหนังสือเรื่อง "โจรสลัดแห่งตะรุเตา" นั่นเอง แน่นอนว่าท่านไม่ได้ถูกลูกน้องยิงตายอย่างที่ในหนังแต่งเรื่องขึ้นมาเสริมความร้ายกาจของจ่าเผื่อนตามสไตล์หนังไทยยุคนั้น

ไอ้หมี ในเรื่องกับปืนเมาเซอร์คู่ใจ
- ไอ้หมี รับบทโดย ภิภพ ภู่ภิญโญ ตัวจริงก็คือ นายหมี ศรีวิโรจน์ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บนเกาะตะรูเตาดังกล่าวข้างต้น
แนวคิดทางประวัติศาสตร์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมรู้สึกว่าไม่ค่อยจะยุติธรรมกับคณะราษฎรผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 เท่าไหร่นัก โดยในคำบรรยายเริ่มแรกกล่าวว่าเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองก็มีการกวาด ล้างจับกุมผู้ที่ไม่เห็นด้วยอย่างขนานใหญ่ คนที่รู้ประวัติศาสตร์ไม่แข็งแรงอาจจะเข้าใจไปว่าคณะราษฎรอยู่ในประเภทเดียว กับพรรคฟาสซิสต์นาซีอะไรประมาณนั้น แม้จะมีการกวาดล้างคล้ายๆ กับที่กล่าวอ้างอยู่จริง แต่การกล่าวอย่างรวบรัดและเหมารวมแบบนั้นดูจะไม่สอดคล้องกับความแตกแยกและ ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในคณะราษฎรหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และภาพยนตร์ยังได้สร้างความเลวร้ายผ่านจ่าเผื่อนกับพรรคพวกนั้นก็ราวกับจะ ให้คนเหล่านี้เป็นตัวแทนความเลวร้ายของการปกครองภายหลัง 2475 แต่ในภาพยนตร์เองก็บอกอยู่ว่าบรรดานักโทษการเมืองเหล่านี้ส่วนใหญ่ถูกจับ เนื่องจากเหตุการณ์กบฎบวรเดช ซึ่งสัจจธรรมของการแย่งชิงอำนาจก็คือ "ชนะเป็นเจ้า แพ้เป็นโจร" ในเมื่อท่านเหล่านั้นอยู่ฝ่ายที่ยึดอำนาจไม่สำเร็จก็ต้องถูกจับเป็นธรรมดา หากเป็นผู้บริสุทธิ์ที่โดนจับแบบเหวี่ยงแหก็ว่าไปอย่าง แถมยังมีบันทึกแย้งด้วยว่าทางการเขาให้เกียรตินักโทษการเมืองเหล่านี้ อย่างน้อยก็ในระยะแรก ไอ้ที่จะถึงขนาดด่าว่าหยาบๆคายๆ เตะถีบและยิงทิ้งเป็นผักปลานั้น น่าจะเว่อเกินไป
น่าสังเกตด้วยว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายในตอนต้นปี 2519 คือน่าจะสร้างในปี 2518 อันเป็นช่วงที่การเมืองมีการแบ่งแยกเป็นซ้ายเป็นขวาอย่างรุนแรงจนกลายเป็น เหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519 ไปในที่สุด ด้านผู้เขียนบทคือท่าน ส.อาสนจินดา ศิลปินแห่งชาติ นั้น ผมจำได้ว่าช่วงนั้นท่านก็เป็นหนึ่งในบรรดานักเขียน "ขวาจัด" คนหนึ่งด้วย ภาพยนตร์เรื่องนี้จึงคล้ายจะแฝงนัยยะทางการเมืองในช่วงนั้นที่ฝ่ายขวาจัดมี แนวคิดว่า ฝ่ายซ้ายหรือพวกที่อ้างว่าเป็นประชาธิปไตยนั้นก็ไม่ได้ดิบดีอะไร หรือการมีประชาธิปไตยมีเสรีภาพมากเกินไปก็ไม่ใช่สิ่งดี อะไรปานนั้น ในปัจจุบันแม้จะไม่มีใครพูดอะไรแบบนั้นออกมาตรงๆ แต่ประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ก็ยังไม่เคยได้รับการยกย่องอย่างแท้จริงสักที

สองพระเอกกระโดดหนีจากน้ำตกหนีการตามล่าของผู้คุม
โดยรวมแล้ว ผมจึงเห็นว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเพียงภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจ คาดหวังข้อเท็จจริงของประวัติศาสตร์การควบคุมนักโทษที่เกาะตะรุเตาหรือตะรู เตาได้สักเท่าไหร่ นอกจากการศึกษาแนวคิดทางการเมืองของผู้สร้าง/ผู้เขียนบทที่แฝงอยู่ใน ภาพยนตร์ ถ้าจะดูกันเล่นๆ เพลินๆ ก็ต้องทนกับบทผู้ร้ายเว่อๆ แบบหนังไทยทั่วไปสักนิด และมีฉากวาบหวิวให้ดูกันแว้บๆ ที่ไม่ได้น่าเกลียดอะไรมากนัก แต่ Capture มาให้ดูไม่ได้นะครับ ขอให้หาดูจากในแผ่นกันเอาเอง ภาพธรรมชาติสวยๆ บนเกาะก็มีอยู่ตลอดเรื่อง
คำคมชวนคิด
- "ผู้รักชาติที่ร้อนแรงน่ะ มีที่อยู่ 2 แห่ง ถ้าไม่ได้เข้าไปนั่งในพระที่นั่งอนันตสมาคม ก็ต้องไปอยู่ในนรก" หลวงสรรพจนานุกิจพูดกับเพื่อนนักโทษบนรถที่จะนำออกจากสถานีรถไฟ เมื่อเผื่อนได้ยินเข้าก็บอกว่าที่ที่จะพาไปนี้ไม่ใช่พระที่นั่งอนันตสมาคม แต่เป็น "ตะรูเตา"
- "เก็บเอาสังขารที่สมบูรณ์ไปสู้กับความทารุณบนเกาะดีกว่า" และ "ถ้าแกคิดว่าขึ้นบนเกาะนั้นแล้วมันยังเป็นนรกไม่พอ จะกระทืบกันให้ลำเค็ญหนักขึ้นไปอีก ก็ได้" พันโทหลวงพิษณุรักษ์เสนาพูดกับร้อยเอกหลวงสกลสมรรถการขณะอยู่บนเรือที่แล่นไปยังเกาะตะรูเตา
- "ที่ นี่ไม่มีท่านขุน ไม่มีคุณหลวง,คุณพระ ยศถาบรรดาศักดิ์โยนทิ้งไว้ที่ทะเล ผู้ต้องขังทุกคนมียศเสมอกันคือ นักโทษกบฎ ทางออกที่ถูกต้องมีสองทางคือ ทางเรือเมื่อพ้นโทษ และฝังดินเมื่อเสียชีวิต และขอบอกรายละเอียด สำหรับผู้คิดหนี 9 ไมล์ทะเลถึงเกาะลังกาวี แต่จะถูกส่งกลับมาในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน และ 80 ไมล์ทะเลถึงฝั่งสตูล ถ้าสามารถฝ่าดงฉลามไปได้" ท่านขุนผู้บัญชาการบนเกาะตะรูเตากล่าวกับบรรดานักโทษการเมือง
- " ประชาธิปไตยมันอัดแน่นอยู่เต็มพุงผมเต็มทีแล้ว เชื่อมั๊ยหมอ มันมาจากกรุงเทพฯ หนีเข้ามาอยู่ในท้องผม ที่กรุงเทพฯมีแต่เผด็จการ ไม่มีประชาธิปไตย" ไท บุญเปี่ยม กล่าวกับหมอปรีชา
- " ผมเป็นนักการเมือง นักการเมืองไม่สกปรกไม่มี ผมเป็นบาดทะยักดีกว่าบ้านเมืองเป็นบาดทะยัก นักเขียนหนังสือพิมพ์อย่างผม โน่น ไปรับเหรียญเกียรติยศที่เชิงตะกอนโน่น" ไท บุญเปี่ยม กล่าวกับหมอปรีชา หลังจากใช้เหล็กเจาะท้องตัวเองเพื่อเอาหนองออกเพราะหมดหวังกับการรอคอยการรักษาจากแผ่นดินใหญ่
- "ตายเพราะความรักดีกว่ามีชีวิตอยู่บนความทุกข์" หมอปรีชาบอกให้บุหงาเพื่อให้หนีจากเกาะไปกับคณะนักโทษก่อนที่ตัวเองจะสิ้นใจตาย
ชื่อเรื่องภาษาไทย : นรกตะรูเตา
ชื่อภาษาอังกฤษ : TA RU TAO
เรื่องเดิม : ในไตเติ้ลเรื่องมีข้อความว่า "สุมนทิพย์ สร้างจากเรื่องจริง" ยังไม่ทราบว่า "สุมนทิพย์" เป็นใคร และเขียนเรื่องนี้เป็หนังสือหรืออย่างไร?
ผู้กำกำกับ : รุจน์ รณภพ, จรัล พรหมรังษี (ผู้ช่วยกำกับการแสดง)
ผู้อำนวยการสร้าง : อัญชลี ชอบประดิษฐ์ (ชื่อจริงของ อรัญญา นามวงศ์)
ผู้เขียนบท : ส.อาสนจินดา
ผู้แสดง :
- สมบัติ เมทะนี - พันโทหลวงพิษณุรักษ์เสนา
- นาท ภูวนัย - ร้อยเอกสกลสมรรถการ
- อรัญญา นามวงศ์ - บุหงา
- ศิริขวัญ นันทศิริ - ตันหยง
- มานพ อัศวเทพ -หมอปรีชา
- อดุลย์ ดุลยรัตน์ - พระยาสราวุฒิวิจารณ์
- ภิภพ ภู่ภิญโญ - นายหมี
- บุญส่ง ดวงดารา
- บู๊ วิบูลย์นันท์
- สีเทา - เฉลา ตาทิพย์
- ขวัญ สุวรรณะ - หลวงสรรพจนานุกิจ
- เทอด ดาวไท
- กฤช เนาวกานต์
- ม.ล.โกมล ปราโมช
- สมชาย สามิภักดิ์
- สุคนธ์ คิ้วเหลี่ยม
- ถวัลย์ คีรีวัฒน์ - กลั่น
- พีระพล ปิยะวรรณ
- เชษฐ์ อนุชิต
- เมือง มาระตี
- พิศ พวงเพชร
- บุญส่ง คงล้อมญาติ
- ฉกาจ ปุควนิจย์