Can't find it? here! find it

Showing posts with label japanese. Show all posts
Showing posts with label japanese. Show all posts

Friday, June 19, 2009

Yamada Nakamasa

การเข้ามาในเมืองไทยของ ซามูไร ยามาดะ




ซามูไร ยามาดะ เข้ามาในช่วงกรุงศรีอยุธยา สมัยพระเจ้าทรงธรรม ( ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. 2153 – 2171 ) ซึ่งในสมัยนั้น พระเจ้าทรงธรรมทรงสนพระทัยการทูตกับญี่ปุ่นมาก ถึงกับได้ส่งคณะฑูตจำนวน 60 คนของพระองค์ ไปถึงเมืองเอโดะ ประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2164 โดยมีพระราชสาส์นที่มีใจความโดยสรุปว่า อยุธยา ดูแลเอาใจใส่ชาวญี่ปุ่นดังราษฏรของอยุธยาเอง โดยได้ให้อยู่เป็นหมู่บ้านและได้โปรดให้ชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งชื่อไทยว่า ขุนไชยสุนทรเป็นนายอำเภอดูแลชาวญี่ปุ่นด้วยและในการนี้ทรงโปรดให้พ่อค้าเรือ สำเภามาค้าขายกับอยุธยาให้มากขึ้นเพื่อพระราชไมตรีต่อกัน

การเดิน ทางกลับของคณะฑูตไทยในครั้งนี้ ได้มี ซามูไรชั้นผู้น้อยคนหนึ่งขอเดินทางกับมากับคณะทูตด้วย ซามูไรผู้นี้นามว่า “ยามาดะ นางามาซะ” ซึ่งท่านผู้นี้เป็นเพียงคนหามเกี้ยวของโชกุนเท่านั้น ฉะนั้นเหตุผลของการเดินทางเข้ามาสู่กรุงศรีอยุธยาในครั้งนี้คงหนีไม่พ้น เหตุผลที่ว่า มาเพื่อแสวงหา สภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีกว่า ซามูไร ยามาดะ เมื่อเข้ามาอยู่ในไทยก็ทำงานขยันขันแข็ง จนได้รับราชการในกรมอาสาญี่ปุ่น และเป็นเจ้ากรมอาสาญี่ปุ่น ในเวลาต่อมาในชื่อออกญาเสนาภิมุข (ตำแหน่ง ออกญา เทียบเท่า พระยา )

ซามูไร ยามาดะ กับการทำงานลบความผิดครั้งแรก


ก่อน สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมสวรรคตได้มอบราชสมบัติไว้ให้พระราชโอรสองค์ใหญ่พระชนมา ยุเพียง 14 พรรษา นั่นคือ สมเด็จพระเชษฐาธิราช แทนที่จะมอบราชสมบัติให้พระศรีศิลป์ พระราชอนุชา ที่ไปผนวชอยู่ตามธรรมเนียม ทำให้ขุนนางทหารต่างหวั่นเกรงว่าพระศรีศิลป์อาจจะลาสิกขาบทมาแย่งชิง พระราชสมบัติเหมือนที่พระเจ้าทรงธรรมเคยทำในอดีต จึงได้ระดมทหาร 14,000 คน เข้ามาจุกช่องล้อมวัง พร้อมกับซามูไรฝีมือเยี่ยม 600 คน ที่อยู่ในบังคับบัญชาของ ซามูไร ยามาดะ ออกญาเสนาภิมุข ซี่งในระหว่างนี้ เจ้าพระยาศรีวรวงศ์ ออกญากลาโหม ได้สั่งฆ่าขุนนางชั้นพระยา 5 คนที่ไม่เข้าข้างกับการระดมทหารเข้าล้อมวัง

ในครั้งนี้ แต่ยังขุนนาง 2 คนที่ซามูไร ยามาดะเข้ามาช่วยไว้ได้ทัน นั่นคือ ออกพระศรีเสาวรัตน์ และออกพระจุฬา ซึ่งการกระทำของ ซามูไร ยามาดะในครั้งนี้ได้สร้าง ความโกรธให้กับเจ้าพระยาศรีวรวงศ์มาก แต่ด้วยความที่ซามูไร ยามาดะมีกองกำลังซามูไรฝีมือเยี่ยมหลายคนอยู่ในบังคับบัญชา จึงได้ให้ซามูไรยามาดะทำงานลบความผิด

โดยให้ไปหลอกพระศรีศิลป์ให้ลา ผนวชเพื่อนำมาประหารให้ได้ ซามูไรต้องการลบล้างความผิดจึงได้ไปหลอกพระศรีศิลป์ว่าให้ลาผนวชแล้วจะแย่ง ราชสมบัติให้ พระศรีศิลป์ทรงหลงเชื่อจึงถูกจับส่งไปเพชรบุรีโดยถูกนำไปปล่อยไว้ในบ่อลึก ที่ไม่มีน้ำเพื่อให้อดอาหารตายอย่างช้าๆ แต่การนี้ไม่สำเร็จ เนื่องจากได้มีขุนศึกท่านหนึ่งได้เสี่ยงชีวิต เข้ามาช่วยเหลือพระศรีศิลป์ในครั้งนี้ นั่นคือออกหลวงมงคล มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกับพระศรีศิลป์ ( พระศรีศิลป์ถือได้ว่าเป็นลูกของป้า )

ออกหลวงมงคลรับราชการที่ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นคนหนุ่มที่เฉลียวฉลาด ด้านพิชัยสงคราม คาถาอาคม และการเดินเรือแบบคนนคร ทันทีที่ทราบข่าว ขุนศึกท่านนี้ได้ตามไปช่วยเหลือ พระศรีศิลป์ที่เพชรบุรี ด้วยการลักลอบขุดอุโมงค์ใต้ดินไปประชิดกับบ่อดินที่พระศรีศิลป์ ถูกคุมขังอยู่ แล้วฆ่าทหารคนสนิท เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวกับพระศรีศิลป์ลอบนำพระศรีศิลป์ไปรักษาพระองค์ที่วัด แห่งหนึ่ง ในขณะเดียวกันออกหลวงมงคลก็ซ้องสุมสมัครพรรคพวกได้กำลังพล ประมาณ 2 หมื่นเศษในเวลาไม่ช้านักแล้วประกาศตั้ง พระศรีศิลป์เป็นกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา องค์ที่ 21

ออกหลวงมงคล เพื่อนสนิท ซามูไร ยามาดะ


จะ ว่าไปแล้ว ซามูไร ยามาดะ กับออกหลวงมงคลถือได้ว่าเป็นเพื่อนสนิทเลยก็ว่าได้ เพราะมีความชอบพอสนิทสนมกันเป็นพิเศษ มาตั้งแต่ครั้งพระเจ้าทรงธรรมส่งคณะราชทูตจากเมืองไทยไปญี่ปุ่น โดยก่อนออกเดินทางทุกครั้งคณะทูตจะแวะนครศรีธรรมราชทุกครั้งและ เจ้านครจะโปรดให้ขุนมงคลร่วมเดินทางไปกับคณะทูตด้วย ด้วยเหตุนี้ ออกหลวงมงคลจึงมีความสนิทสนมกับซามูไร ยามาดา ตั้งแต่อยู่ที่ญี่ปุ่นจนมีความไว้เนื้อเชื่อใจกันเสมอมา

ซามูไร ยามาดะหลอกเพื่อนสนิท

หลัง จากที่มีการประกาศตั้ง พระศรีศิลป์เป็นกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา องค์ที่ 21 ความทราบถึง พระเจ้าเชษฐาธิราช ผู้เป็นหลานทรงส่งทหาร 30,000 เศษไปเพชรบุรี และซามูไร ยามาดะกับพวก 800 คน ซึ่งการวางแผนทำศึกของซามูไร ยามาดะในครั้งนี้ได้ใช้แผนเดิม โดยส่งคนลอบไปหาออกหลวงมงคลบอกว่าจะเข้าข้างโดยทำทำช่วยรบอยุธยาให้ฝ่ายออก หลวงมงคลรบเบาๆ อย่าจริงจัง ฝ่ายออกหลวงมงคล ก็หลงเชื่อเพราะเคยเป็นเพื่อนซี้ย่ำปึ๊กกันมาตั้งแต่อยู่ที่ญี่ปุ่น จึงได้ยอมทำตามอุบายของซามูไร ยามาดะ ปรากฏว่าทัพฝ่ายออกหลวงมงคลจึงแตกพ่าย พระศรีศิลป์ได้เสด็จหนีไปนครศรีธรรมราช แต่ก็ถูกดักจับได้ก่อนด้วยกองทัพเรืออยุธยาที่เมืองไชยา สมเด็จพระเจ้าเชษฐาธิราชโปรดเกล้าฯให้สำเร็จโทษที่วัดโคกพระยา ก่อนถูกประหาร พระศรีศิลป์ได้ทรงเตือนผู้เป็นหลานว่า เจ้าพระยาศรีวรวงศ์ ออกญากลาโหมจะขบถให้ระวังพระองค์ไว้

ส่วนออกหลวงมงคลหลังจากที่รู้ ว่าโดยซามูไร ยามาดะหลอก และทราบข่าวด้วยว่าพระศรีศิลป์ถูกประหารแล้ว ก็ได้ปลอมตัวเข้ากรุงศรีอยุธยา เพื่อฆ่าเจ้าพระยาศรีวรวงศ์และซามูไร ยามาดะ แต่ไม่สำเร็จ จึงได้หนีไป แต่ท้ายที่สุดเมื่อทางอยุธยาทราบข่าวส่งหน่วยจู่โจมไปจับลูกเมียท่าน ท่านเลยยอมให้ จับด้วยและพร้อมที่จะตายด้วยการถูกประหาร แต่สมเด็จพระเชษฐาธิราชทรงโปรดจะให้เป็นแม่ทัพใหญ่เพราะทรงเห็นความรู้ความ สามารถและความจงรักภักดีเป็นเยี่ยมจึงส่งคนไปเกลี้ยกล่อมแต่ออกหลวงมงคล ปฏิเสธ ยอมถูกประหารให้ตัวตายไปพร้อมกับพระศรีศิลป์ กษัตริย์ไร้บัลลังก์ที่ตนรัก

คำทำนายของพระศรีศิลป์ที่เป็นจริง


ประมาณ ปี พ.ศ. 2171 คำทำนายของพระศรีศิลป์ก็เป็นจริงเมื่อเจ้าพระยาศรีวรวงศ์ ปล้นพระราชวังแล้วจับ พระเจ้าเชษฐาธิราชปลงพระชนม์เสีย แล้วยกเอา พระอาทิตยวงศ์ วัย 10 พรรษา พระราชอนุชา ขึ้นมาเป็นกษัตริย์แทน แต่ต่อมาไม่นาน เจ้าพระยาศรีวรวงศ์ก็กล่าวหา พระอาทิตยวงศ์ ว่า “ไม่รู้จักว่าราชการ เอาแต่เที่ยวเล่นจับแพะชนแกะไปวันๆ” จึงได้วางแผนปลงพระชนม์

จุดพลิกผันชีวิตในกรุงศรีอยุธยาของซามูไร ยามาดะ


แผน การนี้ ทราบถึง ซามูไร ยามาดะ ที่ในขณะนั้นถือว่ามีอำนาจและบทบาททางการเมืองและการทหาร ไม่แพ้เจ้าพระยาศรีวรวงศ์แม้แต่ด้วย กลับไม่เห็นด้วยกับการวางแผนปลงพระชนม์พระอาทิตย์วงศ์ เพราะ

๑.ซามูไร ยามาดะ จงรักภักดีต่อพระเจ้าปราสาท อยากจะให้โอรสของพระองค์คือ พระอาทิตยวงศ์เป็นกษัตริย์ต่อไป

๒. หากพระอาทิตยวงศ์ทรงเป็นกษัตริย์ ซามูไรยามาดะ จะมีอำนาจทางการเมืองสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะพระอาทิตยวงศ์ทรงโปรด ซามูไรยามาดะ มากที่ยอมเป็นเพื่อนเล่นของพระองค์และสอนเพลงดาบซามูไรให้ หากพระอาทิตยวงศ์ได้เป็นกษัตริย์ ซามูไรยามาดะ คงได้ตำแหน่งพระราชครูซึ่งใหญ่ไม่ใช่เล่น

ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะอ้างเหตุผลในข้อใด ซามูไร ยามาดะ ก็ขัดขวางการปฏิบัติการของเจ้าพระยาศรีวรวงศ์อย่างเต็มที่ แต่ด้วยเจ้าพระยาศรีวรวงศ์ควบคุมพระราชวังไว้และใกล้ชิดพระอาทิตยวงศ์ มากกว่า แผนปลงพระชนม์ก็สำเร็จและ ซามูไร ยามาดะ ก็ถูกล้อมจับ การต่อรองได้เกิดขึ้น โดยซามูไร ยามาดะ ยอมรับการถูกเนรเทศจากกรุงศรีอยุธยาไปเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช แดนอิทธิพลของออกหลวงมงคลเพื่อนสนิทคู่ปรับเก่า โดยเจ้าพระยาศรีวรวงศ์หวังไว้ว่า อย่าให้ซามูไร ยามาดะ อยู่เป็นสุขที่เมืองนครศรีธรรมราช เพราะมีศัตรูคอยทิ่มแทงทั้งภายในและภายนอก จากนั้นเจ้าพระยาศรีวรวงศ์ได้ปราบดาภิเษกตนเองเป็น สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง กษัตริย์องค์ที่ 24 แห่งกรุงศรีอยุธยา

การเดินทางสู่เมืองนครศรีธรรมราชของซามูไร ยามาดะ


ซามูไร ยามาดะ ไปเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชคนที่เท่าไร ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่เรื่องราวที่เมืองนครศรีธรรมราชเป็นดังนี้ ก่อนหน้าที่จะเดินทาง ซามูไร ยามาดะ นั้นมีบุตรชายลูกครึ่งไทย ญี่ปุ่น อายุ 18 ปี 1 คน กับภรรยาคนไทยอยุธยา นามว่า โออิน เมื่อซามูไร ยามาดะ

ผู้พ่อได้เป็น เจ้านคร ผู้ลูกชายก็เลยได้อำนาจไปด้วยอย่างอัตโนมัติ มีเรื่องเล่าว่า พระยานครศรีธรรมราช ซามูไร ได้ทำเรื่องไม่ดีไม่งามไว้มาก
ดังบทช้าน้อง ( กล่อมเด็ก ) ของชาวนครศรีธรรมราช ความว่า

“ไก่อูกเหอ ไก่อูกหางลุ่น
ข้าหลวงญี่ปุ่น ทำวุ่นจับเด็ก
จับเอาแต่สาวสาว บ่าวบ่าวไปทำมหาดเล็ก
ญี่ปุ่นจับเด็ก วุ่นทั้งเมืองนครเอย ”

ต่อ มา ซามูไร ยามาดะ พระยานครศรีธรรมราช ได้บริหารเมืองด้านต่างๆ และได้ส่งบุตรชายและคณะไปเรียกส่วยภาษีจากเมืองปัตตานี้และก็ได้รับการต่อ ต้านจากเมืองปัตตานีโดยเฉพาะชาวต่างชาติในเมืองปัตตานีเช่น ฮอลันดา โปรตุเกส และอังกฤษที่ไม่ชอบญี่ปุ่นที่เข้ามาแข่งขันทางการค้าในปัตตานีและแม้แต่โจร สลัดก็ไม่ชอบซามูไรญี่ปุ่น เนื่องจากซามูไรญี่ปุ่นได้เข้ามาควบคุมน่านน้ำนครศรีธรรมราช ปัตตานี และเส้นทางเดินเรือไปญี่ปุ่นแทนตน คนเหล่านี้จึงช่วยกันแข็งข้อต่อนครศรีธรรมราชไม่ยอมส่งเครื่องบรรณาการตาม ที่ตกลงไว้แถมประกาศทำศึกอีกต่างหาก

ซามูไร ยามาดะ ออกญาเสนาภิมุข พระยานครศรีธรรมราช จึงยกกองทัพไปทำศึกปัตตานี้โดยใช้ชาวญี่ปุ่นในปัตตานีเป็นไส้ศึก ขณะที่การรบยังไม่เสร็จสิ้น พระยานครศรีธรรมราชถูกฟันที่ขาบาดเจ็บจึงยกทัพกลับนครศรีธรรมราชเป็นการชั่ว คราว

จุดจบชีวิตของซามูไร ยามาดะ


การ เพลี่ยงพล้ำของซามูไร ยามาดะ ครั้งนี้ทราบถึงพระเจ้าปราสาททอง พระองค์ทรงโปรดข่าวนี้มาก จึงทรงบัญชาให้ออกพระมะริด เจ้าเมืองไชยา นำยาพิษมาใส่แผลให้โดยหลอก ซามูไร ยามาดะว่าเป็นยาหลวงจากราชสำนักทั้งที่เป็นยาพิษงูผสมยางไม้ชนิดหนึ่ง ทำให้ ซามูไร ยามาดะ เสียชีวิตทันที ในอีกไม่กี่ชั่วโมง สรุปแล้ว ซามูไร ยามาดะ ออกญาเสนาภิมุข พระยานครศรีธรรมราช ได้ถึงแก่กรรมที่เมืองนครศรีธรรมราช เมื่อ พ.ศ. 2176



สรุปบทสุดท้ายของชีวิตซามูไรคนสุดท้ายแห่งเมืองนครศรีธรรมราช


นครศรี ธรรมราชมีอายุเก่าแก่กว่าสุโขทัยประมาณ 1,500 ปี มีโบราณสถานมากมายเช่นกำแพงเมืองหรือวังเจ้านครที่เป็นหลักฐานสำคัญแต่พบว่า หลักฐานต่างๆเหล่านี้ได้ถูกทำลายไปสิ้นเพื่อลดบทบาทความยิ่งใหญ่ในอดีตของ เมืองนครศรีธรรมราชลง ดังนั้นหลักฐานพยานการเป็น พระยานครศรีธรรมราชของ ซามูไร ยามาดา ก็ถูกลบให้หายไปตามกาลเวลานั้นด้วยทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจจะเหลือเป็น หลักฐานพยานความเชื่อปรากฏ อยู่ในความรู้สึกและความทรงจำเพียงบทช้าน้อง บทหนึ่ง

ในความคิดของผู้เรียบเรียงมองว่า ซามูไร ยามาดะ ก็เป็นเพียงคนๆ หนึ่งที่มาจากพื้นเพธรรมดาแต่ด้วยต้องการอำนาจความยิ่งใหญ่จึงได้ถูกหลอกใช้ ให้เป็นเครื่องมือของเหล่าขุนนางในกรุงศรีอยุธยาในขณะนั้น จนมัวเมากับสิ่งต่างๆ ลืมความจริงใจและความรักอย่างที่เพื่อนสนิท เช่นออกหลวงมงคลได้มอบให้ในการศึกที่เพชรบุรี ครั้นต่อมาใกล้บั้นปลายชีวิต ซามูไร ยามาดะ ก็ได้รับผลกรรมจากการกระทำของตนที่เคยทำไว้กับเพื่อนสนิทในการทำการศึกกับ ปัตตานีและถูกฟันที่ขาบาดเจ็บ ซึ่งเชื่อกันว่าการรบครั้งนั้น ทัพนครศรีธรรมราชไม่เต็มใจสู้เพราะไม่ชอบ ซามูไร ยามาดะเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ซึ่งอาจเป็นญาติพี่น้องของออกหลวงมงคลก็เป็นได้ จึงทำให้ในระหว่างการรบ ซามูไร ยามาดะ ต้องรบออกหน้าข้าศึกอยู่ตลอดเวลาจนบาดเจ็บ แต่แล้วก็มาเสียชีวิตด้วยยาพิษของพระเจ้าปราสาททอง

จีงขอให้ผู้อ่านมอง ซามูไร ยามาดาอย่างเป็นกลางมากที่สุดเพื่อที่จะได้เข้าใจและให้อภัยกับบางสิ่งที่ซามูไร ยามาดะได้กระทำไป

ข้าพเจ้า ข้องใจกับ ซามูไรท่านนี้มานานเนื่องจากเคยพบกับฝรั่งท่านหนึ่งที่กำลังศึกษาต่อปริญญา โทอยูที่ต่างประเทศและลงทุนเดินทางมาที่ประเทศไทย จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อเก็บภาพถ่ายและรายละเอียดของ ซามูไรท่านผู้นี้ เสียดายที่ในขณะนั้นข้าพเจ้าแทบจะหาข้อมูลเกี่ยวกับชายผู้นี้ในแฟ้มงานของ ข้าพเจ้าไม่ได้เลย จึงได้แต่บอกสถานที่ที่คาดว่าน่าจะสามารถเก็บรายละเอียดให้ไป หลังจากนั้นตนเองก็เพิ่งนึกได้ว่าจะมัวมานั่งสงสัยทำไมเล่า จึงได้เดินทางด้วยตนเองไปยังสวนสมเด็จศรีนครินทร์ (ทุ่งท่าลาด) โดยได้ตรงเข้าไปที่ Japanese Garden สวนญี่ปุ่น และก็ได้เห็นแผ่นป้ายแท่งหินขนาดใหญ่สลักว่า เป็นอนุสรณ์ระลึกถึง เจ้าพระยานครศรีธรรมราช ยามาดะ นามากาซา พร้อมรายละเอียดนิดหน่อย และได้มองเห็นรูปแบบการจัดสวน มีเจ้าหน้าที่จากกองทุนญี่ปุ่นมาปลูกต้นไม้ให้โดยรอบ โดยทางเราก็ได้มีการปักชื่อเพื่อเป็นการให้เกียรติด้วย ก็ให้รู้สึกปลื้มใจว่าอย่างน้อยประเทศญี่ปุ่นเขาก็คงยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ อย่างน้อยคนไทย ในเมืองนครศรีธรรมราชยังคงระลึกถึงคนเชื้อสายญี่ปุ่นท่านผู้นี้อยู่ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ข้าพเจ้าได้ไปศึกษาหาอ่านประวัติของท่านผู้นี้มาเล่าสู่ กันฟัง และหวังว่าหลายคนคงสนุกและได้รับแง่คิดอะไรหลายอย่างจากประวัติของซามูไรผู้ นี้ไม่มากก็น้อย

ข้อความที่ป้ายแท่งหินของซามูไร ยามาดะ


" เกี่ยวกับอนุสรณ์สถานออกญาเสนาภิมุข ยามาดา นางามาซะ กรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองหลวงของประเทศสยาม ตั้งแต่ปี 1350-1767 รวม 417 ปี กล่าวกันว่าได้มีชาวญี่ปุ่นมากที่สุดจำนวน 3,000 คน เข้ามาทำการค้าโดยผ่านทางเรือสำเภา และอาศัยเป็นหมู่บ้านญี่ปุ่น ออกญาเสนาภิมุข ยามาดะ นางามาซะ มีถิ่นกำเนินที่เมืองซึรุกะ ปัจจุบันคือจังหวัดชิซิโอกะ ประเทศญี่ปุ่น เป็นผู้นำหมู่บ้านที่มีบทบาทเป็นอย่างมากในช่วงนั้น ได้เดินทางมาเมืองลิกอร์ ปัจจุบันคือจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะผู้นำทางด้าน การทหารสุดท้ายทราบว่าท่านเสียชีวิตที่นี้ เมื่อปี 1630 เกี่ยวกับออกญาเสนาภิมุข ยามาดะ นางามาซะ ได้มีเรื่องเล่าเขียนไว้มากมาย และเพื่อ เป็นสื่อกลางในการสร้างความสัมพันธ์แห่งมิตรภาพที่อบอุ่นระหว่างประเทศไทย กับประเทศญี่ปุ่น จึงได้สร้างอนุสรณ์สถานแห่งนี้ขึ้น อนุสรณ์สถาน แห่งนี้จะเป็นการต้อนรับศตวรรษใหม่ ในการสร้างมิตรภาพและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 ประเทศและประสงค์ให้ชาวญี่ปุ่นทราบโดยทั่วกัน"

ที่มา สมาคมไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง





Thursday, May 21, 2009

German tank:Pzkw VI Ausf B Tiger 2 or KingTiger



คิงไทเกอร์ รุ่นติดป้อมปืนแบบปอร์เช่ ที่ยกเลิกการผลิตไป
Pzkw VI Ausf B Tiger 2 or KingTiger แพนเซอร์ 6 อาส์ฟ บี ไทเกอร์สอง หรือ คิงไทเกอร์
เป็นสุดยอดรถถังที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดในยุคนั้น โดยมีย้ำหนักกว่า70ตัน ไทเกอร์2 หรือคิงไทเกอร์ รถถังรุ่นนี้ได้ทำการออกแบบและผลิตในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ปี1942 หลังจากที่ไทเกอร์1 ออกสู่สมรภูมิได้ไม่นาน เนื่องจากการคาดการณ์ของเสนาธิการฝ่ายเยอรมันว่า โซเวียตกำลังผลิตรถถังที่ทรงอานุภาพมากๆขึ้น รถถังรุ่นนี้ก็ถูกผลิตโดยสองบริษัท เฮนเซล และปอร์เช่ แต่ก็ต่างกันที่ป้อมปืนเท่านั้น ช่วงล่างรถใช้เหมือนกัน แต่ป้อมปืนแบบปอร์เช่ก็ถูกผลิตออกมาเพียง50ป้อมเท่านั้น เพราะว่าส่วนโค้งด้านหน้าป้อมของปอร์เช่นั้นมีความหนา110มิลลิเมตร บางกว่าป้อมของเฮนเซลถึง70มิลลิเมตร และป้อมผ.บ.รถของปอร์เช่ที่ยื่นออกมานั้นมีเกราะที่บางมาก ซึ่งอันตรายมากหากถูกยิง จึงยกเลิกการผลิตป้อมแบบปอร์เช่ไป ให้ผลิตแต่ป้อมแบบเฮนเซลมาแทน
นอกจากเกราะที่หนาแล้ว คิงไทเกอร์ ยังติดปืนขนาด88มม. L71 ซึ่งมีอานุภาพสูงกว่าปืนต่อสู้รถถังทุกชนิดในยุคนั้น แต่จุดอ่อนก็คือ เครื่องยนต์ที่คิงไทเกอร์ใช้เป็นเครื่องยนต์แบบเดียวกันกับไทเกอร์1 เครื่องรุ่นเดียวกัน แต่รับน้ำหนักมากกว่า จึงมีปัญหาการกินน้ำมันอย่างมาก( โดยกินน้ำมันถึง7ลิตรในการวิ่งระยะทาง1ลิโลเมตร ) และปัญหาการขัดข้องด้วย แต่อย่างไรก็ตาม เครื่องยนต์รุ่นนี้ก็ถือว่าทรงอานุภาพที่สุด
ข้อมูลการรบเท่าที่มีการบันทึกไว้ คือข้อมูลของทหารสหรัฐในการรบที่ป่าอาร์เดนส์ ประเทศเบลเยี่ยม หรือที่เรียกว่าการรบแห่งบัลจ์ โดยคิงไทเกอร์ได้สร้างความตกตะลึงให้แก่ฝ่ายพันธมิตรอย่างมาก เพราะพวกเขาพบว่า ปืนใหญ่แทบทุกชนิดของฝ่ายพันธมิตร ไม่สามารถสร้างความเสียหายใดๆให้แก่คิงไทเกอร์ได้เลย แม้จะโจมตีด้วยเครื่องบินก็ตาม แต่ข้อมูลการรบของฝ่ายเยอรมันนั้นแทบจะไม่มีเลย นั่นก็เพราะมีข้อมูลที่เปิดเผยในช่วงหลังสงครามว่า ในช่วงปลายสงครามและเยอรมันใกล้จะแพ้ ศูนย์ยุทธการบกเยอรมันที่เมืองพอตส์ดัมส์ ได้เผาทำลายเอกสารข้อมูลและรูปถ่ายที่ได้มาระหว่างสงครามไปเกือบหมด รวมทั้งข้อมูลของคิงไทเกอร์ด้วย ซึ่งถ้าพิจารณาทฤษฏีนี้ ก็มีความเป็นไปได้สุงว่า ข้อมูลของคิงไทเกอร์นั้นได้ถูกทำลายไปหมดแล้ว
ข้อมูล
หนัก--68-70ตัน(บางรุ่นอาจหนักถึง76ตัน)
 
ยาว--10.3เมตร
 
กว้าง---3.8-4.3เมตร
 
สูง--- 3.3เมตร

พลประจำรถ--5นาย
 
เกราะหนา--40-185มิลลิเมตร
 
อาวุธ----ปืนใหญ่ 88มม. L71 1กระบอก อาวุธรอง ปืนกล7.92มม. 3กระบอก(ปืนกลภาคพื้นMg-34จำนวน2กระบอก และปืนกลต่อสู้อากาศยานMG-42 จำนวน1กระบอก)
ความเร็ว---38-42กม./ชม.
พิสัยทำการ--- 170กิโลเมตร

Thursday, May 14, 2009

Top 10 Mad Scientists in History(Thai version)

โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม

Top 10 Mad Scientists in History


<!-- ch_client = "oddee"; ch_type = "mpu"; ch_width = 468; ch_height = 180; ch_color_bg = "F8F1E0"; ch_color_border = "F8F1E0"; ch_color_title = "703A00"; ch_color_site_link = "703A00"; ch_color_text = "000000"; ch_non_contextual = 4; ch_vertical ="premium"; ch_sid = "Premium Oddee Articulos"; var ch_queries = new Array( ); var ch_selected=Math.floor((Math.random()*ch_queries.length)); if ( ch_selected < ch_query =" ch_queries[ch_selected];"> http://www.oddee.com/item_96484.aspx cradited

Vladimir Demikhov: ผู้ผ่าตัดหมาให้มีสองหัวในตัวเดียวกัน

ในปี 1954, นักวิจัยกายภาพ Vladimir Demikhov, ได้แสดงผมงานวิจัยของเขา: หมา2หัว. หัวของลูกหมาได้ถูกใส่เข้าไปในส่วนคอของมหาตัวใหญ่ หัวที่สองจำเป็นต้องดื่มนมแต่ก็ไม่จำเป็นเพราะใช้เครื่องในเดียวกับหมาตัวใหญ่ — อย่างไรก็ตามพวกเขาตายในที่สุดเพราะร่างการรับไม่ได้, แต่นั่นไม่ทำให้ Demikhov หยุดทำ
ในรอบ15ปีเขาทำการวิจัยแบบเดียวกันอีก 15 โครงการแต่มีสำเร็จอยู่ไม่กี่โครงการ. See a video of the surgery.





Stubbins Ffirth: จอมดื่มน้ำหนอง


ระหว่างปี ค.ศ.1800 ในฟิลาเดเฟีย,หมอฝึกหัด Stubbins Ffirth, ได้ทดลองว่าน้ำหนองไม่ได้เป็นเชื้อโรคที่ติดต่อได้ โดยการเอาตัวเขาทดลองเอง อันดับแรกเขาเอาน้ำหนองไปใส่ในแผลของผู ้ถูกทดลอง, และก็ชิมน้ำหนอง. เขาไม่ได้ติดเชื้อแต่อย่างใด, เขาเสียชีวิตไม่ใช่เพราะเขาดื่มน้ำหนอง แต่ตายเพราะถูกยุงกัด
















Josef Mengele: ยมฑูต


Joseph Mengeleถูกเกณให้มาทำหน้าที่ในกลุ่มนักวิทยาศาสตร์วงการ SS เป็นที่ปรึกษาให้แก่พัสดีที่ทำการคัดเลือกนักโทษ ว่าคนใหนควรอัดให้เดทหรือจะบังคับให้ทำงานวิจัย และเพื่อการทดลองอาวุธทุกชนิด, Mengeleถูกกล่าวขานในผลงานของเขาในฐานะเทพแห่งความตาย

ใน Auschwitz, Mengele ได้ทำการวิจัยอยู่สองอย่าง. หลังจากการทดลองจบ, ได้ผ่าล่างผู้คนเพื่อทำการวิจัยอาวุธนานาชนิดกับร่างคน. เขาได้นำเด็กชาว Gypsy(ยิปซี) 2 คน มาทำการเย็บติดกันเพื่อสร้างแฝดตัวติดกัน(แฝดสยาม) มือของเด็กทั้งสองได้ติดเชื้ออย่างรุนแรงหลังจากเส้นเลือดดำถูกเฉือนออก. ขณะที่Mengele กำลังทำไการผ่าพวกเขาทั้งสองให้ติดกัน, เขาบอกว่าการทำการทดลองแบบนี้เป็นการทำลายทิ้งที่มีประโยชน์มากทางหนึ่ง

นักโทษAuschwitz นาม Alex Dekel กล่าวว่า: "ผมไม่เคยยอมรับกับการกระทำและความตั้งใจจริงของ Mengele— ไม่ใช่ความสะเพร่าของเขา. เขาแค่อยากจะเสริมสร้างอำนาจทางทหารของเขา. Mengele ได้่ไปที่โรงฆ่าสัตว์ — ผู้พันได้ทำการผ่าตัดโดยไม่ฉีดยาชา. อีกอย่างผมคือคนที่ๆจะยืนยันการกระทำป่าเถื่อนเช่นนี้
Mengele ได้ทำการผ่าเอาลำไส้ผู้ถูกทดลองออกโดยที่ไม่ได้ใช้ยาชาหรือยาสลบ ต่อมาก็หัวใจ.........เหมือนเดิมไม่ได้ใช้ยาชาหรือยาสลบ ช่างโหดเหี้ยม Mengeleเป็นหมดที่กลายเป็นแบบนี้เพราะอำนาจที่เขาได้รับจากเบื้องสูง. ไม่มีใครถามเขาว่าทำไมถึงทำแบบนี้ — ไม่มีใครถามว่าทำไมถึงต้องฆ่าเลย


Johann Conrad Dippel: แฟรงเก้นสไตนส์ตัวจริง


Johann Conrad Dippel นั้นเปรียบเสมือนกับนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องที่เกิดในปราสาท Frankenstein ในปี 1673, สถานที่ๆไกล้ Darmstadt, Germany. เขาบอกว่าเขาคือตัวละครให้กับนิยายของ Mary Shelley ที่ชื่อ "Frankenstein"

หลักจากที่เขาจบวิชา ธรณีวิทยา, ปรัชญา และการแปรธาตุ

แขนกลคนแปรธาตุ
http://benkyoshin-katong.blogspot.com/2009/05/fullmetal-alchemistbrother-hood.html

เขาได้กลั่นน้ำมันจากกระดูก และแปรธาตุมันเพื่อสร้างเลือดสังเคราะเพื่อสร้าง "ยาอายุวัฒนะ" และอีกเยอะแยะมากมาย


Giovanni Aldini:นักกระตุ้นศพ


Aldini เป็นโหลนของ Luigi Galvani. น้าของเอาได้ค้นพบเกี่ยวกับการทำงานของการรักษาโรคด้วยไฟฟ้า, เมื่อทดลองกับขาของกบได้เป็นผลสำเร็จ. เพราะฉะนั้นเขาจึงทดลองกับร่างของศพ

ต่อหน้าผู้มีเกียรติ, เขาได้ทดลองกับศพที่ถูกแขวนคอตายที่ ดดยการยัดท่อประจุเข้าทางช่องทวารหนัก,
เมื่อเขาดันลมเพื่อให้เครื่องจักรทำงานศพก็กระตุกขาดินไปมา. และเอาคีมมาคีบให้ติดกันแน่น ตาซ้ายได้เปิดออก. ผู้คนได้ผู้สึกสะพรึงกลัวที่ศพนั้นได้พื้นคืนชีพ, แต่แน่นอนเขาได้ทำการประหารอีกครั้ง



Sergei Bruyukhonenko: นักวิทยาศาสตร์ซอมบี้ที่สร้างหมาซอมบี้


การทดลองของ Vladimir Demikhov Bruyukhonenkos ในเรื่องการพัฒนาหัวใจเทียมและการสร้างที่ตายยากตายเย็น เขาได้สร้างเครื่องจักรที่ชื่อ autojektor (เครื่องปั๊มและกระตุ้นหัวใจและปอด). โดยใช้เครื่องจักรที่เป็นพื้นฐานเรียบง่าย, Bryukhonenko เพื่อให้หัวหมามีชีวิตได้อยู่ชั่วคราว ในปี 1928 เขาทำให้คนดูได้ดูเป็นขวัญตาเพื่อแสดงให้เห็นว่าการสร้างซอมบี้นั้นมีจริง โดยที่เขาทำให้เครื่องจักรทำงานและเอาค้อแนทุบที่ข้างๆหัวสุนัข สุนัขทำปฏิกิริยาโดยการหดตัวด้วยความตกใจ เมื่อแสงส่องใส่ตาๆก็กระพริบ






Andrew Ure: นักชันสูตร แห่งสก็อตแลนด์


การกระทำของเขาทั้งหมดนั้นคือการหน้าที่ของเขาในฐานะหมดแห่งสก็อต, แต่การทดลองของเขานั้นมีชื่อเสียงมากที่สุดคือการผ่าตัด Matthew Clydesdale ในันที่ 4 พฤศจิกายน ปี 1818. เป็นครั้งแรกกับการทำศัยกรรมตรงบริเวณต้นคอ ส่วนของกระดูกสันหลังได้ถูกถอดออก ตามด้วยเฉีอนด้วยสะโพกซ้ายออก ตามด้วยตัดส้นเท้าออก และเอาเนื้อส่วนนั้นมาแปะที่ต้นคอ แน่นอนอาการชักกระตุกของคนไข้ต้องถามหาอยู่แล้ว เมื่อเขาหยายามเย็บหัวเข่าเขาโดนยันโครมอยู่สองสามที

และเขาทำมาอยู่หลายๆครั้งจนกระทั่งกลายเป็นผู้ถูกตร้าเมื่อเขาตาย

Shiro Ishii: หมอปีศาจที่แท้จริง


Ishii เป็นนักจุลวิทยาและเป็นผู้พันประจำ Unit 731, เป็นฐานทัพแห่งอาวุธเชื้อโรคของกองจักรวรรดิสุริยัน
ในยุคสงครามไดโตอะ(ซึโนะ-แปซิฟิก)

เขาเกิดที่หมู่บ้าน Shibayama ตำบลSanbu ที่ทำการของเจ้าหน้าที่ Chiba ,และเรียนการแพทยศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยโตเกียวในปี 1932 เขาได้เริ่มทำการทดลองครั้งแรกให้กับองค์กรลับของกองจักรวรรดิญี่ปุ่นในปี 1936, Unit 731 ได้ถูกสร้างและก่อตั้งขึ้น เป็นฐานที่ใหญ่มาก มีตึกรองรับ 180หลังและใหญ่มากกว่า 6 ตารางกิโลเมตร นอกๆเมือง ฮาบิน ประเทศจีน

การกระทำสุดโหดเหี้ยมไม่ได้มีเพียงอิชิอิเท่านั้น.......แต่มีผู้ติดตามหรือคณะของเขาเป็นผู้ช่วยกระทำด้วย
กระกระทำสุดป่าเถื่อนเริ่มต้นโดยการทดลองกับมนุษย์เป็นๆรวมทั้งผู้หญิงอุ้มท้องด้วยโดยการทดลองนานาชนิดและเก็บตัวอย่างว่าเชื้อนี้มันแพร่กระจายยังไง ห้อยหัวนานแค่ใหนถึงจะตาย ให้มีเพศสัมพันธุ์กับผู้มีเชื้อซิฟิลิสและรอดูอาการว่าเป็นยังไงและเก็บตัวอย่างอวัยวะมนุษย์โดยการโปะยาสลบและชำแหละ
โหดจริงๆ


Kevin Warwick: นักประดิษฐ์หุ่นไซบอร์กครั้งแรกในประวัติศาสตร์


Kevin Warwick เป็นนักวิทยาศาสตร์และศาสตราจารย์ประจำสาขาวิศวะอิเล็กโทรนิก ซึ่งท่านหลงใหลในการสร้้างมือกลอย่างมาก, ซึ่งมันเป็นหนทางแห่งการสร้างไซบอร์ก

1998, ได้ทำการทดลองเอาสายไฟต่อเข้ากับเส้นประสาทเพื่อควบคุมแขนกลเพื่อทำการทดสอบการเปิดประตู, ฯลฯ. เหตุผลที่ทำเพราะอยากจะรู้ว่าร่างกายมนุษย์มีข้อจำกัดอะไรบ้าง, และมันยุ่งยากขนาดใหนที่จะส่งข้อมูลจากสมองไปสู่ชิป

2002, สิ่งที่ยุ่งยากและน่าสะพรึ่งกลัวและอาจจะถึงแก่ชีวิตได้เกิดขึ้นเมื่อเขาพยายามจะต่อเข้ากับขั้วสมองโดยตรง, และเชื่อมมันเข้ากับเส้นประสาท
ผลงานการทำวิจัยเป็นไปได้ด้วยดีแต่บางครั้งการขยับแขนยังไม่คล่องดีนัก

ภายหลังการทดลองได้ถูกเผ่ยแพร่อย่างกว้างขวาง,ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ได้ถูกปลูกฝังเพราะภรรยาของเขา ซึ่งได้เล็งเห็นแล้วว่าจะทดลบองทำการใช้เเขนกลเกล่านี้จากระบะไกล—ซึ่งประสปผลสำเร็จ, และการทดลองก็ยังคงทำอยู่เรื่อยๆ


John Lilly: นักประดิษฐ์การถอนสิทธิในการควบคุมรถถัง


To find out what would happen if the brain was cut off from all external stimuli, scientist John Lilly built the first sensory deprivation tank in 1954. Floating in warm water for hours in complete darkness and silence, Lilly began to experience vivid fantasies. "These are too personal to relate publicly," he reported later. The hallucinations of his test subjects were similarly difficult to categorize scientifically. This was one reason why his research did not take off.

Lilly later gave up scientific research and founded the firm Samadhi Tanks, which manufactured tanks for domestic use. On 1980 Lilly's work was the model for the film "Altered States". Having became something of a New Age guru, he died in 2001.

Wednesday, April 29, 2009

เรือรบยามาโตะ:Yamato battleship(大和)









7 เมษายน พ.ศ. 2488 เรือรบ ยามาโตะ (Yamato) ของญี่ปุ่นจมลงบริเวณทางเหนือของเกาะโอกินาวา เรือยามาโตะเป็นเรือประจัญบานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้างมาจน ถึงปัจจุบัน มีขนาดยาว 250 เมตร มีปืนขนาด 460 มม. ใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยบรรจุไว้ในเรือ ตั้งเรียงรายอยู่รอบลำซึ่งมีเกราะป้องกันตอปิโดหนาถึง 8 นิ้ว มีระวางขับน้ำถึง 69,100 ตัน จนใคร ๆ ต่างก็เชื่อว่าเรือลำนี้ไม่มีทางจมเด็จขาด ช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพสหรัฐอเมริกาบุกยึดเกาะโอกินาวาเพื่อเข้ายึดกรุงโตเกียว นักรบญี่ปุ่นได้ยืนหยัดสู้อย่างทรหด เรือยามาโตะก็ได้รับคำสั่งให้เข้าปฏิบัติการ KIKUSUI 1 ซึ่งแปลว่า ดอกเบญจมาศลอยน้ำ โดยมีภารกิจล่อฝูงบินอเมริกันให้ออกไปจากน่านน้ำเกาะโอกินาวา เช้าวันที่ 6 เมษายน 2488 เมื่อเรือยามาโตะเดินทางยังไม่ถึงน่านน้ำโอกินาวา ฝ่ายนาวิกโยธินสหรัฐฯ จับสัญญาณได้จึงส่งฝูงบินโจมตี 380 ลำ รุมทิ้งระเบิดเรือยามาโตะเป็นเวลาเกือบ 2 วัน จนในที่สุดเรือยามาโตะได้จมสู่ก้นทะเลพร้อมลูกเรือเกือบ 2,500 คน มีผู้รอดชีวิตเพียง 269 คนเท่านั้น


ประวัติการสร้าง
ยามาโตะ ในระหว่างการก่อสร้าง


















เรือรบชั้นยามาโตะถูกสร้างขึ้นหลังจากจักรวรรดิญี่ปุ่นถอนตัวจากสนธิสัญญานาวีวอชิงตันใน การประชุมที่ลอนดอนครั้งที่สองใน พ.ศ. 2479 (3 ปีก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง) สาระสำคัญของสนธิสัญญานี้นั้น เกี่ยวกับเรื่องการจำกัดขนาดการขยายนาวิกานุภาพของแต่ละชาติอันประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา, จักรวรรดิอังกฤษ, จักรวรรดิญี่ปุ่นและ ราชอาณาจักรอิตาลี

ขั้นตอนการออกแบบเรือรบชั้นยามาโตะนี้ เริ่มมาแต่ พ.ศ. 2477 หรือ 2 ปีก่อนการถอนตัวออกจากสนธิสัญญานาวีวอชิงตันแล้ว และหลังจากได้รับการปรับปรุงการออกแบบหลายต่อหลายครั้ง ระวางขับน้ำขนาด 68,000 ตันก็ได้รับการยอมรับในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2480 (ระวางขับน้ำ คือหน่วยในการวัดขนาดของเรือ โดยใช้หลักว่า เมื่อนำเรือลงน้ำแล้ว ปริมาตราน้ำที่ถูกเรือเข้าไปแทนที่นั้น มีน้ำหนักกี่ตัน) การสร้างเรือรบชั้นยามาโตะนี้ ถูกเก็บเป็นความลับอย่างยิ่งยวด โดยสร้างขึ้นที่อู่ต่อเรือจักรวรรดินาวีคุเระ เริ่มโครงการวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2477 พิธีปล่อยเรือลงน้ำกระทำในวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2483 และเข้าประจำการในวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2484

ในเบื้องต้น มีการวางแผนว่าจะสร้างเรือรบในชั้นนี้อยู่ 5 ลำ เรือหลวงยามาโตะและเรือหลวงมุซาชิ ถูกสร้างตามที่ได้ออกแบบไว้ แต่ทว่าเรือหลวงชินาโนะ ซึ่งเป็นลำที่สามได้ถูกดัดแปลงให้เป็นเรือบรรทุกเครื่องบิน หลังความปราชัยในยุทธนาวีที่มิดเวย์ ลำที่สี่ ยังไม่เคยมีการตั้งชื่อและถูกเรียกว่า "Hull Number 111" ถูกแยกชิ้นส่วนในปี พ.ศ. 2486 โดยแล้วเสร็จไปเพียง 30%เท่านั้น และ"Hull Number 797" ลำสุดท้ายนั้น ไม่เคยมีการก่อสร้าง (Hull Number หมายถึง หมายเลขทะเบียนเรือรบ)

แผนสำหรับการสร้างเรือรบชั้น "ซูเปอร์ ยามาโตะ" อันมีปืนใหญ่ขนาดปากลำกล้องขนาด 508 มิลลิเมตร (20 นิ้ว) นั้น ถูกเรียกว่า "Hull Number 798" และ "Hull Number 799" แต่โครงการถูกปฏิเสธไปในปี พ.ศ. 2485

เรือในชั้นนี้ถูกออกแบบมาให้เหนือกว่าเรืบรบของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาในทุก ๆ ด้าน ปืนหลักขนาด 460 มม ถูกสร้างขึ้นแทนที่ขนาด 406 มม เพราะว่าความกว้างของคลองปานามานั้น ทำให้กองทัพเรือสหรัฐฯ ไม่สามารถสร้างปืนที่มีขนาดเดียวกันได้โดยปราศจากข้อจำกัดในการออกแบบ หลายอย่าง หรือมีการวางระบบการป้องกันตัวไม่เพียงพอ เพื่อสร้างความสับสนในหมู่จารชนต่าง ชาติ ปืนหลักนี้ถูกเรียกอย่างเป็นทางการว่า "40.6 มม พิเศษ" และพลเรือนก็ไม่เคยเข้าใจถึงสมรรถนะจริงของปืนนี้ และวิธีนี้ก็ได้ผลเป็นอย่างดี เพราะแม้แต่จนถึงปีสุดท้ายของสงคราม (พ.ศ. 2488) กองทัพเรือสหรัฐก็ยังเข้าใจผิดว่าเรือหลวงยามาโตมีปืนขนาดเพียง 406 มม และมีระวางขับน้ำเพียง 40,823 ตัน ไล่ ๆ กับเรือรบชั้นไอโอวา การลงทุนในเรือรบชั้นยามาโตะ เกี่ยวพันกับโครงการอีกหลายต่อหลายโครงการ ดังนั้น เงินลงทุนก้อนมหาศาลจึงไม่ได้รับการสังเกตเห็นในทันที

การก่อสร้างในสถานีคุเระนั้น อู่ก่อสร้างได้ถูกวางไว้ในส่วนที่ลึก ๆ ของฐานทัพ ใช้เครนยกที่รับน้ำหนักยกได้ 100 ตัน และมีหลังคาคลุม ป้องกันการสังเกตการณ์ทางอากาศ นักออกแบบชั้นล่างๆ หรือแม้แต่นายทหารอาวุโสหลายนาย ไม่เคยทราบขนาดที่แท้จริงของเรือจนกระทั่งหลังสงครามจบ ในพิธีปล่อยเรือลงน้ำ ไม่มีการกระทำพิธีฉลองใดๆ และไม่มีแม้แต่แตรประโคม

การค้นพบ

ปี ค.ศ.1985 หลังจากล่มไปนานกว่า 40ปี กรรมมาธิการดูแลสุสานสงครามญี่ปุ่น ได้ประกาศการค้นพบสุสานใต้น้ำของเรือยามาโตะ

ปี ค.ศ.1999 ได้มีการดำเนินการออกสำรวจสุสานเรือยามาโตะ อีกครั้ง

น้ำหนักเรือโดยประมาณ 19,453ตัน

ความยาวเรือ 263เมตร

ยามาโตะ ยังเป็นเรือรบลำใหญ่ที่สุดในโลก

ความสูง 28เมตร วัดจากกระดูกงูถึงยอดเสา ซึ่งเทียบความสูงเท่ากับความสูงของตึก18ชั้น

ประวัติ

แผนการติดตั้งปืนใหญ่ขนาดนี้บนเรือรบเป็นแผนที่ครุ่นคิดมานานจากนายทหารชั้นผู้ใหญ่ หลังสงครามระหว่างญี่ปุ่น - รัสเซีย ในปี ค.ศ. 1904 - 5 ได้ผลลัพธ์ออกมาว่า ปืนเรือขนาดใหญ่ที่มีรัศมีการยิงที่สูงกว่านั้น สามารถกุมชัยชนะในยุทธนาวีได้นั่นเอง ระยะเวลาผ่านมาถึง 17 ปี หลังสงครามครั้งนั้นจักรพรรดินาวี ซึ่งมีแผนที่จะสร้างกองเรือที่ 88 ขึ้นโดยมีเรือประจัญบาน จำนวน 8 ลำ เรือลาดตระเวนหนักอีก จำนวน 8 ลำ เป็นกำลังหลักในการป้องกันประเทศญี่ปุ่นที่มีทะเลล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน ในการรักษาอธิปไตยของประเทศไว้ ซึ่งจะเป็นกองเรือด้วยกัน จำนวนถึง 13 - 16 กองเรือ จึงจะเป็นการเพียงพอในการรักษาน่านน้ำของตนไว้ได้

สำหรับกองเรือที่ 16 นั้น จะนำการติดตั้งปืนเรือขนาดใหญ่ ขนาด 46 เซนติเมตร จำนวนหลายกระบอก โดยให้ชื่อว่า เรือลาดตระเวนประจัญบาน ซึ่งแต่ละลำมีระวางลำละ 47,000 ตัน ซึ่งการออกแบบนั้นลุล่วงไปด้วยดี แต่หลังจากสัญญาลดอาวุธที่กรุงวอชิงตัน ญี่ปุ่นได้สัดส่วนของเรือสงคราม 5 : 5 : 3 หรือ 10 : 10 : 6 นั้น คือ อังกฤษ กับสหรัฐ ฯ ได้ประเทศละ 10 ส่วนญี่ปุ่นนั้นได้เพียง 6 เท่านั้น

ในการนี้ผู้แทนของญี่ปุ่นที่ไปร่วมประชุมนั้นกลับมารายงานจอมพลเรือโตโง เฮฮัจจิโร่ว ว่า เราแพ้เขาเสียแล้ว ท่านจอมพลเรือพูดเรียบ ๆ ว่า "สำหรับการฝึกนั้นไม่มีการจำกัดด้วยใช่ไหม" ดังนั้นที่มีมติของจักรพรรดินาวี มีการฝึกใน 1 สัปดาห์นั้น ถึง 7 วัน ไม่มีวันเสาร์ อาทิตย์ คือ เง็ด, เง็ด, คะ, ซุย, มก, คิน, คิน (จันทร์ - จันทร์ - อังคาร - พุธ - พฤหัสบดี - ศุกร์ - ศุกร์) ตัดวันเสาร์อาทิตย์ออกไป ทั้งลดความสบายสำหรับทหารประจำเรือไปเพิ่มอาวุธทุกชนิดให้มากกว่าเรือของคู่ ต่อสู้ ทั้งมีเพลงร้องเพื่อปลุกใจเหล่าทหารของราชนาวีอีกด้วย ดังนั้นแผนที่จะสร้างกองเรือที่ 88 นั้น ก็กลายเป็นอากาศธาตุไปอย่างไม่มีทางเลือก ในการออกแบบสร้างเรือประจัญบานมาได้นั้น ได้ข้อมูลในการออกแบบไว้ก่อนหน้านี้เป็นรากฐาน มีการปรับปรุงเพิ่มเติมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงมากยิ่งขึ้นใน เวลาที่ผ่านมาร่วม 20 ปี

การก่อสร้าง

ในเดือนตุลาคม ปี พ.ศ. 2478 กองบัญชาการกองทัพเรือได้ส่งใบสั่งมายังกระทรวงทหารเรือ เพื่อให้ออกแบบในครั้งนี้ เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2479 มีการกำหนดเครื่องจักรใหญ่ของเรือเป็นเทอร์ไบน์จำนวน 4 เพลาใบจักร วันที่ 27 ปีเดียวกันนั้น กรมต่อเรือก็ได้ประเมินราคาในการต่อเรือลำนี้ เป็นจำนวนเงิน 137,780,200 เยน (ในตอนนั้นเงิน 1 บาท แลก ได้ 1.50 เยน) ทั้งประเทศไทยในปี พ.ศ. 2484 นั้นมีงบประมาณใช้จ่ายทั้งปีเพียง 108,000,000 บาท วันที่ 20 กรกฎาคม ปีเดียวกัน ได้มีการประชุมสำหรับนายทหารช่างต่อเรือชั้นสูง ได้ให้ชื่อหรือรหัสสำหรับเรือลำแรกนี้ว่า 10 - 140 เอฟ และในวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2480 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทหารเรือก็อนุมัติแบบ 10 - 140 เอฟ อย่างเป็นทางการ ซึ่งทางกรมต่อเรือ ได้เริ่มทำการวางกระดูกงูที่อู่แห้งของฐานทัพคุเระ จังหวัดฮิโรชิมาทันที

ความต้องการของกองบัญชาการทหารเรือต่อเรือลำใหญ่ มีดังนี้

* ปืนใหญ่เรือ ขนาด 46 เซนติเมตร จำนวน 3 กระบอก/ป้อม จำนวน 3 ป้อม ปืนใหญ่เรือ ขนาด 20 เซนติเมตร จำนวน 2 กระบอก/ป้อม จำนวน 5 ป้อม รวม 10 กระบอก
* ความเร็ว 30 นอตขึ้นไป
* เกราะป้องกันเรือ ให้สามารถทนทานอำนาจการยิงของศัตรู จากระยะ 20,000 - 35,000 เมตร ได้เป็นอย่างดี
* รัศมีทำการ ด้วยความเร็ว 18 นอต 8,000 ไมล์

ทางกรมต่อเรือได้ออกแบบกับสมรรถนะของเรือยามาโตะ ไว้ดังนี้

* ปืนใหญ่เรือ ขนาด 46 เซนติเมตร จำนวน 3 กระบอก/ป้อม จำนวน 3 ป้อม รวม 9 กระบอก
* ปืนกราบขนาด 15.5 เซนติเมตร จำนวน 3 กระบอก/ป้อม จำนวน 4 ป้อม รวม 12 กระบอก
* ความเร็วสูงสุด 27 นอต
* รัศมีทำการ ด้วยอัตราความเร็ว 16 นอต ระยะ 7,200 ไมล์

การที่กรมต่อเรือไม่สามารถออกแบบตามใบสั่งของกองบัญชาการกองทัพเรือได้ เนื่องจากการที่จะออกแบบด้วยความเร็ว 30 นอต นั้น จะทำให้เรือมีขนาดมหึมาไม่คล่องตัวในการรบ ทั้งจะเกิดการไม่สมดุลขึ้น ดังนั้นจึงทำการออกแบบเรือให้มีขนาดเล็กลงมา เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการรบมากยิ่งขึ้น

ด้านหน้าของป้อมปืนอื่นนั้นหุ้มด้วยแผ่นเหล็กที่เป็นเกราะหนาถึงขนาด 650 มิลลิเมตร เพดานป้อมมีเกราะเหล็กหนา ขนาด 270 มิลลิเมตร ด้านหลังป้อมเป็นเกราะเหล็กหนา ขนาด 250 มิลลิเมตร สำหรับคลังกระสุนมีเกราะเหล็กหนา ขนาด 50 มิลลิเมตร ทางด้านหน้าของป้อมหุ้มด้วยเกราะเหล็กหนาถึงขนาด 200 มิลลิเมตร

จุดอ่อนของเรือยามาโตะ คือ กราบที่ติดตั้งอาวุธปืนใหญ่สำหรับต่อสู้อากาศยาน จำนวน 3 กระบอกแฝด ซึ่งปืนใหญ่แบบนี้ย้ายขึ้นมาจากเรือลาดตระเวนหนักโมคามิ ในกรณีที่เครื่องบินทิ้งระเบิดของข้าศึกดำดิ่งลงมาแล้วปล่อยลูกระเบิดถูกฐาน ปืนเหล่านี้เข้า มันจะทะลุลงไปถึงคลังดินดำและจะระเบิดขึ้นมาทำความเสียหายต่อเรืออย่างมาก อาจถึงจมลงได้ จึงได้มีการเสริมความแข็งแรงที่จุดนี้ด้วยการเสริมแท่นเกราะหนา เพื่อป้องกันเหตุการณ์เช่นนี้อุบัติขึ้น แต่ก็ไม่มีเรื่องนี้เกิดขึ้นเลยจนเรือจมในวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2488

งบประมาณ

งบประมาณที่ตั้งเป็นราคากลางไว้สมัยนั้น เมื่อปี พ.ศ. 2537 ตกลำละ 137,800,000 เยน[ต้องการแหล่งอ้างอิง] ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับสมัยเฮเซอิ ในปี พ.ศ. 2479 จะเป็นจำนวนมากกว่าถึง 1,794 เท่า หรือ 1,262,000,000 เยนทีเดียว สำหรับในตอนนั้นที่สงครามสงบใหม่ ๆ เงิน 1 ดอล ลาร์แลกเงินเยนได้ 365 เยน หรือ 100 เยน เท่ากับเงินไทย 61 บาท แต่ถ้าเงินไทยลดลง เรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบันเงิน 1 บาทแลกเงินเยนได้เพียง 2.50 เยนเท่านั้น

เงินงบประมาณที่ขอไป จำนวน 137,802,000 เยน นั้น เมื่อคิดเป็นรายการปลีกย่อยแล้วจะเป็นราคา ดังนี้

* ค่าตัวเรือ เครื่องจักรใหญ่ร่วมกับอุปกรณ์ต่าง ๆ สำหรับเรือประจัญบาน ยามาโตะ 121,560,000 เยน
* ป้อมปืนใหญ่ จำนวน 3 ป้อม ขนาด 46 เซนติเมตร จำนวน 9 กระบอก กับเครื่องอุปกรณ์ไฟฟ้าเกี่ยวกับเครื่องบินตรวจการณ์ ราคา 932,900 เยน
* ค่าควบคุมต่อเรือ กับการขนส่ง จำนวน 3,470,000 เยน






















รูปแบบพิเศษเฉพาะของเรือชั้นยามาโตะ
ตึกเพนตากอน, 431 เมตร (น้ำเงินอ่อน)
เรือสำราญ ควีน แมรี 2, 345 เมตร (ชมพู)
เรือบรรทุกเครื่องบิน เอนเตอร์ไพรซ์ (CVN-65) กองทัพเรือสหรัฐ, 342 เมตร (เหลือง)
เรือเหาะ LZ 129 ฮิดเดนเบร์ก, 245 เมตร (เขียว)
เรือหลวง ยามาโตะ, 263 เมตร (น้ำเงินเข้ม)
ตึกเอ็มไพร์สเตต, 443 เมตร (เทา)
เรือบรรทุกน็อก นีวิส , 458 m (แดง)

ผู้ออกแบบเรือยามาโตะ คือ เคอิจิ ฟูกูดะ ต่อมา ยูซูรุ ฮิรากะ ผู้สืบทอดของฟูกูดะ ได้ปรับแก้ให้มีความพิเศษเฉพาะ และมีคุณสมบัติอันยอดเยี่ยมสำหรับเรือรบจักรวรรดินาวีญี่ปุ่นมาแต่ทศวรรษที่ 1920 การออกแบบยามาโตะ มีลักษณะเฉพาะหลายประการ อันก่อให้เกิดเป็นลักษณะของเรือที่โดดเด่นสะดุดตา นับจากลักษณะดาดฟ้าเรือที่ไม่เรียบ ต่างออกไปจากเรือที่ถูกออกแบบในช่วงทศวรรษที่ 1920 - ทศวรรษที่ 1930 ลักษณะโค้งของดาดฟ้าเรือนั้น ทำให้ลดน้ำหนักโครงสร้างเรือลงได้ โดยไม่ลดความแข็งแกร่งของตัวเรือ จากการทดสอบในอ่างทดสอบทำ ให้เกิดการยอมรับลักษณะท้ายเรือกึ่งแบน และลักษณะหน้าเรือบริเวณใต้ผิวน้ำที่เป็นปุ่มโค้งยื่นออกมา อันจะทำให้ลดความต้านทานที่ตัวเรือลงได้ถึง 8%

รังปืนใหญ่ที่บรรจุปืนใหญ่เรือขนาด 460 มม จำนวน 9 กระบอก อันเป็นปืนใหญ่ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการบรรจุลงในเรือรบนั้น นับเป็นความท้าทายในเชิงเทคโนโลยีการก่อสร้างและการปฏิบัติการอย่างยิ่ง ความสำเร็จของโครงการยามาโตะ นับเป็นรากฐานอันยิ่งใหญ่ต่อวงการต่อเรือของญี่ปุ่น ลักษณะของเกราะหลักที่ออกแบบไว้เพื่อรับแรงระเบิดเชิงเอกซ์โพเนนเชียลระดับสูง ช่วยคุ้มกันเรือเล็กที่เก็บเอาไว้ และพื้นที่ปฏิบัติงานสถานีรบที่มิได้มีเกราะคุ้มกันได้ดี ดังนั้น ตำแหน่งปืนต่อต้านอากาศยานทุก ตำแหน่ง แม้แต่จุดที่เล็กที่สุด จะได้รับการคุ้มกันภายใต้เกราะตามที่ได้ออกแบบไว้ ในช่วงท้าย ๆ ของเรือรบชั้นนี้ ระบบอาวุธต่อต้านอากาศยานได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นด้วยการเพิ่มอาวุธทั้ง ขนาดเล็กและใหญ่ ในพื้นที่เปิด (ไม่ได้รับการคุ้มกัน) ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าพลปืนต่อต้านอากาศยานสามารถหนีเข้าที่กำบังก่อนการยิง ปืนใหญ่หลักได้หรือไม่ และนี่ก็อาจจะเป็นสาเหตุที่เรือรบยามาโตะทำงานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพในยุทธนาวีออฟซามาร์ ที่เรือโดนกระหน่ำโจมตีจากภาคพื้นอากาศตลอดและเรือก็ไม่ได้ยิงปืนใหญ่หลัก เพื่อป้องกันการเสียชีวิตและบาดเจ็บของพลปืนอากาศยานในพื้นที่เปิด การต่อเติมของเรือนั้นหนาแน่นมากๆ อันเป็นการลดระยะยิงของป้อมปืนและมุมยิงของปืนต่อต้านอากาศยาน

เรือเล็กนั้นจะถูกเก็บเอาไว้ในโรงเก็บใต้ดาดฟ้าเรือ และจะนำออกมาได้โดยการใช้เครนพิเศษ มีช่องทางออกติดตั้งไว้ทั้งสองกราบ (ข้างเรือ) ช่วงบริเวณป้อมปืนที่3 บนดาดฟ้าเรือช่วงท้าย (quarter deck) ฉาบไว้ด้วยคอนกรีต ข้างล่างเป็นโรงเก็บเครื่องบินตรวจการณ์ และมีลิฟต์อยู่ที่ท้ายเรือ โรงเก็บเครื่องบินนี้ สามารถเก็บเครื่องบินได้ 7 ลำ ข้อแตกต่างของเรือหลวงยามาโตะ และเรือหลวงมุซาชิเมื่อ เทียบกับเรือรบลำอื่นของจักรวรรดินาวีญี่ปุ่นคือไม่มีเสาธงทรงเจดีย์ แต่สร้างอาคารสะพานเดินเรือรูปแบบใหม่, ห้องบัญชาการ และศูนย์การยิงขึ้นแทน เสากาฟ (เสาธงหลัก), ปล่องไฟและสะพานเดินเรือ ล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งในด้านการออกแบบและรูปโฉม มีความแตกต่างอย่างเห็นได้จากทั้งเรือลำอื่นของจักรวรรดินาวีญี่ปุ่น และเรือรบหลักของประเทศอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ยังมีลักษณะทางสถาปัตยกรรมบางอย่างของเรือรบชั้นยามาโตะ ที่ "คล้ายคลึง" กับเรือรบลาดตระเวณอื่นๆ ที่ออกแบบโดย ยูซูรุ ฮิรากะและฟูจิโมโตะ ในช่วงทศวรรษ 1920 ถึง 30 โดยเฉพาะเรือรบชั้นทาคาโอะ และโมกามิ

โครงท้องเรือของเรือรบชั้นนี้ อาจจะเป็นโครงท้องเรือที่เสถียรที่สุดในบรรดาเรือรบทั้งหมด เรือรบทั้งสองในชั้นนี้ถูกรายงานว่ามีเสถียรภาพการทรงตัวสูงมากแม้ในช่วง คลื่นลมแรง อย่างไรก็ตาม การเพิ่มส่วนกว้างของเรือนั้นย่อมหมายถึงการสูญเสียเสถียรภาพ ทำให้เรือเอียงมากกว่าเดิมในสถานการณ์ที่น้ำท่วมเรืออย่างหนัก เรือมีหางเสือเดียว ทำให้เรือมีวงเลี้ยวแคบเพียง 640 เมตร ซึ่งนับว่าแคบสำหรับเรือขนาดนั้น เมื่อเทียบกับเรือรบชั้นไอโอวาที่มีวงเลี้ยวมากกว่า 800 เมตร มีการต่อเติมหางเสือช่วย แต่ก็ไม่มีประโยชน์อันใด

ต้นกำลังไอน้ำของเรือให้กำลังต่ำมาก (2.5 เมกกะปาสคาล (25 กิโลกรัมแรง/ตารางเซนติเมตร), 325 °C) ในขณะที่อัตราการเผาผลาญเชื้อเพลิงสูง และนี่คือเหตุผลหลัก ๆ ที่ไม่ได้ใช้เรือนี้ในช่วงการทัพหมู่เกาะโซโลมอน และการทัพอื่นๆ ช่วงกลางสงคราม นอกจากนี้กำลังขับของเรือก็มีเพียง 110,324 กิโลวัตต์ (147,948 แรงม้า) เท่านั้น [1] อันเป็นการจำกัดขีดความสามารถของเรือในการบรรทุกเครื่องบิน

การเชื่อมอาร์คซึ่ง เป็นเทคนิคใหม่มากในช่วงนั้น ได้มีการนำมาใช้อย่างแพร่หลาย ช่วงล่างของเกราะทางระฆังถูกใช้เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของตัวเรือ การออกแบบเรือ ถือเอาการประหยัดน้ำหนักเป็นหัวใจสำคัญ ทั้งที่ไม่มีข้อจำกัดใดๆ มาเป็นเงื่อนไขบังคับ ทั้งตัวเรือมีชิ้นส่วนกันน้ำ 1,147 ชิ้น (1,065 อยู่ใต้ส่วนที่หุ้มเกราะ)

ลักษณะและสมรรถนะของเรือ
เรือประจัญบานยามาโตะ

ข้อมูลเรือ

* ความยาวตลอดลำ 263 เมตร กว้างสูงสุด 38.9 เมตร ความลึก 18.9 เมตร ความสูง 40.0 เมตร
* ระวางขับน้ำปกติ 64,000 ตัน เต็มที่ 72,800 ตัน ถังน้ำมันเชื้อเพลิงจุ 6,000 ตัน เครื่องจักรกังหันไอน้ำ 4 เครื่อง มีกำลังรวม 150,000 แรงม้า ความเร็วสูงสุด 27.5 นอต
* ระยะปฏิบัติการเมื่อใช้ความเร็ว 16 นอต 7,200 ไมล์
* อาวุธ เมื่อเข้าประจำการ (ยังมิได้ดัดแปลงเพิ่มอาวุธต่อสู้อากาศยาน)
o ปืนใหญ่ ขนาด 460 มิลลิเมตร 3 ป้อม ป้อมละ 3 กระบอก รวม 9 กระบอก (ที่หัวเรือ 2 ป้อม ท้ายเรือ 1 ป้อม)
o ปืนใหญ่ ขนาด 155 มิลลิเมตร ป้อมละ 3 กระบอก 4 ป้อม รวม 12 กระบอก (ที่หัวเรือ 1 ป้อม ท้ายเรือ 1 ป้อม และที่กลางลำกราบละ 1 ป้อม)
o ปืนใหญ่ ขนาด 127 มิลลิเมตร ป้อมละ 2 กระบอก 6 ป้อม รวม 12 กระบอก (บริเวณกลางลำ กราบละ 3 ป้อม)
o ปืนกลต่อสู้อากาศยาน ขนาด 25 มิลลิเมตร แท่นละ 3 กระบอก 8 แท่น รวม 24 กระบอก
o ปืนกลต่อสู้อากาศยาน ขนาด 13 มิลลิเมตร แท่นคู่ 2 แท่น รวม 4 กระบอก

ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงโดยได้ลดปืนขนาด 155 มิลลิเมตรลง และเพิ่มอาวุธต่อสู้อากาศยาน ทั้งขนาด 127 มิลลิเมตร และ 25 มิลลิเมตร จนมีจำนวนถึง 184 กระบอก

ปืนใหญ่

กระสุนปืนใหญ่ของเรือมีขนาด 18.1 นิ้ว หรือ 46 เซนติเมตร น้ำหนักลูกละ 1,460 กิโลกรัม หมอนรองอีกกระบอกละ 55 กิโลกรัม ดินขับอีกกระบอกละ 330 กิโลกรัม เบ็ดเสร็จปืนใหญ่ 1 กระบอก กับกระสุน 1 ลูกนั้น รวมน้ำหนักถึง 1,845 กิโลกรัม หรือประมาณเกือบ 2 ตันทีเดียว สามารถเจาะทะลุเกราะเหล็กหนา 45 เซนติเมตรได้อย่างสบาย

เรือประจัญบานยามาโตะมีกระสุนปืนใหญ่กระบอกละ 100 ลูก จำนวน 9 กระบอก รวมทั้งสิ้น 900 นัด กระสุนปืนจำนวน 40 ลูกนั้น จะแยกอยู่ในคลังกระสุน ส่วนอีก 60 ลูกอยู่ในป้อมปืนแต่ละป้อม

ในการใช้ปืนใหญ่เรือยิงแบบซัลโว พร้อมกันทุกกระบอกถึง 9 กระบอก จำนวน 3 ป้อม จะทำให้พื้นไม้ดาดฟ้าเรือหลุดออกมา ซึ่งราวลูกกรงนั้นจะงอพับด้วยอำนาจแรงดันของการยิงซัลโว แต่ได้มีการป้องกันเพื่อการนี้ไว้อย่างสมบูรณ์ สำหรับเครื่องบินตรวจทะเลประจำเรือกับเรือยนต์ของเรือนั้นได้ออกแบบแตกต่าง กันกับเรือลำอื่น ทั้งออกแบบอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่อยู่บนดาดฟ้าทุกชั้นให้เรียบง่ายและอยู่บนพื้นดาดฟ้าให้น้อยที่สุด ดังนั้นจะพบว่าดาดฟ้าของเรือยามาโตะนั้น มีอุปกรณ์ต่าง ๆ น้อยกว่าเรืออื่น

เกราะของเรือ

เกราะของเรือยามาโตะมีความหนามากซึ่งสามารถทนทานต่อลูกตอร์ปิโดได้ในระยะ 25 - 30 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังติดเกราะป้องกันกระสุนปืนใหญ่ขนาด 18.1 นิ้วไว้หน้าป้อมปืนหมายเลข 1 เช่น ติดเกราะป้องกันกระสุนปืนกลจากเครื่องบินข้าศึกหนา 5 ซ.ม.

การป้องกันการโจมตีด้วยปืนกลอากาศ

ในการนี้ได้มีการออกแบบด้วยเทคนิคพิเศษ ด้วยเกราะหนาขนาด 410 มิลลิเมตร บริเวณเหนือดาดฟ้าและด้วยเกราะเหล็กหนา ขนาด 35 - 50 มิลลิเมตรเพื่อป้องกันการระดม ยิงด้วยกระสุนปืนกลจากเครื่องบินข้าศึกอีกด้วย

การป้องกันตอร์ปิโด

ด้านล่างทั้งสองกราบของเรือประจัญบานยาโมโต้ ใต้แนวน้ำนั้นหุ้มด้วยเกราะเหล็ก หนา ขนาด 75 - 90 - 200 มิลลิเมตร ตามลำดับ ซึ่งหนามากที่สุดใต้แนวน้ำแล้วค่อยบางลง ไปจนถึงกระดูกงูระหว่างนั้นเป็นช่องสองชั้น สำหรับห้องเครื่องจักรกรุด้วยเกราะหนา200 มิลลิ เมตร จากใต้แนวน้ำลงไปจนถึงด้านล่างของห้องเครื่องจักรใหญ่ ซึ่งแต่ละจุด เปลือกเหล็กหนา 2 ชั้น ป้องกันตอร์ปิโดได้อีกด้วย สำหรับคลังดินดำนั้นมีเกราะเหล็กหนาเป็นพิเศษถึง 3 ชั้น ด้วยกัน

การออกปฏิบัติการยุทธ

เรือประจัญบานยามาโตะออกปฏิบัติการครั้งแรก ในยุทธการที่เกาะมิดเวย์ เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2485 ต่อมาในการยุทธที่นอกหมู่เกาะมาเรียนา เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2487 และในยุทธการ "โช" (ชัยชนะ) ที่นอกเกาะ ซามาร์

การออกปฏิบัติการครั้งสุดท้ายเมื่อเป็น "กำลังรบ ผิวน้ำโจมตีพิเศษ" (โตคุเบสสึ โกเงคิ ไตอิ) ออกไปทำลายทัพเรือและทหารนาวิกโยธินสหรัฐฯ ที่ยกพลขึ้นบก ณ เกาะโอคินาวา เมื่อ 1 เมษายน พ.ศ. 2488 แต่ถูกโจมตีทางอากาศจนจมลง เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2488 ก่อนที่จะไปถึงบริเวณพื้นที่ปฏิบัติการ

การถูกโจมตี
สงครามในทะเลซิบูยัน 24 ตุลาคม พ.ศ. 2487 เรือยามาโตะถูกโจมตีในทะเลซิบูยัน ได้รับความเสียหายเล็กน้อย

เรือประจัญบานยามาโตะ เคยถูกฝูงบินโจมตีของสหรัฐฯ เข้าโจมตี เมื่อ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2486 ในระหว่างการเดินทางไปเกาะนิวบริเตน โดยได้บรรทุกทหารบก จำนวน 1,000 นายไปด้วย เพื่อไปส่งที่ฐานทัพราบาวบนเกาะนิวบริเตน ต่อมาเมื่อเดินทางออกจากฐานทัพเรือหน้าวงปะการังตรุกในหมู่เกาะคาโรไลน์ ได้ถูกเรือดำน้ำ สเคท (SS-305) ยิงด้วยตอร์ปิโดถูกที่บริเวณยุ้งโซ่สมอ ทำให้ทหารที่กำลังเรียงโซ่สมอเสียชีวิตไป 6 นาย แต่เรือไม่ได้รับความเสียหาย ยังสามารถทำความเร็วได้ถึง 27 นอต เป็นปกติ นับเป็นครั้งแรกที่ถูกโจมตีจากเรือดำน้ำสหรัฐฯ และในยุทธการ "โช" ขณะเดินทางผ่านทะเลซิบูยันร่วม กับเรือมุซาชิ ในกำลังรบส่วนกลาง ก็ถูกเครื่องบินจากกำลังรบที่ 38 ของสหรัฐ ฯ โจมตีเมื่อ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2487 เรือยามาโตะได้รับความเสียหายเล็กน้อย

ผลงานการทำลายเรือรบของสหรัฐฯ

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2487 ในยุทธการ "โช" (ชัยชนะ) ระหว่างการเดินทางไปเพื่อเข้าทำลายเรือลำเลียงและกำลังรบของ สหรัฐ ฯ ที่ยกพลขึ้นบกที่เกาะเลย์เต ก็ได้ปะทะกับกำลังรบของสหรัฐ ฯ ซึ่งเป็นหมวดเรือบรร ทุกเครื่องบินคุ้มกัน (TG 77.4) ที่บริเวณนอกเกาะ ซามาร์ และเป็นครั้งแรกที่เรือประจัญบาน ยามาโต้ได้ใช้ปืนใหญ่ ขนาด 460 มิลลิเมตร ทำการยิงเรือพิฆาต โฮเอล (DD-533) ของ สหรัฐ ฯ ในระยะยิง 33,000 เมตร จนจมและทำความเสียหายแก่เรือพิฆาต จอนห์ส์ตัน (DD-557) จนต้องถอนตัวออกจากการรบ (แล้วถูกเรือลาดตระเวนและเรือพิฆาตญี่ปุ่น โจมตีจนจม) นอกจากนี้ยังทำความเสียหายแก่เรือบรรทุกเครื่องบินคุ้มกัน แกมเบียร์ เบย์ (CVE-73) จนไม่ สามารถใช้ดาดฟ้าบินได้ (แล้วถูกเรือลาดตระเวนญี่ปุ่นยิงจมเช่นกัน)

การออกรบที่เลตี้

หลังจากวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2487 ผ่านไป ญี่ปุ่นสูญเสีย เรือประจัญบาน 3 ลำ เรือบรรทุกเครื่องบิน 4 ลำ เรือลาดตระเวณ 9 ลำและเรือพิฆาต 8 ลำ รวมทั้งหมด 24 ลำ ส่วนเรือที่รอดมุ่งออกจากเลเตสู่ทะเลฟิลิบปินส์ซึ่งในวันที่ 25 ตุลาคม กำลังหลักที่ออกสู่ทะเลฟิลิปปินส์พบกองกำลังเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐ ซึ่งเป็นหมวดเรือบรรทุกเครื่องบินคุ้มกัน ในครั้งนี้เรือประจัญบานยามาโตะได้ใช้กระสุนของป้อมปืนใหญ่ ซึ่งมีขนาดน้ำหนักเกือบ 2 ตันซึ่งใช้ยิง 6 กระบอกป้อมละ 3 กระบอกรวม 6 กระบอกยิงใส่เรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐจนจม หลังจากสหรัฐยึดครองฟิลิบปินส์เรือประจัญบานยามาโตะเดินทางกลับไปยังญี่ปุ่น เพื่อซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย

การออกรบที่โอกินาว่า
วาระสุดท้ายของเรือประจัญบานยามาโตะ

ในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2488 กองทัพสหรัฐมีการพิจารณาให้ใช้เรือทั้งหมด 10 ลำเข้าบุกเกาะโอกินาว่า เรือยามาโตะได้รับคำสั่งจากกองทัพญี่ปุ่นให้เข้าปฏิบัติการที่เรียกว่า KIKUSUI โดยมีภารกิจให้ทำการล่อฝูงบินอเมริกันให้ออกจากน่านน้ำโอกินาวา เปิดโอกาสให้ฝูงบินคามิคาเซ่ของญี่ปุ่นบินฝ่าด่านป้องกันของฝูงบินอเมริกา เพื่อเข้าโจมตีกองทัพเรือและปกป้องไม่ให้กองทัพสหรัฐยึดเกาะโอกินาวาได้ แต่ในปฏิบัติการนี้เรือยามาโตะมีน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงแค่เที่ยวเดียวเท่า นั้น เรือประจัญบานยามาโตะและเรือลำอื่นถูกตรวจพบในเวลาหลังเริ่มปฏิบัติการ 12.35 นาที จึงถูกเครื่องบินสหรัฐ 3 หน่วยกิจเข้าโจมตีซึ่งแต่ละหน่วยกิจมีเครื่องบินหน่วยละ 360 ลำต่อหน่วย เรือประจัญบานยามาโตะโดนโจมตีทางอากาศอย่างหนักตั้งแต่ 12.35 น. - 14.23 น. จนทำความเสียหายแก่เรือมากดังนั้นเรือจึงเกิดการระเบิดอย่างรุนแรง จากการตรวจสอบ เรือประจัญบานยามาโตะถูกตอร์ปิโดทั้งหมด 13 ลูก ลูกระเบิดขนาดใหญ่ซึ่งมีขนาด 250กก. - 500กก. ทั้งหมด 6 ลูก ลูกระเบิดขนาดกลางอีกมากกว่า 100 ลูก และลูกระเบิดขนาดเล็กอีกมากกว่า 120 ลูก

เรือประจัญบานยามาโต้ลำเดียว มีกำลังพลทั้งสิ้น 3,332 นาย ได้รับการช่วยเหลือจากเรือพิฆาตเพียง 276 นาย อีก 3,056 นาย เสียชีวิต และสูญหาย

มีเรือพิฆาตสึซึสึกิ ฟุยุสึกิ ยุคิคาเซะ และ ฮัดสึชิโมะ เพียง 4 ลำเท่านั้น ที่ได้เห็นวาระสุดท้าย ของเรือประจัญบานยามาโต้ และรอดกลับมาได้ทุกลำ มีเรือพิฆาตสึซึสึกิ ได้รับความเสียหายหนัก ถูกลูกระเบิดขนาด 500 กิโลกรัมที่หัวเรือ ทำให้ส่วนหัวเรือ หน้าสะพานเดินเรือขาดหายไป จึงต้องแล่นถอยหลังกลับถึงฐานทัพซาเซโบ้ได้

ปฏิบัติการสุดท้าย

เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2488 เรือประจัญบานยามาโตะ พร้อมด้วยเรือลาดตระเวนเบายะฮะงิ เรือพิฆาตสึซึสึกิ ฟุยุสึกิ อิโซะคาเซะ ยุคิคาเซะ ฮามะคาเซะ อาซะชิโมะ คาซุมิ และฮัดสึชิโมะ รวม 10 ลำ ได้ออกเดินทางจากที่จอดเรือ ฮัดจิราชิมะ ของจังหวัดยามากุจิ ผ่านช่องแคบบังโง เลาะชายฝั่งของแหลมโอซุมิ ของจังหวัดคะโงชิมะ แล้วเดินทางต่อไปทางตะวันตก เพื่อเปลี่ยนเข็มลงใต้เข้าสู่เกาะโอคินาวา ก็ถูกโจมตีจากกำลังทางอากาศของกำลังรบเฉพาะกิจที่ 58 โดยการโจมตีหลักมาจากหมวดเฉพาะกิจที่ 58.1 ซึ่งประกอบด้วยเรือบรรทุกเครื่องบินฮอร์เน็ต ลำที่ 2 (CV-12) วาส์พ ลำที่ 2 (CV-18) เบ็นนิงตัน (CV-20) เรือบรรทุกเครื่องบินเบา เบลลิววูด (CVL-24) ซานฮาซินโต้ (CVL-30) และหมวดเฉพาะกิจที่ 58.3 ประกอบด้วยเรือบรรทุกเครื่องบิน เอสเซ็ก (CV-9) บังเกอร์ฮิล (CV-17) เรือบรรทุกเครื่องบินเบา คาบอต (CVL-27) และ บาตาอัน (CVL-29) ส่วนเรือบรรทุกเครื่องบินแฮนคอก (CV-19) ส่งเครื่องบิน 53 เครื่อง ขึ้นช้าไป 15 นาที จึงไม่พบเป้าหมาย กำลังหลักในการโจมตีทางอากาศของหมวดเฉพาะกิจทั้งสองนี้มีเครื่องบินขับไล่ F6F (เฮลแคท) 283 เครื่อง เครื่องบินขับไล่โจมตี F4U (คอร์แซร์) 180 เครื่อง เครื่องบินดำทิ้งระเบิด SB2C (เฮลไดเวอร์) 72 เครื่อง และเครื่องบินทิ้งตอร์ปิโด TBM (อเวนเจอร์) 114 เครื่อง เครื่องบินเหล่านี้ ได้เข้าโจมตีกำลังรบโจมตีพิเศษ ที่มีเรือประจัญบานยามาโตะเป็นเรือธง 6 ระลอกด้วยกัน รายละเอียดการถูกโจมตีของเรือประจัญบานยามาโตะมีดังนี้
ระลอกโจมตี เวลา จำนวนเครื่องบิน ความเสียหาย


1 12.35-12.50 260 ถูกตอร์ปิโดที่กราบซ้าย 1 ลูกถูกลูกระเบิด ที่ท้ายเรือทหารเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก
2 13.18-13.34 120 ถูกตอร์ปิโดที่กราบซ้าย 3 ลูก พลประจำปืนกลต่อ สู้อากาศยานเสียชีวิตถึง 1 ใน 4 เรือ เอียง 8องศา
3 13.35-13.53 150 ถูกตอร์ปิโดที่กราบขวา 1 ลูกกราบซ้าย 3 ลูก เรือเอียง 15 องศา ความเร็วเหลือ 18 นอต
4 14.07-14.20 150 ถูกตอร์ปิโดที่กราบขวาอีก 4 ลูกถูกลูกระเบิด 15 ลูกความเร็วเหลือ 7 นอต เรือตีวงไปทางซ้าย เรื่อยๆ ไม่หยุด


5-6 14.25 150 ระบบการสื่อสารเสียหายทั้งหมด เครื่องถือท้ายขัดข้อง ต้องใช้แรงคนบังคับหางเสือ ถูกที่กราบซ้ายอีก 1 ลูก ถูกลูกระเบิดอีกนับไม่ถ้วน เรือเอียง 35 องศาเกิดการระเบิดและจมโดยตะแคงทางกราบซ้ายแล้วพลิกคว่ำบริเวณ 200 ไมล์ เหนือเกาะตกกุชิมะ จังหวัดคะโงชิ ระดับน้ำลึก 325 เมตร

จากการโจมตีรวมประมาณ 1,000 เที่ยวบิน ทางฝ่ายสหรัฐ ฯ แจ้งว่าได้ใช้ตอร์ปิโดไป 200 ลูก ลูกระเบิดขนาดใหญ่ (250 - 500 กิโลกรัม) 100 ลูก และลูกระเบิดขนาดกลาง (60 - 100 กิโลกรัม) อีกมากกว่า 200 ลูก[ต้องการแหล่งอ้างอิง] หลังจากที่เรือรบญี่ปุ่นคือ เรือประจัญบานยามาโตะ เรือลาดตระเวนเบายะฮะงิ และเรือพิฆาตอีก 5 ลำ จมไปแล้ว ทหารเรือญี่ปุ่นที่ลอยคออยู่ในน้ำ ได้ถูกเครื่องบินของสหรัฐ ฯ ทำการยิงกราดอย่างโหดร้ายไร้มนุษยธรรม และความเป็นชาวเรือ ส่วนพลเรือโท อิโต้ เซอิจิ ผู้บัญชาการกำลังรบโจมตีพิเศษ และ นาวาเอก อะริกะ โกซักกุ ผู้บังคับการเรือ ประจัญบานยามาโตะ ได้สละชีวิตจมไปกับเรือ

Saturday, April 11, 2009

Samurai armor:Hamaki


ฮามากิ




เกราะฮามากิเป็นเกราะชุดแรกๆตั้งแต่สมัยศัตวรรษ 13
, คุณภาพที่ต่ำลงมาจากทหารเดินเท้า. เหมือนกันโยโรอิและโดมารู
    . เกราัะฮามากินั้นทำจากชิ้นส่วนหนังสัตว์จำนวนมาก และัทับเป็นตับๆ
ด้วยแผ่นเหล็กอีกทีซึ่งแผ่นจะใหญ่กว่าเกราะโดมารูและเกราะโยโรอิ    
      ซึ่งใช้เวลาน้อยและ ราคาถูกกว่าเกราะโยโรอิและโดมารูเยอะ
     และทุกๆแผ่นถูกประกอบเข้าด้วยกันอย่าางเป็นระเีบียบ. น้ำหนักบนหัวไหล่จะเยอะมากพอๆกับโดมารู 
 บางคนก็ต้องรับน้ำหนักที่แผ่นป้องกันสะโพก
      น้ำหนักเยอะกว่าโยโรอิ และ เล็กบางกว่าโดมารูมาก. ซึ่งความแตกต่างนั้นทำให้เกราะโดมารูและเกราะฮามากิไกล้เคียงกันมากๆ, วิธีดูที่ง่ายที่สุดคือวิธีเปิดเกราะ. ถ้าเปิดจากเอวขวาก็คือโดมารูแน่นอน
       

วลีสั้นๆว่า


"...หากท่านตายในสนามรบ, ท่านควรแก้ปัญหาโดยการยกศพของท่านประจันหน้ากับศัตรู."
ยามาโมโตะ โยเนโทโมะ

Friday, April 10, 2009

Japanese armor:Domaru



เกราะโดมะรุ (Domaru (ドマル)) คือชุดเกราะสำหรับ ซามูไร เดินเท้า สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 5 และ 6 เช่นเดียวกับ
เกราะโยะโรอิ จากแผ่นเหล็กกล้าชิ้นบางๆ นับร้อยชิ้น ร้อยเชื่อมต่อเข้าด้วยกันเป็นแผ่นใหญ่ด้วยเส้นไหมหรือเชือก ซ้อนทับกันหลายชั้น เกราะโดะมะรุ จะแตกต่างกับ เกราะโยะโรย เนื่องจากมีน้ำหนักเบากว่า สวมใส่พอดีตัวและไม่มีแผงกำบังไหล่ ผู้สวมใส่เกราะโดะมะรุจะไม่ต้องทนแบกรับน้ำหนักของชุดเกราะ ในบริเวณส่วนหัวไหล่เช่นเดียวกับเกราะโยะโรย ทำให้มีความคล่องตัวในการเคลื่อนไหวได้มากกว่า เกราะชนิดนี้ถูกสร้างขึ้นสำหรับซามูไรเดินเท้า ที่มีความปราดเปรียวคล่องแคล่วว่องไวในการต่อสู้ เพื่อที่จะสามารถคุ้มกัน ไดเมียว หรือแม่ทัพที่อยู่บนหลัง ม้า พร้อมกับอาวุธ ซึ่งจะสวมเกราะโยะโรย ที่มีน้ำหนักมากกว่า และเป็นอุปสรรคเวลาเคลื่อนไหวหรือกวัดแกว่งอาวุธ เกราะโดะมะรุ มีสีสันที่ไม่ฉูดฉาด สะดุดตาเช่นเดียวกับเกราะโยะโรย ที่นิยมสีสันที่ฉูดฉาดเพื่อเป็นการบ่งบอกสถานะของตนเอง สีของเกราะโดะมะรุนั้นค่อนข้างทึบและเรียบง่าย เหมาะสำหรับการแฝงตัวในความมืดเวลาออกศึก สงคราม ในเวลากลางคืน เกราะโดะมะรุถูกออกแบบขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์เช่นเดียวกันกับเกราะโยะโรย คือเพื่อใช้ในการทำศึก สงคราม สำหรับเกราะโดะมะรุนั้น เส้นไหมหรือเชือกที่สำหรับใช้ร้อยแผ่นเหล็กกล้าจำนวนมากเข้าด้วยกัน จะใช้สีที่อ่อนกว่าเส้นไหมหรือเชือกที่ใช้สำหรับร้อยเกราะโยะโรย เช่นสีเทา สีน้ำเงิน ซึ่งจะเป็นการบ่งบอกถึงสถานะของผู้สวมใส่เช่นเดียวกัน ไดเมียว แม่ทัพหรือซามูไรที่สามารถซื้อเกราะได้ จะซื้อเกราะโดะมะรุให้แก่ ทหาร ภายในสังกัดของตนเอง ซึ่งจะสวมเกราะที่เรียบๆ ติด ดิน มากที่สุด และสำหรับทหารที่มีความสำคัญภายในกองทัพ อาจจะมีชุดเกราะอื่นๆ ที่ประดับตกแต่งหรูหรา ไว้สำหรับงานพิธีโดยเฉพาะ หมวกเกราะของเกราะโดะมะรุ เป็นลักษณะหมวกธรรมดาที่ไม่นิยมให้มีการตกแต่งประดับประดามากมาย เช่นเดียวกับหมวกเกราะของเกราะโยะโรย อาจจะประดับบ้างเพียงเล็กน้อยสำหรับหัวหน้านายกอง เพื่อเป็นการบ่งบอกฐานะของตนเองในสมรภูมิ นิยมสีเดียวกันกับชุดเกราะเพื่อให้มีความกลมกลืนซึ่งกันและกัน และจะประดับด้วย มอน หรือ ตราประจำตระกูล ของไดเมียว หรือซามูไรที่สังกัด เพื่อเป็นการบ่งบอกถึงสถานะของซามูไรเดินเท้า เช่นเดียวกันกับ มอน ของไดเมียวหรือพวกแม่ทัพและเป็นการป้องกันตนเองจากการต่อสู้ในสมรภูมิอีก ด้วย เพราะระหว่างศึกสงคราม ซามูไรเดินเท้าจะสวมเกราะโดะมะรุที่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายมิตรหรือศัตรู ทำให้การแบ่งแยกสังกัดทำได้อย่างยากลำบาก มอน จะเป็นสิ่งบ่งบอกถึงสังกัดของซามูไรเดินเท้า

Tuesday, April 7, 2009

Japanese MIA found:Private Teruo Nakamura






















เทรูโอะ นากายามะ
สถานที่เกิด ไต้หวัน
สถานที่เสียชีวิต ไต้หวัน
รบให้กับ กองจักรวรรพดิญี่ปุ่น
ระยะเวลา 1943–1974
ยศ พลทหาร
หน่วยกองอาสา Takasago (高砂義勇隊)
สมรภูมิ ยุทธการ โมโรไต Morotai
พอทหาร นากายามะ เทรูโอะ (中村輝夫) เป็นทหารญี่ปุ่นที่เกิดในไต้หวันที่รบให้กองจักรวรรดิญี่ปุ่น และไม่ได้ยอมแพ้จนกระทั่ง ปี 1974
ชื่อของเขาเดิมคือ Attun Palalin แต่ชื่อเขาในราชการไต้หวันชื่อ Lee Guang-Hui 李光輝 นั่นคือชื่อที่เขารู้เมื่อปี 1975.

สมรภูมิโมโรไท










ปฏิบัติหน้าที่
Nakamura เคยเป็นชาวอาบอริจิน, หรืออีกชื่อหนึ่งชื่อว่า Amis,เกิดในปี 1919 หลังจากญี่ปุ่นครองครองไต้หวัน. เขาได้ถูกบรรจุใว้ในกองกำลังอาสา ทาคาโซโกะ ในเดือนพฤศจิกายนในปี 1943. เขาได้ส่งไปประจำ ณ เกาะ Morotaiในอินโดเนเซีย ไม่ช้ากองกำลังพันธมิตรได้รุกคืบเข้าไปในเดือนกรกฎาคมปี 1944 หรือเรียกง่ายๆว่าสมรภูมิโมโรไท. เขาถูกเขียนบันทึกว่าKIA(Killed In Action=ตายในหน้าที่) ในเดือนมีนาคมปี 1945.

หลังจากเกาะัถูกยึกครอง, นากามูระได้พลัดหลงและซ่อนตัวอยู่จนกระทั่งปี 1950s,ขณะที่เขายังคงเฝ้าอยู่ไม่ไปใหน ในปี 1956, เขาได้ละทิ้งความจงรักภักดีและตีตัวออกห่างจากทหารญี่ปุ่นที่เหลือและหนีออกจากค่าย, และได้ตั้งกระท่อมห่างจากที่มั่นเขาประมาณ20-30 เมตร.
ถามว่าทำไมเขาถึงทิ้งให้คนอื่นอยู่ทำไมไม่พาไปด้วย, Nakamura บอกว่าทหารที่เหลือพยายามฆ่าเขา, อย่างไรก็ตามเหตุผลนี้มันฟังไม่ขึ้นและได้ถูกทหารสามคนที่เหลือให้การปฏิเสธหลังจากที่ฐานของเขาถูฏพบเห็นในปี 1950s.

การค้นพบ

กระท่อมของนากามูระได้่ถูกค้นพบแบบไม่คาดฝันในปี1974 โดยนักบิน MIA-1974 ในเดือนพฤศจิกายนในปี 1974 เอกอคราชฑูตญี่ปุ่นประจำอินโดเนเซีย ณ หรุงจากาตา ได้มีหนังสือขอให้มีปฏิบัติการตามตัวนากามูระ , และได้ประสานงานกับตำรวจและทหารประจำเกาะโมโรไต ให้ไปนำตัวเขาออกมา และจับได้ในที่สุดในวันที่ 18 พฤศจิกายน, 1974. เขาได้ถูกส่งตัวไปจากาตาและรักษาตัวที่นั้น
ข่าวของการค้นพบตัวเขาได้ไปถึงญี่ปุ่นในวันที่ 27 ธันวาคม 1974. Nakamura ได้ตัดสินใจให้รัฐบาลอินโดเนเซียส่งตัวกลีบไปไต้หวันโดยขึ้นเครื่องบินญี่ปุ่นเขาเสียชิวิตเพราะมะเร็งปอดในปี 1979(แน่นอนเพราะอยู่ในป่าที่ชื้นยังงั้นไม่เป็นก็โชคดีมากแล้ว)

การแสดงความคิดเห็นของเขาแตกต่างจากทหารที่ถูกค้นพบก่อนหน้าไม่นานนี้, อย่างเช่น Hiroo Onoda, ผู้ที่ถูกค้นพบเมื่อสามเดือนก่อน อันดับแรกที่ถูกถามคือเรื่องเชื้อชาติ เกิดในไต้หวัน ชื่อเดิมของนากามูระคืออามิส และเป็นคนไร้สัญชาติที่ถูกต้องตามกฏหมาย(แม้ว???) คำถามเกี่ยวกับเชื้อชาติของเขานั้นคือเรื่องที่ตื่นตาตื่นใจที่สุดในสมัยนั้นก็ว่าได้ หลังจากทางรัฐบาลญี่ปุ่นประจำกรุงจากาตาได้ส่งตัวเขากลับไต้หวัน, ก็ได้มีคำถามระหว่างสองประเทศว่าจะปฏิบัติตัวเขายังไงดีในเรื่องที่จะส่งตัวเขากลับไปไต้หวัน. ในช่วงเวลาที่เขาถูกจับตัว, เขาพูดทั้งภาษาฮกเกี้ยนและญี่ปุ่น (เนื่องจากเขาถูกบีบยังคับให้พูดคนเดียวเพราะอยู่โดดเดี่ยวมายี่สิบปี). อีกอย่างโอโนดะเป็นนายทหาร, นากามูระก็แค่พลทหารเลยไม่เป้นที่น่าตื่นเต้นหรือสนใจจากผู้คนมากนัก
และมันเป็นเรื่องที่น่าถกถามมากที่สุดในเรื่องการยึดครองของญี่ปุ่น


อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องบำเหน็จบำนาญของเขา เพราะเขาเป็นแค่พลทหาร นากามูระ จึงไม่ได้รับสิทธิสวัสดิการ จนกระทั่งปี 1953 มีการเปลี่ยนกฏหมาย,และได้บำเหน็จบำนาญ 68000 เยน ($227.59)
มันยังน้อยไปใช่ใหมล่ะครับ? รบมาตั้ง 20ปี ให้แค่นี้์? ก็เลยเรียกร้องให้รัฐบาลให้่บำเหน็จแก่เขาเท่าๆกับโอโนดะ

ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
โชอิชิ โยโก
อิชิโนสุเกะ อูวาโนะ
โอบะ ซาคาเอะ 
ฮิรุ โอโนดะ

Monday, April 6, 2009

Japanese MIA found



ผู้กองโอบะ ซาคาเอะ (大場 栄) ได้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง
หลังจากกองกำลังพันธมิตร ได้ยึดครองเกาะไซปันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
โอบะและทหารติดตามจำนวน 46 นาย(เยอะเนอะ) ได้ซ่อนตัวอยู่ในป่าและทำการปล้นสดมกองทัพอเมริกา และอื่นๆ เขาและกองกำลังของเขาได้รับการนันทึกว่าเป็นทัพสุดท้ายแล้วในเดือนธันวาคมปี1945
บทความที่เ้กี่ยวข้อง

โชอิชิ โยโก
อิชิโนสุเกะ อูวาโนะ
ฮิรุ โอโนดะ 
เทรุโอ นากามูระ

Monday, March 30, 2009

Irosoku yamamoto



หัวหน้าทัพเรืออิโรโซงุ ยามาโมโต้(山本五十六 ,ยามาโมโตะ อิโซโรงุ) (4 เมษายน 1884 – 18 หมษายน 1943)เป็นหัวหน้าและเ้ปแ็นหัวเรี่ยวหัวแรงแดกองจักวรรดิในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง, จบจากวิทยาลัยกองทัพเรือญี่ปุ่น และจบจากวิทยาลัยการเดินเรือจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด (1919–1921).


ยามาโมโตะมีส่วนร่วมในการคทำศึกใหญ่ทางทะเลเกือบทั้งหมด, และได้อาสากับการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์และปรับปรุงแก้ไขในการทำศึกทั้งหมด โดยเฉาะการพัฒนาวิธีการบินและการโจมตี.เขาเป็นผู้บัญชาการกองทัพเรือในยุคปลายสงครามโลก.
เขาตายขณะเดินทางบินไปตรวจสอบพิสัยบนเกาะโซโลมอน เครื่องบินของเขา G4M ได้ถูกลอบโจมตี P-38 ความตายของเขานำมาซึ่งขวัญกำลังใจของกองทัพญี่ปุ่นทั้งหมด

พิธีเผาศพอันทรงเ้กียรตืของนายเรือยามาโมโตะ