Can't find it? here! find it

Wednesday, June 17, 2009

สมรภูมิเลเต้(เลตี้)=Battle of Layte





สมรภูมิเลเต้

วันที่ 20 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 1944
สถานที่ เกาะเลเต้,ฟิลิปปิน

ผล
ชันชนะเด็ดขาดของพันธมิตร
ประเทศที่ต่อสู้กัน
สหรัฐ
Flag of the Philippines ฟิลิปปิน
ออสเตรเลีย
จักรวรรดิญี่ปุ่น
นายพล
Flag of the United States ดักลาส แมคอาเธอร์
Flag of the United States วอร์ลเตอร์ คลเอเกอร์Flag of the United States แฟรงค์กิน ซี ซิเบิร์ท
Flag of the United States จอห์น อา ฮอร์จ
Flag of the Philippinesโรเบอโต ซี คังเจียน
Flag of the Empire of Japan โทโมยูกิ ยามาชิตะ

Flag of the Empire of Japan โซซากุ ซูซูกิ
Flag of the Empire of Japan ชิโระ มากิโนะ
กำลังรบ










อเมริกา 200,000 คน
ฟิลิปปิน ทหารกองโจร 3,189 คน










จักรวรรดิญี่ปุ่น 55,000 นาย
บาดเจ็บและเสียชีวิต










3,500 นาย
12,000 บาดเจ็บ










49,000 นาย



video


นำเรื่อง


ฟิลิปปินนั้นเป็นประเทศที่มีทรัพยากรณ์ธรรมชาติเยอะมาก, และก็มียางเยอะมาก, และเป็นเส้นทางที่จะนำไปเสริมและสนับสนุนในการบุกเข้าโจมตี เกาะบอร์เนียวและเกาะ สุมาตรา รวมทั้งน้ำมัน ปิโตรเรียมได้ถูกส่งไปญี่ปุ่น: สำหรับอเมริกา การที่จะยึดฟิลิปปินซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่จะต้องยึดให้ได้เพราะเป็นกุญแจที่จะบุกญี่ปุ่นต่อไป, ซึ่งจะเป็นที่ๆเติมเชื้อเพลิงไปโจมตีเพื่อปลดแอกจีนและน่านน้ำแปซิฟิก

จากเดือนตุลาคมปีค.ศ.1944, กองทัพอากาศของสหรัฐอเมริกาแห่งกองพลอากาศยานที่ ๓ ภายใต้การบังคับบัญชาของกลาสี William F. Halsey ผู้ซึ่งกำชัยเหนือญี่ปุ่นที่เกาะโมโรไตกับเกาะเปาโล, ท่าอากาศยานของพวกเขาถูกทำลาย 500 แห่งและ 180 ท่าเรือการค้าเพื่อสกัดการคมนาคมของกองจักรวรรดิญี่ปุ่น. ซึ่งทำการสำเร็จอย่าสงสวยงามในฟิลิปปิน, Okinawaและ Formosa(ไต้หวัน)

Leyte, คือหนึ่งในเกาะที่ใหญ่ที่สุดในฟิลิปปิน, มีท่าลึกเยอะมากเหมาะแก่การยึดครองเพื่อทำการคมนาคม เติมกระสุนให้ทัพเรือ และเมื่อการเติมกระสุนเพื่อเอาใว้ไปโจมตีอเมริกา ออสเตรเลีย และอังกฤษ ได้สะดวกขึ้น



แผนการโจมตี Leyte ของฝ่ายพันธมิตร ในวันที่ 20 ตุลาคม 1944
ทั้งเหนือและไต้นั้นมีต้นไม้ปกคลุมอย่างหนาแน่นและล้อมรอบด้วยภูเขา
อากาศกึ่งอบอุ่น



กองคาราวานของสหรัฐในเลตี้

ประชากรของอ่าวเลตี้นั้นมีประมาณ 900,000 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวประมงและชาวนา, ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่สามารถส่งเสริมกองกำลังของทัพสหรัฐอเมริกา, ผู้มีอำนาจส่วนใหญ่นั้นให้การสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อการร้ายกอริลล่า ซึ่งโจมตีอย่างรุนแรงต่อญี่ปุ่นและถูกคาดคะเนว่าถูกทำลายไปประมาณ 20000 คน ส่วนใหญ่เป็นกองกำลังที่ 16 ของ Shiro Makino


ยกพล
อ่าว Leyteคือการสู้รบครั้งหใญ่มากของการโจทฃมตีประสมโรงของฝ่ายอเมริกันและพันธมิตร ในสมรภูมิแปซิฟิก นายพล MacArthur รับหน้าที่ให้เป็นเจ้าขุนพลทั้งสามเหล่าทัพในย่านภาคกลางและตะวันตกเฉียงใต้ของแปซิฟิค.




สถานการณ์บนอ่าวดังกล่าว,วันที่ 20 กันยายน ถึง 2 พฤษจิกายน 1944
http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/1/1e/Gen_Walter_Krueger.jpg
สหรัฐหน่งยที่ 6 พันเอก Walter Krueger เป็นหน่วยจู่โจมหลัก, ซึ่งรับผิดชอบการทำงานและออกคำสั่งให้สองทัพ

ทหารเดินเท้าหน่วยที่ 10 หน่วยทหารม้าืที่24 ของพันโท Franklin C. Sibert

พร้อมกับทหารเคลื่อนที่เร็วที่ 14, 7,และหน่วยเกณฑ์ใหม่ที่ 96 ของพลโท John R. Hodge

32, 77, และ381 เป็นกองกำลังสำรองเพื่อใว้เสริมกองกำลังรบพิเศษ(หน่วยกล้าตาย)ที่ 6, เพื่อทำการยึกปากอ่าวและชายหาดให้ได้. หน่วยที่ 6 ซึ่งอยู่ภาคใต้บังคับบัญชาของ ผบ. พลตรี. Hugh J. Casey

ยกพลขึ้นบก


การบุกเข้าโจมตีอย่างเป็นทางการได้เริ่มในวันที่ 17 ตุลาคม พร้อมกับหน่วยทำลายกับระเบิดหน่วยที่ 6 แถวๆระหว่างเกาะ 3 เกาะ(ซึ่งมีกับระเบิดมากมาย) ของปากอ่าว เลเต้, หน่วยเรนเจอร์ หรือหน่วยทหารเคลื่อนที่เร็วในเกาะ Suluan และเกาะ Dinagat เมื่อตอน 12 นาฬิกา 30 นาที. บนเกาะ Suluan, มีฐานทัพญี่ปุ่นเล็กๆซึ่งต้องถูกทำลายและเก็บใว้ใช่ส่งกำลังเสริม. วันต่อมา, เกาะที่ 3 เกาะ Homonhon, ถูกยึกได้ง่ายโดยไม่เสียเลือดเนื้อเลย. ขณะเดียวกันต้องพยายามทำลายระเบิดไต้น้ำซึ่งจะเป็นอุปกรณ์ที่อาจทำให้สงครามยืดเยื้อได้





กองทหารม้า ภาคที่ ๑
ขึ้นฝั่งที่อ่าวเลเลต้


บุกโจมตีในหุบเขาเลเต้ไต้
กองกำลังที่ ๖ ได้ต่อสู้เต็มกำลังกับการต่อสู้ที่ไม่สม่ำเสมอ กองทหารม้าที่ ๑ ของผู้การ Verne D. Mudge ยึดเมืองสำคัญของเกาะเลเต้, ทาโลกบัน(Tacloban), ในวันที่ 21 ตุลาคม. และในวันที่ 23 ต.ค. นายพล MacArthur ได้จัดงานเลี้ยงฉลองเพื่อเรียกกำลังใจให้กับกองกำลังและพี่น้องประชาชนท้องถิ่น ณ เกาะ เลเต้ . กองร้อยทหารม้าที่ ๑ และ ๒ เตีรยมกำลังที่จะป้องกันตัวเองจากการโจมตีเพื่อยึดดินแดนคืนจากญี่ปุ่น






ทหารอเมริกันได้เคลื่อนที่อย่างระมัดระวังเข้าไปในบังเกอร์ติดอาวุธหนัก
กองกำลังเอ็กซ์ที่เหลือ, กองพันที่ 24 ซึ่งนำโดยพลเอก Frederick A. Irving เดินทางเข้าไปในสถานที่ๆเสี่ยงอันตรายอย่างขีดสุด. หลังจากรบแบบข้ามวันข้ามคืนได้ฆ่าทหารญี่ปุ่นเกือบ 800 นายของกองทัพบกที่ 19และ 34 ของญี่ปุ่นและยึดครองเนื้อที่ของเกาะเหนือ
    วันที่ 1 พฤศจิกายน,7วันหลังจากที่กองทหารม้าบุกเข้าไปในเขตของศัตรูและมีกองปืนใหญ่ช่วยเหลือ เข้าไปในหุบเขาเลเต้จนถึงอู่ต่อเรือ Carigara. สร้างความเสียหายอย่างมากแก่ญี่ปุ่นถึง 3,000 นาย





กองปืนใหญ่ 155 มิลลิเมตรกำลังยิงสนับสนุนที่เนิน



ยานเกราะของอเมริกา ณ หัวอ่าว Labiranan

กองร้อยทหารราบที่ 14(XXIV)และที่ 17 นำโดยผู้พัน Archibald V. Arnold บุกโจมตีสนามบินของฝ่ายญี่ปุ่นถึง4ที่แบบฉับพลัน ระหว่างเมืองเล็กๆของDulagและBurauen. 21ตุลาคม กองกำลังที่ 184 และ 32ได้พร้อมใจกันบุกอย่างหฤโหดใส่หมู่บ้านที่ซึ่งเป็นที่มั่นของญี่ปุ่น ณ Burauen
http://encycl.opentopia.com/enimages/2175/2174581/Ph_locator_leyte_burauen.png



 การโจมตีกลับของกองทัพญี่ปุ่น


กองกำลังที่ 6ของอเมริกาและพันธมิตรได้บุกเข้าไปในเลเต้ได้มากขึ้นทำให้ญี่ปุ่นมีอุปสรรคทำให้ทัพอากาศไม่สามารถลงจอดได้
         เป็นเหตุให้กองกำลังทางอากาศญี่ปุ่น 200 ลำบุกโจมตี กองเรืออเมริกาที่อยู่ริมๆหาดทำให้ญี่ปุ่นต้องใช้แผนที่สุดเด็ดเดียวที่ชื่อว่า กามิกาเซ่





ปืนใหญ่อเมริกันที่กำลัึงปฏิบัติยุทธการณ์ทาโครบัน

           แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าสำหรับกองทัพเรือสหรัฐคือ การที่ญี่ปุ่นตัดสินใจที่จะทำลายทัพหลักที่อู่ในอ่าวเลเต้ โดยใช้กับดักล่อให้มายึดสนามบินหลอก แต่ล่อให้มาติดกับไม่สำเร็จทำให้ญี่ปุ่นไม่สามารถทำลายทัพเรือได้สำเร็จ




นักซุ่มยิงฝ่ายญี่ปุ่น ๓ คนถูกยิงหมกโคลน

On 23 October the approach of the enemy surface vessels was detected. U.S. naval units moved out to intercept and the air and naval Battle of Leyte Gulf, the largest naval battle in the Pacific, was fought from 23 October to 26 October: the Japanese suffered a decisive defeat. Nonetheless by 11 December the Japanese had succeeded in moving to Leyte more than 34,000 troops and over 10,000 tons of materiel, most through the port of Ormoc on the west coast, despite heavy losses to reinforcement convoys, including engagements at Ormoc Bay, because of relentless air interdiction missions by U.S. aircraft.



Advance into northern Leyte Valley


The Japanese reinforcement presented severe problems for both Krueger and MacArthur. Instead of projected mopping up operations after clearing the east side of Leyte, the Sixth Army had to prepare for extended combat in the mountains on its western side, which included landing three reserve divisions on Leyte, which pushed back Gen. MacArthur's operations schedule for the Philippine campaign and the War Department's deployment plans in the Pacific.

The 1st Cavalry and 24th Infantry Divisions linked up at Carigara on 2 November highlighted the successful opening drive of the campaign. After seventeen days of combat operations, the Sixth Army had all of its first and second phase objectives under control, as well as one third-phase objective, Abuyog. In addition, elements of the 7th Division had pushed across the island from the southern end of the XXIV Corps sector and controlled approaches to the town of Baybay on the west coast. Only one key area, Ormoc Valley on the west side of the island, remained to be taken.

To clear Ormoc Valley, Gen. Krueger planned a giant pincer operation, with X Corps forces moving south through the mountains and XXIV Corps units pushing north along the western shore. To overcome the expected increased resistance, especially in the mountain barrier to the north, Krueger mobilized his reserve forces, the 32nd and 77th Infantry Divisions, while MacArthur activated the 11th Airborne Division. The 21st RCT pulled out from the Panaon area to rejoin the 24th Division and replaced by a battalion of the 32nd Infantry. On 3 November, the 34th Infantry moved out from west of Carigara to sweep the rest of the northern coast before turning south into the mountains. The 1st Battalion soon came under attack from a ridge along the highway. Supported by the 63rd Field Artillery Battalion, the unit cleared the ridge, and the 34th Infantry continued unopposed that night through the town of Pinamopoan, recovered numerous heavy weapons abandoned by the enemy, then halted at the point where Highway 2 turns south into the mountains.



Battles of Breakneck and Kilay Ridges


On 7 November the 21st Infantry went into its first sustained combat on Leyte when it moved into the mountains along Highway 2, near Carigara Bay. The fresh regiment, with the 19th Infantry's 3rd Battalion attached, immediately ran into strong defenses of the newly arrived Japanese 1st Division, aligned from east to west across the road and anchored on a network of fighting positions built of heavy logs and interconnecting trench lines and countless spider holes, which became known as "Breakneck Ridge".

A typhoon began on 8 November, and heavy rains that followed for several days further impeded American progress. Despite the storm and high winds, which added falling trees and mud slides to enemy defenses and delayed supply trains, the 21st Infantry continued its slow and halting attack, with companies often having to withdraw and recapture hills that had been taken earlier. The Americans seized the approaches to Hill 1525 two miles (3 km) to the east, enabling Gen. Irving to stretch out the enemy defenses further across a four-mile (6.5 km) front along Highway 2.

Five days of battling against seemingly impregnable hill positions and two nights of repulsing enemy counterattacks proved fruitless, so Gen. Irving decided on a double envelopment of the enemy defenders. The 19th Infantry's 2nd Battalion swung east around Hill 1525 behind the enemy right flank, cutting back to Highway 2, three miles (5 km) south of Breakneck Ridge. To take the left flank to the west, Irving sent the 34th Infantry's 1st Battalion under Lt. Col. Thomas E. Clifford, over water from the Carigara area to a point two miles (3 km) west of the southward turn of Highway 2 and moved it inland. After crossing a ridge line and the Leyte River, they approached the enemy left flank at 900-foot (270 m) Kilay Ridge, the highest terrain behind the main battle area. Both battalions reached positions only about 1,000 yards (910 m) apart on opposite sides of the highway by 13 November despite strong opposition and heavy rains. Clifford's battalion promptly attacked Kilay Ridge on the west, while the 2nd Battalion assaulted a hill on the east side. Neither unit achieved their objectives.





Filipino volunteers carry supplies to the 12th Cavalry Brigade

It took Clifford's men two weeks of struggle through mud and rain—often dangerously close to friendly mortar and artillery fire—to root the enemy out of fighting positions on the way up Kilay Ridge. On 2 December Clifford's battalion finally cleared the heights overlooking the road, and 32nd Division units quickly took over. Clifford's outfit suffered 26 killed, 101 wounded and 2 missing, in contrast to 900 enemy dead. For their arduous efforts against Kilay Ridge and adjacent areas, both flanking battalions received Presidential Unit Citations. Clifford received the Distinguished Service Cross for the action. It was not until 14 December that the 1st Cavalry Division and the 32nd Division finally cleared the Breakneck-Kilay Ridge area, placing the most heavily defended portions of Highway 2 between Carigara Bay and the Ormoc Valley under X Corps control.

Throughout this phase, American efforts had become increasingly hampered by logistical problems. Mountainous terrain and impassable roads forced Sixth Army transportation units to improvise resupply trains of Navy landing craft, tracked landing vehicles, airdrops, artillery tractors, trucks, even carabaos and hundreds of barefoot Filipino bearers. Not surprisingly, the complex scheduling slowed resupply as well as the pace of assaults, particularly in the mountains north and east of Ormoc Valley and subsequently in the ridgelines along Ormoc Bay.



เดินทางเข้าไปในหุบเขา โอม็ก


With the X Corps making headway through the northern mountains, the XXIV Corps struggled to muster forces around Baybay for the northern drive up the western Ormoc Valley coast. By mid-November the XXIV Corps still had only the 32nd Infantry in western Leyte, with 7th Division remnants still securing Burauen. Only the arrival of the 11th Airborne Division in strength around 22 November finally made Gen. Hodge allow the entire 7th Division to the west. On the night of 23 November, the 32nd Division suddenly came under attack by the Japanese 26th Division with its 2nd Battalion was pushed back, but they regained lost ground the next day. Gen. Arnold ordered his units to dig in and attached the 1st Battalion, 184th Infantry, to the 32nd Infantry, including reinforcements from the 767th Tank Battalion, the 49th Field Artillery Battalion, and a Marine Corps 155 mm battery from the cancelled Yap operation. Pummeled by heavy fire from these artillery units, the Japanese concentrated on them on the night of 24 November, and put four 105 mm pieces out of action. The 57th Field Artillery Battalion reinforced them the next day, giving the 7th Division five additional batteries to support what had become a major defensive effort. The battle for Shoestring Ridge continued, as the Japanese mounted two more attacks on consecutive nights despite heavy casualties. Not until 27 November were U.S. troops able to take the offensive, with some 500 enemy dead and 29 abandoned machine guns outside and within the defensive perimeter discovered during their northern advance.

Gen. Arnold finally began his advance toward Ormoc with a novel tactic. On the night of 4 December vehicles of the 776th Amphibian Tank Battalion put to sea and leapfrogged north along the coast 1,000 yards (910 m) ahead of the ground units. The next morning, the tanks moved to within 200 yards (180 m) of the shore and fired into the hills in front of the advancing 17th and 184th regiments. This tactic proved effective, greatly disorganizing the defenders, except where ground troops encountered enemy pockets on reverse slopes inland, shielded from the offshore tank fire. The 7th Division pushed north with two regiments which encountered heavy enemy fire coming from Hill 918, from which the entire coast to Ormoc City could be observed. Two days of intense fighting against enemy units enabled the 17th and 184th regiments to clear the strongpoint, after which the advance accelerated. By 12 December, Gen. Arnold's lead battalion was less than ten miles (16 km) south of Ormoc City.



จุดจบของหุบเขา


While Gen. Arnold moved closer to Ormoc, the Japanese made a surprise attack on the Burauen airfields with the 16th and 26th Divisions in the central mountains, combined with the 3rd and 4th Airborne Raiding Regiments from Luzon. Some 350 Japanese paratroopers dropped at dusk on 6 December, mostly near the San Pablo airstrip. Although poorly coordinated, the enemy attack yielded the seizure of some abandoned weapons which they managed to use against the Americans over the next four days. Hastily mustered groups of support and service troops of the 7th Division held off the Japanese until reinforcements from the 11th Airborne and 38th Infantry Division, concentrated enough strength to contain and defeat the enemy paratroopers by nightfall of 11 December. With a few American supply dumps and aircraft on the ground destroyed and construction projects delayed, the enemy attacks on the airfields failed to have any effect on the overall Leyte Campaign.





Situation at Leyte, 7 November to 31 December 1944



หลังสงครามจบ


สมรภูมิเลเต้นั้นอเมริกาและพันธมิตรสูญเสียและบาดเจ็บ 15584 ตาย 3,504 คน ออสเตรเลียตาย 30 และบาดเจ็บ 64 เมื่อญี่ปุ่นนำกำลังกามิกาเซ่ถล่มเรือ

ญี่ปุ่นสูญเสียโดยประมาณ 49,000 โดยที่ปกป้องที่มั่นเลเต้ได้
while the navy lost 26 major warships and 46 large transports and merchantmen in the campaign. The struggle also reduced Japanese land-based air capability in the Philippines by more than fifty percent, forcing them to depend on suicidal kamikaze pilots. Some 250,000 troops still remained on Luzon, but the loss of air and naval support at Leyte so narrowed Gen. Yamashita's options that he now had to fight a defensive, almost passive, battle of attrition on Luzon, the largest and most important island in the Philippines. In effect, once the decisive battle of Leyte was lost, the Japanese gave up hope of retaining the Philippines, conceding to the Allies in the process a critical bastion from which Japan could be easily cut off from outside resources, and from which the final assaults on the Japanese home islands could be launched.



บรรณานุกรม


  • Drea, Edward J. (1998). "Leyte: Unanswered Questions". In the Service of the Emperor: Essays on the Imperial Japanese Army. Nebraska: University of Nebraska Press. ISBN 0-8032-1708-0.
  • History of United States Naval Operations in World War II. Vol. 13: The Liberation of the Philippines--Luzon, Mindanao, the Visayas, 1944-1945 by Samuel Eliot Morison (2002) University of Illinois Press, ISBN 0-252-07064-X

  • Battle for Leyte, 1944: Allied And Japanese Plans, Preparations, And Execution by Milan N. Vego (2006) Naval Institute Press, ISBN 1-55750-885-2

  • World War II in the Pacific: An Encyclopedia (Military History of the United States) by S. Sandler (2000) Routledge, ISBN 0-8153-1883-9

No comments: