Can't find it? here! find it

Wednesday, August 13, 2008

เจ้าเด็กน้อย (Little Boy)

August 7th 2008

วันที่ 6 สิงหาคมในอดีตนั้น เป็นวันคล้ายวันเกิดของเด็กน้อยๆ สองคน อันที่จริงเด็กสองคนนี้จริงๆ แล้วไม่ใช่คนหรอกครับ แต่มีประเด็นที่น่าติดตามว่า ในร้ายมีดี ในดีมีร้าย มันเป็นยังไง

เด็กแสบรายแรกนี้ผมอยากเรียกว่า “เด็กนรก” จะผิดไหมเนี่ย… เพราะเมื่อปี พ.ศ. 2488 ลุงแซมหรือประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ ที่มีโค้ดเนมว่า “ลิตเทิลบอย - Little Boy” เจ้าเด็กนรกนี้ได้ถล่มเมืองฮิโระชิมะ ของประเทศญี่ปุ่นจนเละ คาดว่าทำให้มีผู้เสียชีวิตทันที 80,000 คน เป็นเรื่องน่าเศร้ามากและเป็นบทเรียนชิ้นสำคัญของชาวญี่ปุ่น ซึ่งต่อมาประเทศของเขาก็ได้พัฒนาจนเจริญมาก เพราะบทเรียนที่เขาได้รับนั้นสาหัสนัก

ในอดีต คนไทยได้เจอกับเหตุการณ์ ที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติอยู่หลายเหตุการณ์ แต่เมื่อเทียบกับสิ่งที่ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงได้เจอนั้น บทเรียนของเราคง “ราคาถูก” เกินไป

ยกตัวอย่างเช่นประเทศเวียดนาม ในช่วงสงครามเวียดนามนั้น ชาวเวียดนามต้องเจอกับการรุกรานของต่างชาติ การสังหารหมู่ อาวุธเคมี การทิ้งระเบิดแบบปูพรม ทำให้ทุกวันนี้ พื้นที่จำนวนมากของเวียดนามยังเต็มไปด้วยลูกระเบิดและกับระเบิด จนไม่สามารถนำมาพัฒนาได้อย่างเต็มที่ ประชาชนของเขายังคงตระหนักถึงความยากลำบากในการดำเนินชีวิต การถูกกดขี่ข่มเหง และประสบการณ์อันเจ็บปวดรวดร้าวอยู่เสมอ

บทวิเคราะห์ของ คุณเจริญชัยจาก SIU ให้ความเห็นว่า คนไทยเรียนรู้เร็วจากบทเรียนใหญ่ๆ แต่ละครั้ง เพื่อแก้ไขปัญหาไม่ให้เกิดเหตุการณ์เดิมซ้ำๆ ได้ค่อนข้างดีเลยครับ

แต่เป็นไปได้ไหมว่า เพราะเราไม่เคยมีสงครามที่รุนแรงและยาวนาน ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นแบบไร้ทางต่อสู้ ไม่เคยประสบกับมหันตภัย หรือแม้กระทั่ง แทบจะไม่เคยพบกับเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบ ต่อความเป็นอยู่และจิตใจของประชาชนอย่างรุนแรงโดยตรง ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาจึงทำได้แค่สอนเรา แต่คงไม่ได้สร้างรอยแผลที่บาดลึก และสร้างความทรงจำอันรวดร้าวพอที่เราจะสำนึกไว้ในใจเสมอว่า “ความรักชาติ” และ “ความสามัคคี” นั้น สำคัญเพียงใด

…นี่เรายังอยู่รอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ ประเทศของเราคงมีบุญมากจริงๆ

ชาวโลกได้เรียนรู้ถึงภัยของอาวุธนิวเคลียร ์และได้พยายามลดการใช้อาวุธนี้ในเวลาต่อมา แต่ก็แปลกนะครับ เทคโนโลยีที่ผลิตอาวุธร้ายแรงขนาดนี้ กลับกลายเป็นต้นกำเนิดของพลังงานให้มนุษย์ได้ใช้กันอย่างแพร่หลายในเวลาต่อมา ในปัจจุบันน่าจะมีโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์มากกว่า 400 โรงทั่วโลก และจะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นเมื่อแหล่งพลังงานหลัก เช่น น้ำมัน กำลังจะหมดไปจากโลกในอีกไม่นานเกินชั่วชีวิตเรา


เด็กอีกคนที่เกิดวันนี้ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญกับคนที่ใช้อินเทอร์เน็ตอย่างพวกเราๆ ท่านๆ กันมาก โดยเฉพาะอาชีพของผม ที่ทำอยู่ทุกวันนี้ต้องสำนึกบุญคุณของท่านผู้นี้เลยครับ จึงขอบันทึกไว้เป็นเกียรติประวัติใน Blog แห่งนี้ด้วยนะครับ


No comments: