Can't find it? here! find it

Showing posts with label war. Show all posts
Showing posts with label war. Show all posts

Monday, June 8, 2009

Sushi

ผมรู้ว่าทุกคนมที่มาดูเว็ปไซท์ผมนั้นอาจจะเครียดมากๆเลยเอารูปซูชิมาผ่้อนคลาย











Monday, June 1, 2009

Musketeer, and Arquebusheir+ปืนคาบศิลา

ปืนคาบศิลา


ปืนคาบศิลาและดาบปลายปืน

ปืน คาบศิลา เป็นปืนยาวชนิดหนึ่งและเป็นต้นแบบของปืนไรเฟิลในปัจจุบันด้วย ไม่มีผู้ทราบว่าใครประดิษฐ์ขึ้น แต่ว่าในเอกสารทางการทหารของจีนได้มีการกล่าวถึงอาวุธชนิดหนึ่งเรียกว่า "หั่วหลงจิง (火龙经)" ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 14 ในแรกเริ่มปืนคาบศิลาไค้มีการออกแบบให้ใช้กับทหารราบเท่านั้นและได้มีการ ปรับปรุงขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรม เช่นมีเกลียวในลำกล้อง การมีกล้องเล็ง มีกระสุนปลายแหลมซี่งแต่เดิมนั้นเป็นลูกกลมๆ และในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ก็มีการประดิษฐ์ปืนชนิดที่บรรจุกระสุนทางพานท้ายปืนซึ่งแต่เดิมนั้นบรรจุ กระสุนทางปากลำกล้องเข้ามาแทนที่

หลักฐานการใช้ปืนคาบศิลาในช่วงแรก

ได้ มีการประดิษฐ์อาวุธดินปืนขึ้นในประเทศจีนในสมัยราชวงศ์หมิง ปืนคาบศิลาเริ่มปรากฏขึ้นในประเทศสเปน ในทศวรรษที่ 1500 แต่ทหารเจนนิสซารี่ของจักรวรรดิออตโตมานก็ปรากฏว่ามีการใช้ปืนคาบศิลาในช่วง ทศวรรษที่ 1440 แล้ว เทคโนโลยีปืนคาบศิลาได้พัฒนาขึ้นในยุโรปตะวันตกอย่างรวดเร็ว และเกิดอาวุธที่มีประสิทธิภาพการทำลายล้างมากกว่าแต่ก่อนทำให้เกิดการแสวงหา วัตถุดิบดินปืนซึ่งทำให้เกิดลัทธิจักรวรรดินิยมขึ้น


ปืนคาบศิลาหั่วหลงจิงของราชวงศ์หมิง

วิวัฒนาการของปืนคาบศิลา

ใน คริสต์ศตวรรษที่15 ทหารราบของยุคกลางได้ มีการใช้อาวุธดินปืนชนิดหนึ่งเรียกว่า "ปืนใหญ่ที่ยิงด้วยมือ" หรือ "ปืนหามแล่น" ถึงอย่างไรก็ดีอาวุธดังกล่าวก็ยุ่งยากในการใช้ซึ่งต้องใช้เวลานานในการบรรจุ กระสุนปืนและไม่ค่อยจะมีประสิทธิภาพในการยิง เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 16 ก็เริ่มมีการประดิษฐ์ปืนสั้นขึ้นและในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 17 ปืนคาบศิลาก็ได้เข้ามาแทนที่หอกยาวซึ่งเคยเป็นอาวุธหลักของทหารราบในสมัย นั้น ปืนคาบศิลาในสมัยศตวรรษที่ 16 เรียกว่า อาร์กิวบัส (ภาษาอังกฤษ: Arquebus) หรือปืนคาบชุด กลไกของปืนชนิดนี้คือใส่ดินปืนลงบนจานดินปืนแล้วใส่กระสุนกลมๆ และดินปืนทางปากกระบอกปืนแล้วกระทุ้งให้ดินปืนและกระสุนไปอยู่ในรังดินปืน ทางท้ายลำกล้อง เมื่อเหนี่ยวไกก็จะมีเหล็กรูปงูตีที่จานดินปืนจะเป็นการจุดสายชนวนไปที่ท้าย ลำกล้องทำให้ดินปืนระเบิดขึ้น แรงระเบิดจะทำให้กระสุนพุ่งออกไปทางปากลำกล้องอย่างรวดเร็ว


ปืนสั้นแบบลูกล้อ

ใน ช่วงเวลาเดียวกันนี้ก็มีการพัฒนาปืนคาบชุดเป็น "ปืนสั้นแบบลูกล้อ" (ภาษาอังกฤษ: Wheellock) แต่อย่างไรก็ดีปืนคาบชุดก็มีข้อเสียอยู่มากเช่น บรรจุกระสุนช้า มีความแม่นยำน้อย ไม่สามารถใช้ได้เมื่ออากาศชื้นเพราะจะทำให้จุดชนวนดินปืนไม่ติด แต่อย่างไรก็ตามปืนคาบชุดก็เป็นสิ่งที่เปลี่ยนโฉมหน้าสงครามของยุโรป และทำให้กษัตริย์ยุโรปมีสถานภาพมั่นคงขึ้นเพราะทำให้มีผู้ก่อกบฏยากเนื่อง จากสงครามที่ใช้ปืนไฟจะเสียค่าใข้จ่ายในการรบสูงมาก ปืนคาบชุดสามารถทำให้อาณาจักรที่สำคัญล่มสลายเช่นอินคา เอซเท็คเป็นต้นแต่มันก็สามารถสร้างอาณาจักรให้มีเอกราชได้ เช่นจักรวรรดิรัสเซียสามารใช้ปืนไฟขับไล่มองโกลออกไปได้แล้วสถาปนาราชวงศ์โร มานอฟ(romanov) ขึ้น ต่อมาได้มีการดัดแปลงปืนคาบชุดให้พกพาได้สะดวกขึ้นเป็นปืนสั้นซึ่งเป็นที่ นิยมของทหารม้าในสมัยนั้น


ปืนนกสับของจักรวรรดิอังกฤษในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18และในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19



ปืนสั้นในศตวรรษที่ 16

ใน ช่วงกลางศตวรรษที่ 17 ได้มีการพัฒนาปืนคาบศิลาแบบคาบชุด ให้เป็นปืนนกสับ (ภาษาอังกฤษ: Flintlock อ่านว่าฟรินท์ล็อก) ขึ้น ซึ่งมีกลไกคือใส่หินเหล็กไฟที่แก็ปแล้วบรรจุกระสุนและดินปืนทางปากกระบอก แล้วกระทุ้งจากนั้งก็ปิดฝาแก็ป เมื่อเหนี่ยวไกเหล็กรูปนกสับหินเหล็กไฟทำให้เก็ดประกายไฟลามไปที่รังดินปืน ทางท้ายกระบอกทำให้ดินปืนระเบิดและผลักกระสุนให้พุ่งไปข้างหน้า ต่อมาอาวุธชิ้นนี้ได้กลายเป็นอาวุธหลักของกองทัพยุโรปและอเมริกาเมื่อ ศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมได้มีการประดิษฐ์เกลียวในลำกล้องทำให้กระสุน พุ่งไปข้างหน้าในแนวตรง มีพิสัยไกลกว่าเดิม และมีความแม่นยำมากขึ้น เห็นได้จากสงครามไครเมีย การมีกล้องเล็งซึ่งทำมองเห็นเป้าหมายในระยะที่ใกล้และแม่นยำทำให้เกิดหน่วย ซุ่มยิงขึ้น เห็นได้จากสงครามกลางเมืองอเมริกา

ปืนคาบศิลาในประเทศอื่นๆ

จักรวรรดิออตโตมาน

ใน การระดมยิงกรุงคอนสแตนติโนเบิลเมืองหลวงของอาณาจักรไบเซนไทน์ ทหารชาวเติร์กก็ใช้ปืนใหญ่และ ปืนคาบศิลารุ่นแรกๆ ในการระดมยิงกำแพงเมืองทั้งจากทางบกและทางเรือ ในการรบขยายอาณาจักรของสุลต่านสุไลมานปืนคาบศิลาก็เป็นอาวุธสำคัญในการปิด ล้อมเมืองเห็นได้จากสงครามฮับส์เบิร์ก-ออตโตมาน ทหารปืนคาบศิลาของจักรวรรดิออตโตมานเรียกว่าแจนนิสซารี่ซึ่งส่วนใหญ่จะสืบ เชื้อสายมาจากพลทหารครูเสดที่ถูกจับมาเป็นทาสเชลย และแม่ทัพของอาณาจักรออตโตมานส่วนใหญ่จะครอบครองปืนสั้นเป็นจำนวนมากอีกด้วย ปืนคาบศิลายังคงเป็นอาวุธหลักของจักรวรรดิออตโตมานจนเมื่อจักรวรรดิล่มสลาย ในปี 1919

เปอร์เซีย

จากหลักฐานการบันทึกของพ่อค้าชาวเวนิ สได้ พบว่าปืนคาบศิลาได้แพร่หลายในอาณาจักรเปอร์เซียอย่างรวดเร็วอันเนื่องมาจาก การค้ากับยุโรปและทหารม้าของราชวงศ์ซาร์ฟาวิดของเปอร์เซียจะนิยมพกปืนคาบ ศิลาทุกคน ปืนคาบศิลาของเปอร์เซียจะมีลวดลายประณีตบรรจงมาก ปืนคาบศิลายังคงเป็นอาวุธหลักของเปอร์เซียจนเมื่อราชวงศ์ซาร์ฟาวิดล่มสลาย

อินเดีย

ใน อินเดียสมัยราชวงศ์โมกุลเริ่ม ปรากฏว่ามีการใช้ปืนคาบศิลาในช่วงทศวรรษที่ 1510 ซึ่งในสมัยนี้พระเจ้าบาบูร์และพระเจ้าอัคบาร์ได้ใช้ปืนคาบศิลาเป็นอาวุธหลัก ของทหารราบในการปราบปรามหัวเมืองฮินดูและ มุสลิมของเจ้าผู้ครองแคว้นทางภาคใต้ เสียงของปืนคาบศิลายังทำให้ช้างหลายเชือกของฝ่ายหัวเมืองทางใต้ตกใจอีกด้วย ทำให้อาณาจักรโมกุลสามารถรวบรวมอินเดียเป็นเอกภาพในสมัยพระเจ้าอัคบาร์ มหาราช ปืนคาบศิลาของโมกุลจะเป็นแบบคาบชุดซึ่งเป็นงานหัถกรรมอย่างหนึ่งมีการตี เหล็กอย่างประณีตไม่ได้มีการใช้เหล็กหล่อเหมือนทางตะวันตก ต่อมาเมืออินเดียตกเป็นอณานิคมของอังกฤษ ทางข้าหลวงชาวอังกฤษได้จัดตั้งทหารซีปอยซึ่งมีการจัดระเบียบแบบอังกฤษมี อาวุธหลักเป็นปืนคาบศิลาแบบฟรินท์ล็อกหรือปืนนกสับจนมีปืนแบบบรรจุกระสุนทาง พานท้ายปืนมาแทนที่

ญี่ปุ่น


ปืนคาบศิลาของญี่ปุ่นในศตวรรษที่16

ญี่ปุ่น ได้เผชิญกับอาวุธปืนครั้งแรกเมื่อจักรพรรดิกุบไลข่านรุกรานญี่ปุ่นในปี 1259 ในซูชิมา ต่อมาในปี 1543 ได้มีเรือโปรตุเกสเข้ามาเทียบท่านำโดยกลาสีเรือชื่อ "เฟอร์เนา เมนเดส ปินโต" ชาวโปรตุเกสได้นำปืนคาบศิลาแบบคาบชุดมาด้วย ไดเมียวโอดะ โนะบุนางะได้ ซื้อปืนคาบชุดของชาวโปรตุเกสมาศึกษากลไกแล้วให้ช่างเหล็กตีเลียนแบบจน กระทั่งสามารถผลิตปืนคาบศิลาได้มากที่สุดในโลกและสามารถสร้างกองทหารที่ เกณฑ์มาจากชาวนาหรือ "อาชิการุ ((あしがる))" ที่ติดอาวุธปืนเหมือนชาวยุโรปได้เป็นจำนวนมาก จนเมื่อปี 1575 โนะบุนางะได้นำทหารอาชิการุที่ติดอาวุธปืนยึดปราสาทนางาชิโนได้ ยุทธวิธีของโอดะคือแบ่งทหารอาชิการุเป็นสองแถวอยู่หลังรั้วไม้ เมื่อแถวแรกยิงทหารม้าของทาเคดะแล้วบรรจุกระสุนใหม่แถวที่สองเข้ามายิงต่อ เมื่อแถวที่สองบรรจุกระสุนแถวแรกจะยิงทำให้ทหารม้าของทาเคดะตายเป็นจำนวนมาก อาวุธของทหารม้าเป็นอาวุธแบบเดิมคือธนู "ยูมิ" และดาบคาตานะ ชัยชนะครั้งนี้ทำให้โอดะได้ตั้งตนเป็นโชกุน เมื่อโนะบุนางะถึงแก่อนิจกรรม โตโยโตมิได้รับตำแหน่งโชกุนแทน ต่อมาเมื่อปี 1592 ญี่ปุ่นรุกรานเกาหลี ญี่ปุ่นได้ใช้ปืนคาบศิลาเป็นอาวุธหลักในการรบแต่ต่อมาญี่ปุ่นต้องถอยทัพกลับ เพราะโตโยโตมิถึงแก่อนิจกรรมในปี 1598 ต่อมาเมื่อโทกุงาวะ อิเยยะสึดำเนินนโยบายปิดประเทศในปี 1603 ห้ามทำการค้ากับชาวต่างชาติและห้ามนำเข้าและผลิตอาวุธปืนเพราะอาจจะทำให้ สถานภาพของโชกุนไม่มั่นคง ทำให้ปืนคาบศิลาแบบคาบชุดอยู่ในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นเพียงห้าทศวรรษเท่านั้น จนกระทั่งในปี 1854 นายพลแมททิว เปอร์รี่บังคับให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศ สมเด็จพระจักรพรรดิเมจิได้ทำการยึดอำนาจของโชกุนโทกุงาวะ โยชิโนบุและจัดตั้งกองทัพสมัยใหม่มีการนำเข้าปืนคาบศิลาแบบฟรินท์ล็อกจาก สหรัฐอเมริกาจำนวน มาก ต่อมาญี่ปุ่นสามารถผลิตเองได้เป็นจำนวนมากและปืนคาบศิลายังคงเป็นอาวุธหลัก ของญี่ปุ่นจนมีปืนแบบบรรจุกระสุนทางพานท้ายปืนมาแทนที่

จีน

จีน เป็นชาติแรกที่ประดิษฐ์อาวุธปืนขึ้น ปืนที่เป็นต้นแบบของปืนคาบศิลาที่จีนประดิษฐ์ขึ้นมีลักษณะคล้ายปืนคาบศิลา แต่มีวิธียิงเหมือนปืนใหญ๋ อาวุธปืนของจีนมักจะไม่ได้รับการพัฒนาเพราะในการรบกับชนเผ่าเร่ร่อนทางภาค เหนือจีนก็มีกำแพงเมืองจีนป้องกันอยู่แล้วและบ้านเมืองช่วงนี้มักจะสงบและใน การรบจีนมักจะตั้งรับมากกว่ารุกราน จีนเผชิญกับอาวุธปืนครั้งแรกในสมัยราชวงศ์หมิงเมื่อ สงครามอิมจินในปี 1592-1598 เกิดขึ้น โชกุนโตโยโตมิรุกรานเกาหลีเพื่อยึดเกาหลีซึ่งเป็นอาณานิคมของจีน จีนได้ส่งกองทัพจำนวนมากไปช่วยเกาหลีและสามารถรบชนะญี่ปุ่นได้หลายครั้ง เพราะปืนคาบศิลาของโปรตุเกสที่ญี่ปุนใช้ในสมัยนั้นไม่มีประสิทธิภาพมากพอที่ จะสู้กับหน้าไม้กลของจีนได้ ต่อมาในสมัยราชวงศ์ชิง อาวุธปืนไม่แพร่หลายในจีนมากนักจนเมื่อปี่ 1839 ในรัชสมัยจักรพรรดิเต้ากวง จีนทำสงครามฝิ่นกับ อังกฤษอังกฤษยกพลขี้นบกที่แหลมเกาลูนแล้วใช้ปืนคาบศิลายิงทหารจีนตายเป็น จำนวนมาก จีนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ จีนจึงจัดตั้งกองทัพ "เป่ย์หยาง" และ "หนานหยาง" ขึ้นซึ่งมีการบริหารกองทัพเป็นแบบยุโรปมีปืนคาบศิลาเป็นอาวุธหลัก ในการระดมยิงจากกำแพงกองทัพเป่ย์หยางจะใช้ปืนคาบศิลาขนาดใหญ๋ยิงลงจากกำแพง เรียกว่า"จินกอล" เห็นได้จากสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 1

เกาหลี

เกาหลี ได้รู้จักกับปืนคาบศิลาครั้งแรกในสมัยราชวงศ์โชซอนเมื่อ ครั้งญี่ปุ่นรุกรานเกาหลีปี 1592-1598 ถึงแม้ญี่ปุ่นจะพ่ายแพ้แต่แม่ทัพลีซุนชินก็เสียชีวิตจากกระสุนปืนคาบศิลา เกาหลีตระหนักดีว่าปืนคาบศิลาก่อให้เกิดความได้เปรียบในการรบ จึงจัดตั้งหน่วยปืนคาบศิลาขึ้นต่อมาปี 1627 เผ่าแมนจูจาก จีนรุกรานเกาหลีเป็นครั้งแรกกองกำลังปืนคาบศิลาของเกาหลีสามารถทำลายกองทหาร ม้าของแมนจูซึ่งมีจำนวนมากกว่าจนแตกพ่ายต่อมาจีนมีกรณีพิพาทเรื่องเขตแดนกับ ร้สเซียในแมนจูเรีย จึงขอกำลังหน่วยปืนคาบศิลา 400 นายของเกาหลีมารบซึ่งกองปืนคาบศิลาของเกาหลีสามารถทำลายทหารม้าคอสแซกของรัส เซียได้อย่างง่ายดายต่อมาในปลายศตวรรษที่ 19 ญี่ปุ่นพยายามมีอำนาจเหนือเกาหลีโดยมอบปืนคาบศิลาให้กบฏตงฮักซึ่งพยายามต่อ ต้านชนชั้นยางบานซึ่งเป็นชนชั้นสูงและขุนนางหัวเก่าของเกาหลี กบฏตงฮักต้องการปฏิรูปเกาหลีให้ทันสมัยโดยเอาญี่ปุ่นเป็นแบบอย่างจึงจับกุม พระเจ้าโกจง แล้วก็ได้ใช้ปืนคาบศิลาเป็นอาวุธในการบุกพระราชวังด้วย

ไทย

ประเทศ ไทยรู้จักกับปืนคาบศิลาในกลางสมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อรัชสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราชจากชาวโปรตุเกส "เฟอร์เนา เมนเดส ปินโต" เช่นเดียวกับญี่ปุ่นที่กล่าวไว้ข้างต้นปืนคาบศิลาถูกใช้ครั้งแรกเมื่อ อาณาจักรล้านนาคิดแข็งเมือง ทางอยุธยาจึงส่งกำลังไปปราบและได้ใช้ปืนคาบศิลาเป็นอาวุธในครั้งนี้ด้วย ต่อมาเกิดสงครามเมืองเชียงกรานกับพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้อยุธยาได้ใช้ปืนคาบ ศิลาในการรบจนชนะอยุธยาได้ใช้ปืนคาบศิลาในการรบเรื่อยมาปืนคาบศิลาที่มีชื่อ เสียงมากที่สุดในสมัยนี้คือพระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตงซึ่งสมเด็จพระนเรศวร มหาราชทรงยิงปืนคาบศิลาข้ามแม่น้ำสะโตงถูกแม่ทัพสุรกรรมาตาย

Thursday, April 23, 2009

Vietnam war


























นาวิกฯสหรัฐได้ทำการตรวจค้นบ้านของชาวบ้านที่ต้องสงสัยว่่าให้พักอาศัยแก่ทหารเวียดกง





สงครามเวียดนามนั้นได้มีการทำสงครามที่ประเทศเวียดนาม, ลาวและกัมพูชา เริ่มในปี 1959 จนถึงเดือนเมษายน 30, 1975 สงครามได้เริ่มในเวียดนามเหนือ สนับสนุนโดยประเทศในเครือคอมมิวนิสต์, และเวียดนามใต้, ส่งเสริมโดยกองกำลังสหรัฐอเมริกาและสมาชิกกองกำลังต่อต้านคอมมิวนิสแห่งเอเชียอาคเนย์หรือเรียกว่าSEATO(Southeast Asia Treaty Organization).

เวียดกง, หน่วยทหารอาวุธเบาทำการก่อจลาจลในภาคใต้ของเวียดนาม, ซึ่งมีการต่อสู้นองเลือดอย่างเอาเป็นเอาตายกันในพื้นที่ดังกล่าว. กองกำลังเวียดนามเหนือก็เริ่มโจมตีเวียดนามใต้อย่างเปิดเผย, มีการสู้รบประหัตประหารกันอย่างกว้างขวาง กองกำลังสหรัฐและพันธมิตรได้เตรียมเฮลิคอร์ปเตอร์และยุทโธปกรณ์ทั้งหมดเพื่อเตรียมตอบโต้

กองกำลังสหรัฐอเมริกาได้ส่งกำลังป้องกันตัวเองไปในเวียตนามเพื่อขัดขวางการยึดครองของเวียดนามเหนือ
ที่ปรึกษาในการทำสงครามได้เดินทางมาที่เวียดนามไต้ในปี 1950 การบุกเข้าไปเกี่ยวข้องนั้นเริ่มขึ้นในต้อนปี 1960 และหน่วยรบพิเศษทั้งหมดได้จัดเตรียมและนำไปในเวียดนามเหนือในปี 1965. การเเข้าช่วยถึงจุดเดือดในปี 1968 การบุกเท็ท. ถึงอย่างไรก็ตามการสร้างสันติภาพได้เกิดขึ้นทั่วไปทุกหนทุกแห่ง ในเดือนมกราคมปี 1973, การต่อสู่ยังคงดำเนินต่อไปในเดือนเมษายนปี 1975, เวียดนามเหนือยึดไซง่อนได้สำเร็จ. เหนือและไต้ได้รวมตัวเข้าด้วยกันในหลายๆปีถัดมา
ในเดือนมกราคมปี 1950, ประเทศในเครือคอมมิวนิสต์, เริ่มต้นโดยประเทศจีน, ได้ยอมรับว่า สาฐารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนามให้เป็นรัฐบาลปกครองเวียดนาม หน่วยต่อต้านคอมมิวนีสได้ยินยอมให้ฝรั่งเศสสนับสนุนหลังให้เวียดนามในไซง่อนโดยให้่จัีกรพรรดิเบาต้าย





















จักพรรดิเบา ต้าย แห่งเวียดนามไต้


ในหลายเดือนให้หลังการประทุของสงครามเกาหลีเริ่มขึ้นในเดือนมิถุนายน 1950 สนับสนุนดดยผู้วางนโยบายของรัฐหรือองค์กรของวอร์ชิงตันจำนวนมากได้กล่าวว่านั่นคือตัวอย่างสำคัญของการขยายอำนาจของประเทศคอมมิวนิสต์

ที่ปรึกษาในการทำศึกของ PRC(สาธารณะประชาชนจีน) ได้เริ่มทำการส่งเสริม Viet Minh ในเดือนกรกฏาคมปี 1950.ไม่ว่าอาวุธ, ทักษะความรู้,และ กรรมกร ซึ่งต้องการจะเปลี่ยนกองกำลัง Viet Minh จากกำลังเสื้อขาด รองเท้าปากแตก ลิ้นห้อย ฯลฯ เอาเป็นว่าไม่มีเครื่องแบบครบ 32 ว่างั้น........เฮ้อเรียขกสั้นๆก็ได้ว่าทหารกองโจร ให้เป็นกองทัพมีเครื่องแบบเป็นฝั่งเป็นฝาว่างั้นเหอะ
ในเดือนตุลาคม, อเมริกาได้สร้างกองทัพสำหรับให้การปรึกษานานาชนิดแก่เวียดนามใต้ (MAAG) เพื่อทำตามฝรั่งเศสที่ร้องขอการส่งเสริมอุปกรณ์, แนะแนวการรบและฝึกหน่วยรบกระทั่งปี 1954, อเิริกาได้ลงทุนลงแรงไปกับทหารนาวิก 300,000 นาย และลงทุนเงินไป 1000,000,000$ ในการส่งเสริมร่วมกับฝรั่งเศส แต่อเมริกาต้องแบกภาระจ่ายมากกว่าร้อยละ 80 ของการลงทุนทั้งหมด
Viet Minh ได้รับการสนับสนุนอย่างดีเยี่ยมจาก USSR และ PRC. PRC(หรือจีน) สนับสนุนได้จากตะเข็บชายแดนในปี 1950 เข้าไปในเวียดนามได้อย่างเผิดเผย. จนกระทั่งถึงการสู้รบ, หน่วยข่าวกรองสหรัฐได้รายงานให้อเมริกาทำให้อเมริกาสงสัยในเรื่องโอกาสที่จะเอาชนะเวียดนามของฝรั่งเศส
สมรภูมิ Dien Bien Phu คือเอกสารที่ชี้ชัดว่าฝรั่งเศสหมดสิทธ์และเริ่มไร้เขี้ยวเล็บในการปกครองและดูแลอินโดจีนเสียแล้ว. Viet Minh และหัวหน้ามือขวาของเขา Vo Nguyen Giap ได้ถล่มและอัดฝรั่งเศสอย่างต่อเนื่องจนแพ้. ฝรั่งเศสได้ปฏิเสธข้อเสนอของอเมริกาที่ว่าให้ใช้นิวเคลียร์ทำลายวงล้อม และในวันที่ 7 เดือนพฤษภาคม ปี 1954, กองกำลังทหารฝรั่งเ้ศสได้ยอมแพ้ ณ Geneva การประชุมว่าฝรั่งเศสได้เจรจาต่อรองว่าจะไม่รุกรานต่อกันกับ Viet Minh. เอกราชได้ถูกประกาศให้แก่กัมพูชา ลาว และเวียดนาม

ยุทการณ์รุกฆาตเต็ด(Tet)
กองกำลังของWestmorelandได้บุกเข้าไปในอาณาเขตของเวียดนามเหนือเข้า Khe Sanh ในหมู่บ้าน Quang Tri ในเดือนมกราคมปี 1968, หน่วย PVA และหน่วย NLF ได้แหกกฏปการสงบศึกซึ่งเป็นประเพณีตั้งแต่เก่าก่อนเรียกว่าเทศกาล Tết (การขึ้นปีใหม่ของประจันทร์) ได้อาศัยจังหวะนี้ในการบุกเข้าโจมตี เมืองนับ100ถูกโจมตีโดยไร้ซึ่งการป้องกันของฐานทัพ Westmorelandและสถานฑูตอเมริกาประจำไซง่อน
กองกำลัง U.S. และกองกำลัง เวียดนามใต้ได้ถูกตีคืนด้วยการโจมตีเต็มกำลัง ได้มีการมอบบำเหน็จบำนานแด่ NLF.และเมืองหลวง Huế, การรวมกลุ่มของทหารของ NLF และ NVAได้ทำการยึดป้อมปราการและเมืองหลายๆส่วน

วันที่10 พฤษภาคมปี 1968, ชัยชนะที่ลิบหลี่ความพ่ายแพ้แลพกดดันเริ่มดังก้องขึ้นทุกทีอเมริกจึงทำหนังสือยอมแพ้ส่งเรื่องไปยังเวียดนามเหนือ. การเจรจายืดเยื้อไป 5 เดือน จนกระทั่งจอห์นสันไดเ้หยุดทิ้งระเบิด. การเจรจาจึงแล้วเสร็จ, ประฐานาธิบดี Hubert Humphrey, ได้ทำการโต้วาทีกับพรรประชาธิปัต(อเมริกานะ) ซึ่งมี ประฐานาธิบดีในสมัยนั้นRichard Nixon. ซึ่งนิซอนได้เสนอแนะ
เขาในเรื่องไฟฟ้า และประกันว่าจะให้ข้อเสนอที่ดีและเยอะกว่าไฟฟ้า แต่ก็ไม่ได้ทำเพราะหมดวาระเสียก่อน

สงครามนี้ได้สร้างความสูญเสียให้กับทั้งฝ่ายนั้นมากอย่างใหญ่หลวง เวียดนารมเหนือและใต้รวมกันประมาณ 3ถึง4 ล้าน, ลาวและเขมรประมาณ 1.5-2 ล้าน และอเมริกาสูญเสียนาวิกโยธิน 58,159



รายการบาดเจ็บและสูญเสีย





เวียดนามใต้ 220,357 เสียชีวิต 1,170,000 บาดเจ็บ




สหรัฐอเมริกา 58,159 เสียชีวิต 2,000 หายสาปสูญ; 303,635 บาดเจ็บ





เกาหลีใต้ 4,960 เสียชีวิต; 10,962 บาดเจ็บ





ประเทศไทย 1,351 เสียชีวิต




ออสเตรเลีย 520 เสียชีวิต 2,400 บาดเจ็บ




นิวซีแลนด์ 37 เสียชีวิต; 187 บาดเจ็บ

เสียชีวิตทั้งหมด: 285,831
บาดเจ็บทั้งหมด: ~1,490,000





เวียดนามเหนือและกองกำลังเวียดกง 1,176,000 เสียชีวิต/หายสาปสูญ 600,000+ บาดเจ็บ





ีจีน 1,446 เสียชีวิต; 4,200 บาดเจ็บ




Soviet Union 16 dead

เสียชีวิตทั้งหมด: ~1,177,446
บาดเจ็บทั้งหมด: ~604,000+








Vietnam war propaganda of US side

Tuesday, April 14, 2009

Biography of Ghengkis khan


เมื่อ เจ็งกีสข่านตายนั้น จักรวรรดิมองโกลกว้างใหญ่มาก จนกล่าวกันว่าถ้าควบม้าจากชายแดนด้านหนึ่งไปสุดอีกด้านหนึ่งต้องใช้เวลาถึง หนึ่งปีดินแดนเหล่านี้ลูกชายทั้งสี่ของ

เจ็งกีสข่านคือโจจิ ซาเฮอไถ วอเคอไต และเซลุย ได้แบ่งกันครอบครองต่อมา
โจจิและสายสกุล * โจจิเป็นลูกชายคนโตของเจ็งกีสข่าน (แต่ตามความจริงแล้วเป็นลูกของพวกเมอร์คิทที่ติดท้องผู่เอ๋อร์เถี่ยมา) ก่อนที่เจ็งกีสข่านจะยกทัพใหญ่ไปปราบดินแดนวาซือจือมอ มีผู้เสนอให้เจ็งกีสข่านตั้งทายาทสืบตำแหน่งไว้ โจจิกับซาเฮอไถทะเลาะกันเพราะเรื่องแย่งชิงตำแหน่งนี้ เซลุยเสนอชื่อพี่ชายคนที่สาม ในที่สุเจ็งกีสข่านแต่งตั้งวอเคอไตเป็นรัชทายาท เมื่อบิดาตายวอเคอไตจึงได้ตำแหน่งมหาข่านเป็นประมุขของชาวมองโกลและดินแดน ที่อยู่ใต้อำนาจมองโกลทั้งหมดแต่แบ่งเขตแดนให้พี่น้องไปเป็นข่านปกครองต่อ มา.-
เขตปกครองจองโจจิเรียกว่าอาณาจักรซินชาข่าน ปัจจุบันอยู่ในสหภาพโซเวียตแถบทะเลสาบ Aral เรื่อยมาไปจนถึงลุ่มแม่น้ำวอลก้าของรัสเซียในยุโรป โจจิเป็นข่านอยู่ไม่นานก็ตายเมื่ออายุเพียง 49 ปี มีลูกสิบกว่าคนลูกชายคนรองชื่อ ป๋าตู สืบนำแหน่งต่อมา ได้ขยายอาณาจักร ชินชาข่านออกไปอีกมาก จนชาวยุโรปรู้จักดีในนามอาณาจักรกระโจมทอง


ปี พ.ศ. 1780 เมืองขึ้นของจักรวรรดิมองโกลแถยโซเวียตรุสเซียหลายเมืองเป็นกบฏ วอเคตอไตมหาข่านบัญชาให้หลานคนโตจของเจ็งกีสข่านทั้งสี่สายสกุลยกทัพร่วมกัน ไปปราบ ป๋าตูได้เป็นแม่ทัพใหญ่ มองโกลปราบกบฏได้อย่างรวดเร็ว บุกยึดได้กรุงมอสโคว์ แล้วป๋าตูแบ่งทัพออกเป็นสามสายแยกกันไปตียุโรป ยึดยุโรปตะวันออกได้ทั้งหมด ตีทัพผสมของเยอรมันกับโปแลนด์และทัพฝรั่งเศสกับพันธมิตรพินาศย่อยยับพวก มองโกลตัดหูเชลยศึกร้อยเป็นพวง สร้างความหวาดผวาให้แก่ชาวยุโรปมาก ทัพมองโกลทั้งสามสายบรรจบฉลองชัยชนะกันที่แม่น้ำดานูบ แล้วบุกเข้าประชิดเมืองเวนิสของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (Holly Roman Empire) เผอิญวอเคอไตมหาข่านตาย ทัพมองโกลจึงยกกลับรวมเวลาบุกยุโรปอยู่ 6 ปี
ถ้าวอเคอไตไม่ตายยุโรปทั้งทวีปอาจตกอยู่ใต้อำนาจมองโกลก็ได้เพราะการรบครั้ง นั้นมองโกลเอาดินปืนของจีนไปประดิษฐ์เป็นปืนไฟอย่างหยาบๆทำให้ทหารยุโรปตื่น กลัว ปืนไฟในครั้งนั้น เป็นแรงดุงดูดให้ชาวตะวันตกอย่างพระเจ้าหลุยส์ที่ 9 ส่งฑูตมาดูงานทหารของมองโกลถึงกรุงคาราโครัมในระยะต่อมา
หลังบุกยุโรปครั้งนี้แล้ว อาณาจักรชินชาข่านขยายออกไปอีกมากประมุขมองโกลของอาณาจักรนี้ได้ยึดครองดิน แดนของโซเวียตรุสเซียต่อมาอีกช้านาน จนถึงสมัยพระเจ้าปีเตอร์มหาราช รุสเซียจึงตีชิงแว่นแคว้นเหล่านี้ไปได้ ดินแดนแถบชายฝั่งทะเลดำนั้นมองโกลสามารถปกครองมาได้จนถึง พ.ศ. 2316
ซาเฮอไถและสายสกุล * ซา เฮอไถเป็นคนอารมณ์ร้ายมุทะละแต่เข้มแข็งเด็ดขาด แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเก่ง ตัดสินปัญหาได้เที่ยงตรงยุติธรรม จึงได้เป็นที่ปรึกษาแก้ปัญหาสำคัญให้วอเคอไตน้องชายผู้เป็นมหาข่านอยู่เสมอ
ซาเฮอไถได้ปกครองดินแดนแถบซินเกียง อัฟกานิสถานและบางส่วนของโซเวียตรุสเซียในปัจจุบัน เรียกรวมกันว่าอาณาจักรซาเฮอไถข่าน ลูกชายคตนโตของซาเฮอไถ ชื่อ มู่ถูเกินเป็นหลานที่เจ็งกีสข่านรักที่สุดแต่ไปตายเสียคราวจีเมืองสะมาระกัน เป็นเหตุให้เจ็งกีสข่านแค้นมากเมื่อตีเมืองนี้ได้จึงสั่งฆ่าคนหมดเมือง ลูกชายของมูถูเกินชื่อปู้หลี่ ภายหลังถูกป๋าตูฆ่าตาย


วอเคอไตและสายสกุล* วอเคอไตได้เป็นมหาข่านเพราะการสนับสนุนของเซลุย – และซาเฮอไถ ภายหลังได้รับชื่อตามประเพณีว่าหงวนไท้จง (หยวนไท่จง) ฮ่องเต้ วอเคอไตเป็นคนสุขุม ฉลาดรอบคอบมนุษย์สัมพันธ์ดี ซื่อสัตย์ยุติธรรม ดินแดนปกครองที่แท้จริงของวอเคอไต คือจีนภาคเหนือและบางส่วนของโซเวียตรุสเซีย อันแป็นปริมณฑลรอบๆดินแดนมองโกลแท้ เรียกรวมกันว่า อาณาจักรวอเคอไตข่าน แต่ประมุขของอาณาจักรนี้มีฐานะเป็นมหาข่านของจักรวรรดิมองโกลทั้งหมด ในรัชกาลนี้ทัพมองโกลบุกตีโซเวียตรุสเซียและยุโรปตะวันออกได้ทั้งหมดดัง กล่าวแล้วข้างต้น
เมื่อ วอเคอไตตายที่ประชุมเลือกลูกชายคนโตของวอเคอไตชื่อกุ้ยหยิวเป็นมหาข่านสืบ ต่อมา แต่อยู่ในตำแหน่งเพียงสามปีก็ตาย จากนั้นตำแหน่งประมุขรวมของจักร์วรรดิ์มองโกลตกแก่สายสกุลยองเซลุยลูกชายคน ที่สีของเจงกีสข่านไปตลอด
เซลุยและสายสกุล *กิมย้งกล่าวถึงเซลุยไว้ในเรื่องมังกรหยกว่าสาบานเป็นพี่น้องกันกับก๋วยเจ๋งหนีรอดจากการจับกุมตัวของเจ็งกีสข่าน


เซลุยเป็นลูกชายคนที่เจ็งกีสข่านรักมากที่สุด เรียกว่า ‘ลูกเคียงกาย’ ได้รับใช้ใกล้ชิดพ่ออยู่ตลอดเวลาอีกทั้งเป็นคนฉลาดหลักแหลม บริหารงานเก่ง จึงเป็นที่รักเคารพของแม่ทัพนายกองทั้งหมด เมื่อเจ็งกีสข่านตายเซลุยได้รับกองทหารที่แกร่งกล้าเจนศึกที่สุดของพ่อ และเป็นลูกคนเดียวที่รักษาการอยู่ในดินแดนมองโกลแท้จึงเป็นคนกุมอำนาจที่แท้ จริง
ตามประเพณีของมองโกลประมุขต้องมาจากการเลือกตั้ง แม้ วอเคอกไตจะเป็นรัชทายาทอยู่ แต่ตัวเองและที่ประชุมกลับเลือกเซลุยเป็นประมุขต่อจากเจ็งกีสข่าน ทว่าเซลุยเป็นคนกตัญญูและเห็นการณ์ไกลจึงยืนยันขอทำตามคำสั่งบิดา ให้วอเคอไตเป็นมหาข่านที่ประชุมอนุมัติ ตัวเซลุยเองได้ปกครองดินแดนมองโกลแท้ ยังคงมีอำนาจจริงอยู่ในมืออย่างเต็มที่วอเคอไตเกรงใจมาก กิจการสำคัญของบ้านเมืองล้วนมอบให้เซลุยเป็คนตัดสินใจ และยกย่องให้เป็น ผู้กำกับราชการแผ่นดิน
แต่เซลุยเป็นคนกตัญญูอย่างแท้จริงคนหนึ่งเมื่อมองโกลพิชิตไต้กิมก๊กตีได้ กรุงปักกิ่งเมืองหลวงของพวกกมแล้ว วอเคอไตป่วยหนัก พูดไม่ได้พ่อมดประจำเผ่าทำนายว่าเพราะทัพมองโกลฆ่าชายแมนจูมากเทพยาดาฟ้าดิน จึงลงโทษ ต้องให้ญาติสนิทของมหาข่านคนหนึ่งรับโทษแทน เซลุยพูดกับพ่อมดว่า “ ข้ารับปากพ่อว่าจะช่วยพี่วอเคอไตเต็มความสามารถฉะนั้นข้ายินดีตาย แทนพี่ ท่านทำพิธีเถอะ” พ่อมดจึงทำพิธีพลีกรรมแล้วเอาน้ำมนต์ให้เซลุยกิน เซลุยฝากฝังลูกเมียกับวอเคอไตได้ไม่นานก็ตาย และอาการป่วยของวอเคอไตก็หายจริงๆ กิมย้งวิจารณ์ว่านี่อาจจะเป็นแผนของวอเคอไต แต่พระราชพงศาวดารราชวงศ์หยวนสรรเสริญเซลุยมาก
เซลุยเป็นดั่งเทพเจ้าของชาวมองโกล วอเคอไตก็ซาบซึ้งน้ำใจมากสั่งการไว้ว่าถ้าตนตายแล้ว ขอมอบนำแหน่งมหาข่านให้แก่ลูกชายคนโตของเซลุย แต่พอถึงเวลาจริงที่ประชุมกลับมอบตำแหน่งให้กุ้ยหยิวซึ่งอยู่ในตำแหน่งเพียง สามปีก็ตาย
ชนชั้นหัวหน้าของมองโกลได้ประชุมเลือกประมุขกันในอาณาจักรชินชาข่าน ลงมติให้เชิญป๋าตู ลูกชายของโจจิเป็นมหาข่านคนต่อไปเพราะ มีอาวุโสสูงสุดและแกล้วกล้าสามารถในการศึกษาสงครามมากเคยนำทัพลุยยุโรปมา แล้วแต่ป๋าตูเป็นคนฉลาด รู้ดีว่าพวกสายชาเฮอไถและวอเคอไตไม่ยอมรับตนอย่างจริงใจ จึงหนุนให้เหมิงเกอลูกชายคนโตของเซลุยรับตำแหน่งแทนตน ที่ประชุมยอมรับ เมียของกุยหยิวค้านว่า การประชุมเลือกประมุขตามประเพณีต้องทำในดินแดนมองโกลแท้ ป๋าตูจึงให้เปิดประชุมใหม่ในปีถัดไปที่แดนมองโกลแท้ทางภาคตะวันออก แต่ได้ให้น้องชายยกทัพไปคุมเชิงอยู่ ตัวเองคุมทัพอีกกองหนึ่งเตรียมพร้อมอยู่ที่อาณาจักรชินชาข่าน กองทัพของสายสกุลโจจิ และสายสกุลเซลุยเข้มแข็งที่สุด ป๋าตูและเหมิงเกอสนิทสนมกันมากตั้งแต่ครั้งไปตียุโรป พวกสายวอเคอไตและชาเฮอไถเห็นว่าไม่มีทางคานอำนาจได้ต้องยอมรับ เหมิงเกอเป็นมหาข่านในการปรชุมครั้งที่สองอีก
เหมิงเกอได้ชื่อกษัตริย์ตามประเพณีจีนว่าหวงนเหียนจง (หยวนเสวียนจง) ฮ่องเต้เป็นประมุขที่มีปรีชาสามารถมากคนหนึ่งของมองโกลชั่วเวลาเก้าปีที่ เป็นมหาข่านอยู่ตีได้ทิเบต น่านเจ้า เกาหลี อินเดียตอนเหนือ อิหร่าน อิรัค และตะวันออกกลางทั้งหมด แต่มาได้รับบาดเจ็บคราวตีเมืองจุงกิง (ฉงซิ่ง) ในมณฑลเสฉวน จนถึงแก่ความตาย
พอเหมิงเกอข่านตาย กุบไลลูกชายคนที่ 4 ของเซลุยและอาลีปุ๊เกอลูกชายคนที่ 7 ของเซลุยแย่งชิงอำนาจกัน ในที่สุดต้องยอมแพ้พี่ กุบไลข่านเป็นข่านได้ยี่สิบปีจึงพิชิตราชวงศ์ซ้อง ยึดครองจีนได้ทั้งหมดเมื่อ พ.ศ. 1822 เฉลิมพระนามตามประเพณีจีนว่าหงวนสีโจ๊ว (หยวนสื้อจู่) ฮ่องเต้และถวายพระนามแบบจีนให้กษัตริย์มองโกลตั้งแต่เจ็งกีสข่านลงมาทุก พระองค์








กุบไลข่านเป็นกษัตริย์มองโกลที่มีพระปรีชาสามารถมากที่สุด ขยายอาณาเขตออกไปอีกอย่างกว้างขวาง ตีได้ ญวน จามปา พุกามและยกทัพใหญ่ไปตีญี่ปุ่น มีไพร่พลถึงสองแสนคน แต่ชาวมองโกลไม่ชำนาญเรื่องทะเล ยกทัพผิดฤดูกาล กองทัพจึงถูกลมไต้ฝุ่นตายหมด เป็นการพ่ายแพ้ครั้งยิ่งใหญ่เพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ของมองโกหลตั้ง แต่ยุคเจ็งกีสข่านไปจนถึงกุบไลข่านแต่แพ้ภัยธรรมชาติไม่ใช่แพ้ฝีมือศัตรู กิมย้งวิจารณ์ว่าถ้ากุบไลข่านรอเวลาให้พ้นฤดูไต้ฝุ่นอีกเพียงสองเดือนก็จะ ยึดครองญี่ปุ่นได้อย่างแน่นอนกุบไลข่านอายุยืน ตายเมื่ออายุ 80 ปี

ลูกชายคนที่หกของเซลุยชื่อสี้เลี่ยววู่ เป็นผู้นำทัพมองโกลบุกตะวันตกเป็นครั้งที่สาม ครั้งแรกเจ็งกีสข่านเป็นผู้นำตีได้ซินเกียงและรัสเซียบางส่วน ครั้งที่สองป๋าตูเป็นคนนำ ตีรัสเซียได้ทั้งหมดถึงกรุงมอสโคว์และยุโรปตะวันออก
การบุกตะวันตกครั้งที่สามเกิดจากพวกอิสลามนิกาย Assassin เป็นต้นเหตุ พวกนี้ส่งมือสังหารมาก่อการร้ายในจักรวรรด์มองโกลแถบอัฟกานิสถาน และรอบๆทะเลสาบแคสเปี้ยนอยู่เสมอๆ เหมิงเกอข่านจึงส่งสี้เลี่ยววู่น้องชายคนที่หกยกทัพไปปราบ

Assasin sample picture

พวกอิสลามเป็นนักรบชั้นเยี่ยมพวกหนึ่ง สถาปนาจักรวรรดิมุสลิมขึ้นได้ในช่วงที่ราชวงศ์ถังปกครองจีนเข้ายึดครองกรุง เยรูซาเล็ม จนเกิดสงครามครูเสดถึงร้อยกว่าปี กษัตริย์ในยุโรปยกทัพผสมของพวกคริสต์มาตีกรุงเยรูซาเล็มคืนถึงแปดครั้งก็ไม่ สำเร็จ แต่สี้เลี้ยววู่ นำทัพมองโกลออกปราบเพียงครั้งเดียว ก็ทำลายศูนย์กลางของพวกมุสลิมนิกาย Assassin ย่อยยับและบุกตีต่อได้กรุงแบกแดดอันเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิ์มุสลิมกาหลิบ แห่งเมืองแบกแดดถูกจับได้พร้อมทรัพย์สินมากมาย สี่เลี้ยววู่ สั่งให้กาหลิบกินทรัพย์สมบัติเหล่านั้นต่างข้าวจนอดตายไปเจ็ดวันต่อมา ทัพมองโกลตีได้อิรัก ซีเรีย ตุรกี และเอเชียตะวันตกทั้งหมด พวกมุสลิมหนีไปรวมกันที่อียิปต์ ทำให้อียิปต์เป็นศูนย์กลางของศาสนาอิสลามต่อมา ทัพมองโกลกำลังจะบุกต่อ พอดีมีข่าวแจ้งมาว่าเหมิงเกอข่านตายการบุกอียิปต์จึงยุติลง ส่วนด้านยุโรปนั้นทัพมองโกลบุกยึดได้ถึงเกาะไซปรัส

สี้เลี่ยววู่รวบรวมดินแดนแถบตะวันออกกลางและเอเชียตะวันตกทั้งหมด ตั้งแต่อิหร่านไปจนถึงตุรกีสถาปนาเป็นอาณาจักร์อีเอ๋อร์ข่านโดยตนเองเป็นผู้ ปกครองเป็นอิสระจากจักรวรรดิ์มองโกล – จีนของกุบไลข่านและส่งทูตไปขอราชธิดาของจักรพรรดิแห่งโรมันตะวันออก จักรพรรดิโรมันตะวันออกไม่กล้าปฏิเสธ แต่ส่งธิดาซึ่งเกิดกับสามัญชนชื่อมาเรียมาให้เมื่อมาถึงสี้เลี้ยววู่ตายแล้ว อาปาเธอลูกชายจึงได้นางแทนพ่อ เจ้าหญิงมาเรียเป็นผู้นำคริสต์ศาสนามาเผยแพร่ในอาณาจักรอีเอ๋อร์ข่านและเป็น สะพานเชื่อมสัมพันธไมตรีของอาณาจักรนี้กับอาณาจักรต่างๆในยุโรปถึงขั้นส่ง ทูตไปมาถึงกันอยู่ตลอดเวลา
ลูกสาวของเจ็งกีสข่าน* เจ็ง กีสข่านมีลูกสาวหลายคน คนหนึ่งชื่ออาหลาไห่เบี๋ยจี๋ เป็นหญิงสาวที่ปรีชาสามารถมาก ทุกครั้งที่เจ็งกีสข่านออกสงครามใหญ่ เช่นคราวปราบ วาซือจือมอ ลูกชายทั้งสี่ตามไปในกองทัพหมด จึงมอบหมายให้ลูกสาวคนนี้เป็น “ผู้สำเร็จราชการ” เธอก็บริหารราชการแผ่นดินได้อย่างเรียบร้อยแม้งานฝ่ายทหารขุนพลมูวาลี ผู้อยู่ป้องกันรักษาดินแดนมองโกลมีปัญหาใดก็จะขอคำแนะนำจากเจ้าหญิงองค์นี้ เสมอลูกสาวเจ็งกีสข่านอีกคนหนึ่งชื่อ ปู่อี้เซ่เคอ บิดายกให้หัวหน้ามองโกลกลุ่มหนึ่ง หัวหน้าคนนั้นเห็นว่านางรูปร่างไม่สวยจึงไม่ยอมรับ เจ็งกีสข่านโกรธมากสั่งให้ประหารชีวิตหัวหน้าคนนั้นทันที กิมย้งอาจเอาเรื่องเจ้าหญิงสององค์นี้มาดัดแปลงแต่งเป็นตัววาเจนกงจู้ขึ้นก็ ได้

Friday, November 21, 2008

Sakhalin Island:history


ถ้่าถามว่ามันเกี่ยวกันยังไงมันเกี่ยวกับสงครามโลกและมันเกี่ยวข้องกับทหารญี่ปุ่นที่แพ้และไม่สามารถหลุดมาจากดเกาะนี้ได้จึงต้อิงกลายเป็นคนยูเครนไป ผมเลยอยากจะมานำเสนอ
เรื่องของ บุคคลนี้
Time Table of Sakhalin Island
ประยวัติเกาะ Sakhalin
ปี ค.ศ. 1
Sengai-kyo (หนังสือภูมิศาสตร์จีนฉบับเก่า) พูดถึงเกาะที่อยู่เหนือเกาะญี่ปุ่น อยู่แถวๆแม่น้ำ อเมอร์
ปี ค.ศ. 658
Nihon-shyoki (หนังสือประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นฉบับเก่า)มีการปะทะกันอย่างรุนแรงทางทะเลที่มีจ่าเรือชื่อ อาเบะ แห่ง ฮิราฟุ ณ ปากทะเลไกล (แม่น้ำอาเมอร์?) อยู๋เหนือประเทศญี่ปุ่น
1057
แคว้นโยริโทกิพยายามเดินทางไปที่เกาะที่อยู่ปากทะเลใหญ่ด้วยเรือเดินทางและเขาก็ได้ค้นพบทะเลที่กล้างใหญ่ไพศาล (แม่น้ำอาเมอร์) เขากลัวมากเมื่อเจอกับกองทหารม้าจำนวนมาก (ชาวมองโกล?) พวกของโยริโทกิได้หนีตายกลับไปญี่ปุ่น
1282
พระญุ่ปุ่น Nichiji-shyouninเดินทางไปเกาะนี้เพื่อเผยแพร่ศาสนาพุทธ
1474
Kaitou-shyokoku-ki (ancient Korean geography book describing her eastern countries such as Japan and Maritime Territory) says that the northern frontier of Japan is in the north of Amur River.
1485
A boss of Sakhalin Ainu met Lord Matsumae who was controlling the northern frontier of Japan and accepted to become his vassal.
1635
Matsumae sent Murakami-kamonzaemon to explore the island. Next year, another explorer, Koudou-shouemon, reached the village of Shikka, located about 49th parallel.
1644
The central government of Tokyo asked each lord to send him a map of their own lands in order to make up the complete map of Japan. Lord Matsumae sent a map including the whole Sakhalin, Kuril Islands and Kamchatka peninsula. This map, called Shoho-okuni-ezu is the oldest existing map that draws this part of the world.
1679
Matsumae established the town of Ootomari (Kushunkotan in Ainu, actual Korsakov), located on the southern shore of Sakhalin, in order to control the commerce with aborigines (Ainu and Nivkh). It became the biggest Japanese treading post in Sakhalin with more than one hundred houses. Each summer, aborigines living in north Sakhalin came there to do a business with Japanese.
1806
Russian frigate Junona directed by Chvostoff attacked Ootomari, the largest Japanese trading post of Sakhalin and burned warehouses after looting them. They brought then Japanese merchants to Kamchatka as prisoners. Next year, they attacked Etorofu Island (Iturup in Russian) in the southern Kuril chain then Rutaka on the west of Ootomari.
1808
The central government sent Mamiya Rinzo to Sakhalin in order to explore the northern part of Sakhalin, unknown for Japanese until then.
1853
Russia put her flag at the northern limit of Sakhalin and declared it as her territory. Then, she established a military base at Ootomari near Japanese treading post, despite of the protestation of Japanese, to intimidate them.
1855
First negotiation to settle a frontier between the two countries was held in 1855 at Shimoda, a tiny town located at 50km south-west of Tokyo. Japanese chief negotiator was Kawaji Toshiakira and Russian, Evfimii Vasilievich Putiatin. This is Treaty of Shimoda and stipulates the following: Russia takes North Kurils and Japan South Kurils but there was no settlement about Sakhalin i.e. two nationals can live in this island as before, Japanese in the south and Russians in the north, without fixing the frontier. Russia accepted to destroy the military base of Ootomari.
1859
Admiral Muravieff, governor of East Siberia entered in the bay of Tokyo with 7 battle ships and threatened Japanese to accept the Russian belonging of Sakhalin, but it was refused.
1860
By taking advantage of Taiping rebellion in China, Russia took the Maritime Territory, where actual Vladivostok is, by threatening Chinese to declare a war, if they didn't give it up. This is Treaty of Pekin (1860). From then the Russian pressure to Japan increased: they argued that because Nivkh, inhabitants of North Sakhalin, had obeyed the Chinese government, Sakhalin should be Russian too.
1865
The central government sent Okamoto Kanpo to the northern limit of Sakhalin and put a stele declaring the whole island as Japanese possession.
1867
Japan had to accept the convention of Saint Petersburg that stipulates that Sakhalin is a condominium between two countries. As soon as Sakhalin became a condominium, Russian threat increased in force. They sent Cossack's troops that set fire to Japanese settlements and tried to provoke diplomatic incidents.
1875
Very ill equipped and unable to respond to the Russian military power, Japanese had to give up very rich Sakhalin Island in exchange of icy and uninhabitable North Kurils that had belonged to them before. This is Treaty of Saint Petersburg.
1905
After the Russo-Japanese war, Japanese recovered partially the sovereignty of Sakhalin but should give up North Sakhalin that they occupied during the war. The island was divided into two sectors and the frontier between two countries was settled at 50th parallel. This is Treaty of Portsmouth.
1920
During the occupation of the southern Siberia by the Allied Powers, several hundred Japanese (350 workers and 370 soldiers) were slaughtered in the prison of Nikolayevsk upon Amur, the town located in South Siberia near Sakhalin, by Bolsheviks. In reprisal, Japan occupied North Sakhalin and this provoked in turn a protestation of Americans and Soviets. Finally in January 1925, the two countries signed a treaty and the Japanese army withdrew from North Sakhalin in exchange of a right of petroleum's concession. The Soviet government expressed a sincere regret to the massacre of Nikolayevsk.
1945
On August 8 1945, denouncing the pact of neutrality between two countries, valid until spring 1946, Russia entered the war against Japan. The Red Army crossed the 50th parallel, frontier between 2 countries in Sakhalin, and went down to the south. On August 15, Japan accepted the declaration of Potsdam to end the war. Feared that the cease-fire line becomes the definitive frontier (they advanced only 100 km in Sakhalin and even worse no Russian in Kuril islands), they continued to bombard Japanese towns and military positions, and even prepared to invade Hokkaido. During this period, several thousand civilians were killed by Russians. The worst case was the attack, by Russian submarines, of the 3 Japanese ships transporting refugees from Sakhalin and made 1700 victims. Finally they stopped to fight, on August 22. Then, 600,000 Japanese, mostly soldiers from Sakhalin and Manchuria have been brought to Siberia's labor camps and 60,000 among them have never returned to the homeland.
1951
Conference of San Francisco that should settle the definitive frontier between two countries was boycotted by the Russian delegation. They refused to sign the final document, because it didn't say clearly that south Sakhalin and Kurils should become Russian territories. So the frontier between 2 countries remains undefined until now.
1983
Soviet war planes brought down a Boeing of Korean Air Lines and killed 240 passengers aboard above South Sakhalin. It is a totally illegal action for the international law because that land don't yet officially belong to Russia.
1995
A huge earthquake rocked North Sakhalin and destroyed completely the town of Neftegorsk. Boris Yeltsin refused an immediate Japanese rescue, fearing that the territorial dispute should appear again before the international scene. Total victims rose to 1800 people.

เครื่องแบบทหารญี่ปุ่น 1 2