Can't find it? here! find it

Showing posts with label laser gun. Show all posts
Showing posts with label laser gun. Show all posts

Monday, June 1, 2009

Musketeer, and Arquebusheir+ปืนคาบศิลา

ปืนคาบศิลา


ปืนคาบศิลาและดาบปลายปืน

ปืน คาบศิลา เป็นปืนยาวชนิดหนึ่งและเป็นต้นแบบของปืนไรเฟิลในปัจจุบันด้วย ไม่มีผู้ทราบว่าใครประดิษฐ์ขึ้น แต่ว่าในเอกสารทางการทหารของจีนได้มีการกล่าวถึงอาวุธชนิดหนึ่งเรียกว่า "หั่วหลงจิง (火龙经)" ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 14 ในแรกเริ่มปืนคาบศิลาไค้มีการออกแบบให้ใช้กับทหารราบเท่านั้นและได้มีการ ปรับปรุงขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรม เช่นมีเกลียวในลำกล้อง การมีกล้องเล็ง มีกระสุนปลายแหลมซี่งแต่เดิมนั้นเป็นลูกกลมๆ และในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ก็มีการประดิษฐ์ปืนชนิดที่บรรจุกระสุนทางพานท้ายปืนซึ่งแต่เดิมนั้นบรรจุ กระสุนทางปากลำกล้องเข้ามาแทนที่

หลักฐานการใช้ปืนคาบศิลาในช่วงแรก

ได้ มีการประดิษฐ์อาวุธดินปืนขึ้นในประเทศจีนในสมัยราชวงศ์หมิง ปืนคาบศิลาเริ่มปรากฏขึ้นในประเทศสเปน ในทศวรรษที่ 1500 แต่ทหารเจนนิสซารี่ของจักรวรรดิออตโตมานก็ปรากฏว่ามีการใช้ปืนคาบศิลาในช่วง ทศวรรษที่ 1440 แล้ว เทคโนโลยีปืนคาบศิลาได้พัฒนาขึ้นในยุโรปตะวันตกอย่างรวดเร็ว และเกิดอาวุธที่มีประสิทธิภาพการทำลายล้างมากกว่าแต่ก่อนทำให้เกิดการแสวงหา วัตถุดิบดินปืนซึ่งทำให้เกิดลัทธิจักรวรรดินิยมขึ้น


ปืนคาบศิลาหั่วหลงจิงของราชวงศ์หมิง

วิวัฒนาการของปืนคาบศิลา

ใน คริสต์ศตวรรษที่15 ทหารราบของยุคกลางได้ มีการใช้อาวุธดินปืนชนิดหนึ่งเรียกว่า "ปืนใหญ่ที่ยิงด้วยมือ" หรือ "ปืนหามแล่น" ถึงอย่างไรก็ดีอาวุธดังกล่าวก็ยุ่งยากในการใช้ซึ่งต้องใช้เวลานานในการบรรจุ กระสุนปืนและไม่ค่อยจะมีประสิทธิภาพในการยิง เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 16 ก็เริ่มมีการประดิษฐ์ปืนสั้นขึ้นและในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 17 ปืนคาบศิลาก็ได้เข้ามาแทนที่หอกยาวซึ่งเคยเป็นอาวุธหลักของทหารราบในสมัย นั้น ปืนคาบศิลาในสมัยศตวรรษที่ 16 เรียกว่า อาร์กิวบัส (ภาษาอังกฤษ: Arquebus) หรือปืนคาบชุด กลไกของปืนชนิดนี้คือใส่ดินปืนลงบนจานดินปืนแล้วใส่กระสุนกลมๆ และดินปืนทางปากกระบอกปืนแล้วกระทุ้งให้ดินปืนและกระสุนไปอยู่ในรังดินปืน ทางท้ายลำกล้อง เมื่อเหนี่ยวไกก็จะมีเหล็กรูปงูตีที่จานดินปืนจะเป็นการจุดสายชนวนไปที่ท้าย ลำกล้องทำให้ดินปืนระเบิดขึ้น แรงระเบิดจะทำให้กระสุนพุ่งออกไปทางปากลำกล้องอย่างรวดเร็ว


ปืนสั้นแบบลูกล้อ

ใน ช่วงเวลาเดียวกันนี้ก็มีการพัฒนาปืนคาบชุดเป็น "ปืนสั้นแบบลูกล้อ" (ภาษาอังกฤษ: Wheellock) แต่อย่างไรก็ดีปืนคาบชุดก็มีข้อเสียอยู่มากเช่น บรรจุกระสุนช้า มีความแม่นยำน้อย ไม่สามารถใช้ได้เมื่ออากาศชื้นเพราะจะทำให้จุดชนวนดินปืนไม่ติด แต่อย่างไรก็ตามปืนคาบชุดก็เป็นสิ่งที่เปลี่ยนโฉมหน้าสงครามของยุโรป และทำให้กษัตริย์ยุโรปมีสถานภาพมั่นคงขึ้นเพราะทำให้มีผู้ก่อกบฏยากเนื่อง จากสงครามที่ใช้ปืนไฟจะเสียค่าใข้จ่ายในการรบสูงมาก ปืนคาบชุดสามารถทำให้อาณาจักรที่สำคัญล่มสลายเช่นอินคา เอซเท็คเป็นต้นแต่มันก็สามารถสร้างอาณาจักรให้มีเอกราชได้ เช่นจักรวรรดิรัสเซียสามารใช้ปืนไฟขับไล่มองโกลออกไปได้แล้วสถาปนาราชวงศ์โร มานอฟ(romanov) ขึ้น ต่อมาได้มีการดัดแปลงปืนคาบชุดให้พกพาได้สะดวกขึ้นเป็นปืนสั้นซึ่งเป็นที่ นิยมของทหารม้าในสมัยนั้น


ปืนนกสับของจักรวรรดิอังกฤษในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18และในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19



ปืนสั้นในศตวรรษที่ 16

ใน ช่วงกลางศตวรรษที่ 17 ได้มีการพัฒนาปืนคาบศิลาแบบคาบชุด ให้เป็นปืนนกสับ (ภาษาอังกฤษ: Flintlock อ่านว่าฟรินท์ล็อก) ขึ้น ซึ่งมีกลไกคือใส่หินเหล็กไฟที่แก็ปแล้วบรรจุกระสุนและดินปืนทางปากกระบอก แล้วกระทุ้งจากนั้งก็ปิดฝาแก็ป เมื่อเหนี่ยวไกเหล็กรูปนกสับหินเหล็กไฟทำให้เก็ดประกายไฟลามไปที่รังดินปืน ทางท้ายกระบอกทำให้ดินปืนระเบิดและผลักกระสุนให้พุ่งไปข้างหน้า ต่อมาอาวุธชิ้นนี้ได้กลายเป็นอาวุธหลักของกองทัพยุโรปและอเมริกาเมื่อ ศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมได้มีการประดิษฐ์เกลียวในลำกล้องทำให้กระสุน พุ่งไปข้างหน้าในแนวตรง มีพิสัยไกลกว่าเดิม และมีความแม่นยำมากขึ้น เห็นได้จากสงครามไครเมีย การมีกล้องเล็งซึ่งทำมองเห็นเป้าหมายในระยะที่ใกล้และแม่นยำทำให้เกิดหน่วย ซุ่มยิงขึ้น เห็นได้จากสงครามกลางเมืองอเมริกา

ปืนคาบศิลาในประเทศอื่นๆ

จักรวรรดิออตโตมาน

ใน การระดมยิงกรุงคอนสแตนติโนเบิลเมืองหลวงของอาณาจักรไบเซนไทน์ ทหารชาวเติร์กก็ใช้ปืนใหญ่และ ปืนคาบศิลารุ่นแรกๆ ในการระดมยิงกำแพงเมืองทั้งจากทางบกและทางเรือ ในการรบขยายอาณาจักรของสุลต่านสุไลมานปืนคาบศิลาก็เป็นอาวุธสำคัญในการปิด ล้อมเมืองเห็นได้จากสงครามฮับส์เบิร์ก-ออตโตมาน ทหารปืนคาบศิลาของจักรวรรดิออตโตมานเรียกว่าแจนนิสซารี่ซึ่งส่วนใหญ่จะสืบ เชื้อสายมาจากพลทหารครูเสดที่ถูกจับมาเป็นทาสเชลย และแม่ทัพของอาณาจักรออตโตมานส่วนใหญ่จะครอบครองปืนสั้นเป็นจำนวนมากอีกด้วย ปืนคาบศิลายังคงเป็นอาวุธหลักของจักรวรรดิออตโตมานจนเมื่อจักรวรรดิล่มสลาย ในปี 1919

เปอร์เซีย

จากหลักฐานการบันทึกของพ่อค้าชาวเวนิ สได้ พบว่าปืนคาบศิลาได้แพร่หลายในอาณาจักรเปอร์เซียอย่างรวดเร็วอันเนื่องมาจาก การค้ากับยุโรปและทหารม้าของราชวงศ์ซาร์ฟาวิดของเปอร์เซียจะนิยมพกปืนคาบ ศิลาทุกคน ปืนคาบศิลาของเปอร์เซียจะมีลวดลายประณีตบรรจงมาก ปืนคาบศิลายังคงเป็นอาวุธหลักของเปอร์เซียจนเมื่อราชวงศ์ซาร์ฟาวิดล่มสลาย

อินเดีย

ใน อินเดียสมัยราชวงศ์โมกุลเริ่ม ปรากฏว่ามีการใช้ปืนคาบศิลาในช่วงทศวรรษที่ 1510 ซึ่งในสมัยนี้พระเจ้าบาบูร์และพระเจ้าอัคบาร์ได้ใช้ปืนคาบศิลาเป็นอาวุธหลัก ของทหารราบในการปราบปรามหัวเมืองฮินดูและ มุสลิมของเจ้าผู้ครองแคว้นทางภาคใต้ เสียงของปืนคาบศิลายังทำให้ช้างหลายเชือกของฝ่ายหัวเมืองทางใต้ตกใจอีกด้วย ทำให้อาณาจักรโมกุลสามารถรวบรวมอินเดียเป็นเอกภาพในสมัยพระเจ้าอัคบาร์ มหาราช ปืนคาบศิลาของโมกุลจะเป็นแบบคาบชุดซึ่งเป็นงานหัถกรรมอย่างหนึ่งมีการตี เหล็กอย่างประณีตไม่ได้มีการใช้เหล็กหล่อเหมือนทางตะวันตก ต่อมาเมืออินเดียตกเป็นอณานิคมของอังกฤษ ทางข้าหลวงชาวอังกฤษได้จัดตั้งทหารซีปอยซึ่งมีการจัดระเบียบแบบอังกฤษมี อาวุธหลักเป็นปืนคาบศิลาแบบฟรินท์ล็อกหรือปืนนกสับจนมีปืนแบบบรรจุกระสุนทาง พานท้ายปืนมาแทนที่

ญี่ปุ่น


ปืนคาบศิลาของญี่ปุ่นในศตวรรษที่16

ญี่ปุ่น ได้เผชิญกับอาวุธปืนครั้งแรกเมื่อจักรพรรดิกุบไลข่านรุกรานญี่ปุ่นในปี 1259 ในซูชิมา ต่อมาในปี 1543 ได้มีเรือโปรตุเกสเข้ามาเทียบท่านำโดยกลาสีเรือชื่อ "เฟอร์เนา เมนเดส ปินโต" ชาวโปรตุเกสได้นำปืนคาบศิลาแบบคาบชุดมาด้วย ไดเมียวโอดะ โนะบุนางะได้ ซื้อปืนคาบชุดของชาวโปรตุเกสมาศึกษากลไกแล้วให้ช่างเหล็กตีเลียนแบบจน กระทั่งสามารถผลิตปืนคาบศิลาได้มากที่สุดในโลกและสามารถสร้างกองทหารที่ เกณฑ์มาจากชาวนาหรือ "อาชิการุ ((あしがる))" ที่ติดอาวุธปืนเหมือนชาวยุโรปได้เป็นจำนวนมาก จนเมื่อปี 1575 โนะบุนางะได้นำทหารอาชิการุที่ติดอาวุธปืนยึดปราสาทนางาชิโนได้ ยุทธวิธีของโอดะคือแบ่งทหารอาชิการุเป็นสองแถวอยู่หลังรั้วไม้ เมื่อแถวแรกยิงทหารม้าของทาเคดะแล้วบรรจุกระสุนใหม่แถวที่สองเข้ามายิงต่อ เมื่อแถวที่สองบรรจุกระสุนแถวแรกจะยิงทำให้ทหารม้าของทาเคดะตายเป็นจำนวนมาก อาวุธของทหารม้าเป็นอาวุธแบบเดิมคือธนู "ยูมิ" และดาบคาตานะ ชัยชนะครั้งนี้ทำให้โอดะได้ตั้งตนเป็นโชกุน เมื่อโนะบุนางะถึงแก่อนิจกรรม โตโยโตมิได้รับตำแหน่งโชกุนแทน ต่อมาเมื่อปี 1592 ญี่ปุ่นรุกรานเกาหลี ญี่ปุ่นได้ใช้ปืนคาบศิลาเป็นอาวุธหลักในการรบแต่ต่อมาญี่ปุ่นต้องถอยทัพกลับ เพราะโตโยโตมิถึงแก่อนิจกรรมในปี 1598 ต่อมาเมื่อโทกุงาวะ อิเยยะสึดำเนินนโยบายปิดประเทศในปี 1603 ห้ามทำการค้ากับชาวต่างชาติและห้ามนำเข้าและผลิตอาวุธปืนเพราะอาจจะทำให้ สถานภาพของโชกุนไม่มั่นคง ทำให้ปืนคาบศิลาแบบคาบชุดอยู่ในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นเพียงห้าทศวรรษเท่านั้น จนกระทั่งในปี 1854 นายพลแมททิว เปอร์รี่บังคับให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศ สมเด็จพระจักรพรรดิเมจิได้ทำการยึดอำนาจของโชกุนโทกุงาวะ โยชิโนบุและจัดตั้งกองทัพสมัยใหม่มีการนำเข้าปืนคาบศิลาแบบฟรินท์ล็อกจาก สหรัฐอเมริกาจำนวน มาก ต่อมาญี่ปุ่นสามารถผลิตเองได้เป็นจำนวนมากและปืนคาบศิลายังคงเป็นอาวุธหลัก ของญี่ปุ่นจนมีปืนแบบบรรจุกระสุนทางพานท้ายปืนมาแทนที่

จีน

จีน เป็นชาติแรกที่ประดิษฐ์อาวุธปืนขึ้น ปืนที่เป็นต้นแบบของปืนคาบศิลาที่จีนประดิษฐ์ขึ้นมีลักษณะคล้ายปืนคาบศิลา แต่มีวิธียิงเหมือนปืนใหญ๋ อาวุธปืนของจีนมักจะไม่ได้รับการพัฒนาเพราะในการรบกับชนเผ่าเร่ร่อนทางภาค เหนือจีนก็มีกำแพงเมืองจีนป้องกันอยู่แล้วและบ้านเมืองช่วงนี้มักจะสงบและใน การรบจีนมักจะตั้งรับมากกว่ารุกราน จีนเผชิญกับอาวุธปืนครั้งแรกในสมัยราชวงศ์หมิงเมื่อ สงครามอิมจินในปี 1592-1598 เกิดขึ้น โชกุนโตโยโตมิรุกรานเกาหลีเพื่อยึดเกาหลีซึ่งเป็นอาณานิคมของจีน จีนได้ส่งกองทัพจำนวนมากไปช่วยเกาหลีและสามารถรบชนะญี่ปุ่นได้หลายครั้ง เพราะปืนคาบศิลาของโปรตุเกสที่ญี่ปุนใช้ในสมัยนั้นไม่มีประสิทธิภาพมากพอที่ จะสู้กับหน้าไม้กลของจีนได้ ต่อมาในสมัยราชวงศ์ชิง อาวุธปืนไม่แพร่หลายในจีนมากนักจนเมื่อปี่ 1839 ในรัชสมัยจักรพรรดิเต้ากวง จีนทำสงครามฝิ่นกับ อังกฤษอังกฤษยกพลขี้นบกที่แหลมเกาลูนแล้วใช้ปืนคาบศิลายิงทหารจีนตายเป็น จำนวนมาก จีนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ จีนจึงจัดตั้งกองทัพ "เป่ย์หยาง" และ "หนานหยาง" ขึ้นซึ่งมีการบริหารกองทัพเป็นแบบยุโรปมีปืนคาบศิลาเป็นอาวุธหลัก ในการระดมยิงจากกำแพงกองทัพเป่ย์หยางจะใช้ปืนคาบศิลาขนาดใหญ๋ยิงลงจากกำแพง เรียกว่า"จินกอล" เห็นได้จากสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 1

เกาหลี

เกาหลี ได้รู้จักกับปืนคาบศิลาครั้งแรกในสมัยราชวงศ์โชซอนเมื่อ ครั้งญี่ปุ่นรุกรานเกาหลีปี 1592-1598 ถึงแม้ญี่ปุ่นจะพ่ายแพ้แต่แม่ทัพลีซุนชินก็เสียชีวิตจากกระสุนปืนคาบศิลา เกาหลีตระหนักดีว่าปืนคาบศิลาก่อให้เกิดความได้เปรียบในการรบ จึงจัดตั้งหน่วยปืนคาบศิลาขึ้นต่อมาปี 1627 เผ่าแมนจูจาก จีนรุกรานเกาหลีเป็นครั้งแรกกองกำลังปืนคาบศิลาของเกาหลีสามารถทำลายกองทหาร ม้าของแมนจูซึ่งมีจำนวนมากกว่าจนแตกพ่ายต่อมาจีนมีกรณีพิพาทเรื่องเขตแดนกับ ร้สเซียในแมนจูเรีย จึงขอกำลังหน่วยปืนคาบศิลา 400 นายของเกาหลีมารบซึ่งกองปืนคาบศิลาของเกาหลีสามารถทำลายทหารม้าคอสแซกของรัส เซียได้อย่างง่ายดายต่อมาในปลายศตวรรษที่ 19 ญี่ปุ่นพยายามมีอำนาจเหนือเกาหลีโดยมอบปืนคาบศิลาให้กบฏตงฮักซึ่งพยายามต่อ ต้านชนชั้นยางบานซึ่งเป็นชนชั้นสูงและขุนนางหัวเก่าของเกาหลี กบฏตงฮักต้องการปฏิรูปเกาหลีให้ทันสมัยโดยเอาญี่ปุ่นเป็นแบบอย่างจึงจับกุม พระเจ้าโกจง แล้วก็ได้ใช้ปืนคาบศิลาเป็นอาวุธในการบุกพระราชวังด้วย

ไทย

ประเทศ ไทยรู้จักกับปืนคาบศิลาในกลางสมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราชจากชาวโปรตุเกส "เฟอร์เนา เมนเดส ปินโต" เช่นเดียวกับญี่ปุ่นที่กล่าวไว้ข้างต้นปืนคาบศิลาถูกใช้ครั้งแรกเมื่อ อาณาจักรล้านนาคิดแข็งเมือง ทางอยุธยาจึงส่งกำลังไปปราบและได้ใช้ปืนคาบศิลาเป็นอาวุธในครั้งนี้ด้วย ต่อมาเกิดสงครามเมืองเชียงกรานกับพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้อยุธยาได้ใช้ปืนคาบ ศิลาในการรบจนชนะอยุธยาได้ใช้ปืนคาบศิลาในการรบเรื่อยมาปืนคาบศิลาที่มีชื่อ เสียงมากที่สุดในสมัยนี้คือพระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตงซึ่งสมเด็จพระนเรศวร มหาราชทรงยิงปืนคาบศิลาข้ามแม่น้ำสะโตงถูกแม่ทัพสุรกรรมาตาย

Saturday, September 20, 2008

1st time in the world

การสักผิวหนัง
ญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกที่คิดวิธีการสักลวดลายต่าง ๆ ลงบนผิวหนัง การสักผิวหนังนี้มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตศักราชผู้ที่นิยมการสักผิวหนังมาก คือ
พวกนักรบ กาสักผิวหนังนี้ก็มีส่วนเกี่ยวพันกับความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์อภินิหาร และความเชื่อทางศาสนาด้วย
ต่อมาการสักได้แพร่เข้ามาในเอเชีย โดยเข้ามาในแถบทะเลใต้และเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 15 ได้มีนักเดินเรือชาวยุโรปแล่นเรือมาพบเข้า จึงนิยมสักผิวหนังกันในหมู่นักเดินเรือ คือ สักเป็นรูปแผนที่ เป็นสถานที่ และเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ได้พบมาระหว่างการเดินทางเป็นต้น
Japanese are the 1st time that invent the tattoo. Screening the skin. Particulary are the Samurai warrior. They are screening on the body about 15th century. influenced by the Shinto religion's believe.

Later those are spread into Asia by go into the southern sea. Later European have been into Japan. Mostly they wrote the map,event, and the place. that they've advantured, Or discovered.

Sunday, June 8, 2008

laser gun

เผยอเมริกามี 'ปืนรังสี' ยิงทีเดียวชักดิ้น ชักงอทั้งฝูง !!
เผยอเมริกามี 'ปืนรังสี' ยิงทีเดียวชักดิ้น ชักงอทั้งฝูง !! ปืน , รังสี , ทหาร , แปลก ,
ปืนรังสี ยิงแล้ว ชักดิ้น ชักงอ
นิตยสารเรื่องวิทยาศาสตร์ “เดอะ ไซเอนติสท์” อันมีชื่อเสียงของอังกฤษ เปิดเผยว่า รายงานของกองทัพอเมริกัน ได้เปิดเผยผลการทดลองใช้ “ปืนรังสี” แปลกๆ หลายชนิดด้วยกัน
บางชนิดจะทำให้ฝูงชนเกิดเป็นไข้ บางแบบสามารถยัดเยียดถ้อยคำเข้าไปในกะโหลกศีรษะ และบางชนิดจะบังคับให้คนชักดิ้นชักงอ เหมือนกับเป็นลมบ้าหมูได้
รายงานแจ้งว่า “ปืนรังสี” เหล่านี้ ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อใช้ควบคุมฝูงชนและใช้งานอย่างอื่น เป็นอาวุธทางชีววิทยาที่ไม่ทำให้ถึงแก่ชีวิต มีทั้งแบบที่ใช้รังสีไมโครเวฟ รังสีเลเซอร์และเสียง และบางแบบเช่นแบบใช้รังสีแม่เหล็กไฟฟ้าที่จะทำให้ผู้ที่ตกเป็นเป้าหมาย ล้มลงชักดิ้นชักงอ เหมือนกับผู้ที่เป็นลมบ้าหมู
“ปืนรังสี” แบบที่เคยทดลองออกใช้มาแล้ว ได้แก่ แบบ ที่ใช้รังสีไมโครเวฟ ในระยะใกล้ จะปล่อยเสียงดังกัมปนาทเข้าไปในรูหูของฝูงชน จนทำให้ผู้คนต้องล้มทั้งยืน นอกจากนั้นกองทัพบกสหรัฐฯยังเคยทดลองใช้แบบรังสีเลเซอร์ ทำให้ฝูงชนรู้สึกงงงวย ในอิรักมาแล้ว ในขณะที่สหรัฐนาวีเคยนำออกใช้เพื่อขับไล่พวกโจรสลัด ในทะเลนอกฝั่งโซมาเลียด้วย.